ค่อยๆ รู้จักคำว่า “บ้าน” ผ่านการเดินทางตลอดปี

ค่อยๆ รู้จักคำว่า “บ้าน” ผ่านการเดินทางตลอดปี

รวมเรื่องราวที่เราเรียกว่าบ้าน
จากการลงพื้นที่ในปี 2569

เกือบทุกงานของผมเริ่มจากโจทย์กว้างๆ
ว่าต้องเขียนอะไรสักอย่างเกี่ยวกับพื้นที่ที่ไปทำงาน
ผมจึงใช้วิธีเดิมเสมอ คือเอาตัวเข้าไปสัมผัสก่อน
แล้วค่อยบันทึกความรู้สึกกลับมาเล่า

บทความแรกของปีไม่มีคำว่าบ้านอยู่ในชื่อเรื่อง
แต่ประโยคแรกในบทความบอกว่า ที่แห่งนี้คือบ้าน
จากวันนั้น ผมเดินทางไปอีกหลายพื้นที่
และค่อยๆ รู้ว่าคำๆ นี้ไม่ได้มีความหมายเดียว

นี่คือเรื่องราวที่ผมอยากเล่าให้คุณฟัง
เหมือนเพื่อนที่เพิ่งกลับมาจากการเดินทาง

บันทึกการลงพื้นที่ | 2569 | จากหลายพื้นที่ทั่วประเทศ

แขกในบ้านของสัตว์ป่า

เขื่อนไสน้อย ที่เราไม่ยอมให้เกิดขึ้น
“เขื่อนไสน้อย ที่เราไม่ยอมให้เกิดขึ้น”
สถานที่ : อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ | 27 ม.ค. 2569

วันนั้นแดดแรง อากาศร้อน เราแบกเสบียงเดินเข้าไป จุดแคมป์เป็นลานหินสีดำที่อมความร้อนของแดดทั้งวันไว้ และเราต้องนอนที่นี่

คำเตือนแรกที่ได้ยินคือ คืนนี้ต้องเข้าเวรเฝ้ากองไฟ เพราะจุดนี้อยู่ริมน้ำ และมีสัตว์มาใช้พื้นที่เยอะ นั่นคือครั้งแรกที่ผมรู้สึกว่า นี่คือบ้านของพวกมัน และเราคือแขก

คืนนั้นเงียบสงัด เหลือแต่เสียงกองไฟที่ค่อยๆ ไหม้ กับเสียงสายน้ำที่ไหลอย่างอิสระ ผมมองกิ่งไม้ที่มอดไหม้ แล้วนึกถึงวันที่ที่นี่กลายเป็นเขื่อน สายน้ำถูกกักไว้ ต้นไม้ค่อยๆ ตายในแอ่งน้ำ เหมือนกิ่งไม้ในกองไฟตรงหน้า

สองคืนผ่านไปอย่างปลอดภัย ทั้งเราและสัตว์ ต่างคนต่างอยู่ แต่บ้านสำหรับผมคือที่ที่ปลอดภัยและสบายใจเมื่อได้อยู่อาศัย และลานหินนั้นคือบ้านของสัตว์ป่า เรากลับเป็นภัยของพวกมัน บางทีพวกมันอาจมองเราอยู่จากความมืด แล้วสิ่งที่กำลังจะเข้ามาสร้างก็คือภัยที่ใหญ่กว่าเรามาก

พวกมันจะกลัวแค่ไหน และต้องหนีไปไกลแค่ไหน ถึงจะปลอดภัย

อ่านบทความ : “เขื่อนไสน้อย ที่เราไม่ยอมให้เกิดขึ้น”

คนแปลกหน้าในบ้านตัวเอง

โรงกลั่นน้ำมันขยับใกล้ นกอพยพและวิถีชีวิตก็ล่มสลาย
“โรงกลั่นน้ำมันขยับใกล้ นกอพยพและวิถีชีวิตก็ล่มสลาย”
สถานที่ : บ้านปากทะเล อำเภอบ้านแหลม | 23 มี.ค. 2569

สิ่งแรกที่เห็นคือนก ตัวสีขาวสว่างเดินจิกหาอาหารอยู่บนนาเกลือที่ไม่มีเกลือ พื้นสีมืดทำให้เห็นชัดว่านกกับนาเกลืออยู่ในภาพเดียวกัน

ก่อนมา ผมคิดว่าโรงกลั่นน้ำมันคงอยู่ใกล้ๆ นาเกลือ แต่พอไปถึงต้องใช้คำใหม่ มันอยู่ในพื้นที่เดียวกัน ติดกันเลย ผมหดหู่ใจแทนคนและสิ่งมีชีวิตที่ต้องอยู่แถบนั้น

มีคนหนึ่งเอาก้อนน้ำมันมาให้ดู เขาบอกว่าใช้เวลาย่อยสลาย 20 ปี และมีเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ มันคือคราบน้ำมันบนผิวทะเลที่ถูกสารเคมีทำให้จับตัวเป็นก้อน ดูเหมือนหายไปแล้ว แต่จริงๆ จมอยู่ก้นทะเลตรงนั้นเอง

ส่วนชาวบ้านที่เคยทำงานในนาเกลือ ผมนึกขึ้นได้หลังคุยกับเขาว่า ถ้าวันหนึ่งนาเกลือหายไป พวกเขาต้องไปทำงานในห้องแอร์ในโรงงาน ซึ่งไม่ใช่งานที่ถนัด คนจากนอกพื้นที่จะเข้ามามากมาย จนพวกเขาอาจเป็นคนแปลกหน้าในบ้านที่ตัวเองเคยทำงานมาก่อน

ผมถามตัวเองว่า เราช่วยที่นี่ไม่ได้แล้วจริงๆ หรือ สิ่งที่พอทำได้ คือลงไปร่วมกับกลุ่มชาวบ้านที่กำลังคัดค้านโครงการโรงไฟฟ้า ที่กำลังจะเข้ามาถล่มซ้ำในพื้นที่เดิม

อ่านบทความ : “โรงกลั่นน้ำมันขยับใกล้ นกอพยพและวิถีชีวิตก็ล่มสลาย”

บ้านหลังแรกชื่อพงพนา

พงพนา..บ้านหลังแรกของทุกสิ่งมีชีวิต
“พงพนา..บ้านหลังแรกของทุกสิ่งมีชีวิต”
11 พ.ค. 2569

ผมนั่งอยู่บนโขดหินหลังพิพิธภัณฑ์ห้วยขาแข้ง ถ่ายภาพฝูงวัวแดงไปพลางๆ นั่งนานเข้า พวกมันก็เดินมาเพิ่มเรื่อยๆ จนผมนับได้เกิน 40 ตัว มีทั้งลูกน้อยและวัวบา ทุกรุ่นทุกวัย กินหญ้าอย่างสบายใจเต็มพื้นที่ ผมนึกขึ้นได้ว่าพวกมันสบายใจขนาดนี้ เพราะรู้ว่าที่นี่คือบ้านของมัน บ้านหลังแรกของทุกชีวิตที่เรียกว่าพงพนา

ป่าที่นี่เองก็เช่นกัน คนที่เข้ามาในฤดูแล้งอาจเห็นแค่ต้นไม้ไร้ใบกับเปลือกที่ไฟเผาจนดำเกรียม แต่พอฝนแรกตกลงมา ไม่กี่ฝนใบอ่อนสีเขียวก็แตกยอด หญ้าแทงทะลุพื้นที่เต็มไปด้วยเถ้าถ่าน ป่านี้เดี๋ยวเหมือนตาย เดี๋ยวก็เขียวสดชื่น

มันปรับตัวโดยไม่สนภาพลักษณ์ภายนอก มีเพียงความอดทนและการรับมือกับสถานการณ์ที่โหดร้าย นั่นคือหัวใจที่ผมอยากส่งต่อผ่านลายเส้นบนเสื้อ

อ่านบทความ : “พงพนา..บ้านหลังแรกของทุกสิ่งมีชีวิต”

แปลกปลอม แต่กลมกลืน

แปลกปลอม แต่กลมกลืน : กรงพญาแร้ง ณ ซับฟ้าผ่า
“แปลกปลอม แต่กลมกลืน : กรงพญาแร้ง ณ ซับฟ้าผ่า”
สถานที่ : หน่วยพิทักษ์ป่าซับฟ้าผ่า เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง | 18 มิ.ย. 2569

โครงเหล็กขนาดใหญ่ สูงเท่าตึก 6 ชั้น ตั้งอยู่กลางป่ามรดกโลกที่อุดมสมบูรณ์ ภาพที่เห็นมันขัดหูขัดตาสุดๆ ผิดที่ผิดทาง ไม่น่าจะมาอยู่ตรงนี้เลย

ผมเองเป็นหนึ่งในคณะทำงานของโครงการ แต่ก่อนจะไปเห็นกับตา ผมก็คิดของผมเองไว้ก่อนแล้วว่ามันคงแปลกปลอม พอทำงานมาเรื่อยๆ และได้ถามคนในโครงการ โดยเฉพาะหัวหน้าโครงการที่อธิบายเหตุผลให้ฟัง ว่าทีมเก็บข้อมูลมาอย่างดีก่อนสร้าง กรงจึงไม่เป็นภัยกับสิ่งมีชีวิตรอบๆ ผมก็เปลี่ยนความคิด ภาพเดิมกลมกลืนขึ้นมา

ผมเรียกมันว่าบ้าน แต่จริงๆ มันคือที่พักพิงชั่วคราว อาจเป็นบ้านเช่า หรือโรงเรียนก็ได้ เป็นที่ที่พญาแร้งได้ลองอยู่ในป่า ลองเจอสภาพอากาศ ลองทำรังวางไข่ จนได้ลูกน้อยออกมา ก่อนถึงวันปล่อยจริง เหมือนเราไปเรียนหนังสือ อาจสอบตก อาจเรียนเก่ง อาจชกต่อยกับเพื่อนบ้าง แต่ทุกอย่างคือประสบการณ์ที่ได้เจอด้วยตัวเอง

และหลายคนก็ยกให้โรงเรียน เป็นบ้านหลังที่สองของเรา

อ่านบทความ : “แปลกปลอม แต่กลมกลืน : กรงพญาแร้ง ณ ซับฟ้าผ่า”

บ้านหลังสีฟ้าที่รอเรากลับ

บ้านที่รอเรากลับ – รำลึก 36 ปี สืบ นาคะเสถียร
“บ้านที่รอเรากลับ – รำลึก 36 ปี สืบ นาคะเสถียร”
สถานที่ : อนุสรณ์สถาน สืบ นาคะเสถียร เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง | 24 มิ.ย. 2569

ครั้งแรกที่ผมไปห้วยขาแข้ง ผมไปจัดเตรียมงานรำลึก 30 ปี สืบ นาคะเสถียร ภาพที่จำได้คือแสงสีส้มจากคบไฟขวดแก้วเครื่องดื่มชูกำลังที่พลิ้วไหวตามลม กลิ่นควันดำจางๆ และผู้คนมากมายที่ยืนล้อมรูปปั้นอย่างสงบนิ่ง

หลายปีต่อมา ตอนต้องออกแบบคอนเซ็ปต์งานรำลึก 36 ปี ผมกลับนึกถึงบ้านหลังสีฟ้าที่อยู่ตรงนั้นมาตลอด เคียงข้างผืนป่ามาก่อนจะมีรูปปั้นด้วยซ้ำ แต่ไม่เคยได้เป็นพระเอกเลย เราจึงจับบ้านหลังนี้ไปอยู่บนเสื้อ ให้ทุกคนพกติดตัวไป

ผมเรียกห้วยขาแข้งว่าบ้านหลังที่สอง เพราะไปทำงาน กินนอนที่นี่บ่อย บ้านหลังแรกคือผืนป่าที่ไร้ผู้คน ส่วนบ้านหลังที่สองคือบ้านของคนที่อยากรักษามันไว้

ทุกครั้งที่กลับมา ผมเดินออกจากบ้านสีฟ้า ผ่านบันไดยาวแปดขั้นขึ้นไปหารูปปั้นพี่สืบ ระหว่างก้าวขึ้นไปทีละขั้น ผมได้ทบทวนตัวเอง และค่อยๆ เติมพลังใจให้งาน พอถึงขั้นสุดท้ายและสบตากับใบหน้าพี่สืบ ผมก็รู้ว่างานที่ทำอยู่มีความหมายกับผมมากแค่ไหน แล้วเดินออกมา ถึงแม้งานนั้นจะหนักและเหนื่อยเหมือนเดิมก็ตาม

อ่านบทความ : “บ้านที่รอเรากลับ – รำลึก 36 ปี สืบ นาคะเสถียร”

บ้านชั่วคราวที่ริมคลอง

บ้านที่เรายังไม่ได้กลับ – ชุมนุมคัดค้าน พ.ร.บ. SEC & Landbridge
“บ้านที่เรายังไม่ได้กลับ – ชุมนุมคัดค้าน พ.ร.บ. SEC & Landbridge”
สถานที่ : สะพานชมัยมรุเชฐ ทำเนียบรัฐบาล | 30 มิ.ย. 2569

ริมคลองบริเวณทำเนียบรัฐบาล มีเพิงพักพิงของคนกลุ่มหนึ่งที่ยกครอบครัว ยกห้องครัว และอีกหลายสิ่งมาจากบ้านเกิด แล้วนอน กิน เรียกร้อง และต่อสู้อยู่ตรงนั้น

ผมไม่ได้ไปยังพื้นที่เกิดเหตุจริง แต่ผมไปที่บ้านชั่วคราวของพวกเขา และจำหลายคนได้ว่าเคยเจอกันตอนต่อสู้เรื่องการระเบิดภูเขาเพื่อทำโรงโม่หินที่กระบี่ ครั้งนั้นการเจรจาเป็นผล แต่รอบนี้เขาถามว่า ที่ทำกันมาทั้งหมดจะมีประโยชน์อะไร เพราะโครงการที่ใหญ่กว่าการระเบิดหินหลายเท่ากำลังจะผุดขึ้นที่เดิมอีกครั้ง และผลกระทบมหาศาลกว่าเดิม

แกนนำคนหนึ่งพูดประโยคที่ติดอยู่ในหัวผมมาจนทุกวันนี้

“โครงการนี้เจ๊งมันก็เจ๊งแค่ตัวเงิน แต่ถ้าสิ่งแวดล้อมเราเจ๊ง มันเจ๊งไปเลย มันหมดเลย แล้วเรียกกลับมาไม่ได้แล้ว”

การกลับบ้านโดยที่บ้านยังไม่ปลอดภัย ไม่ใช่การกลับบ้านที่แท้จริง

อ่านบทความ : “บ้านที่เรายังไม่ได้กลับ – ชุมนุมคัดค้าน พ.ร.บ. SEC & Landbridge”

เจ้าของบ้านที่พูดไม่ได้

บ้านที่เจ้าของพูดไม่ได้ – คลองวังโตนด
“บ้านที่เจ้าของพูดไม่ได้ – คลองวังโตนด”
สถานที่ : คลองวังโตนด อุทยานแห่งชาติเขาสิบห้าชั้น | 19 ก.ค. 2569

ผมเดินทั้งวันในพื้นที่คลองวังโตนด แต่ไม่เจอสัตว์เลยสักตัว

ตลอดทางมีร่องรอยทั้งรอยเก่าและรอยที่เพิ่งเกิดขึ้น ทั้งรอยเท้า ขี้ รอยคุ้ย และรอยที่ช้างถูตัวกับต้นไม้ เดินไปทางไหนก็เจอแทบทุกเส้นทาง บอกว่าพวกมันวนเวียนอยู่แถวนี้ตลอด และแถวนี้กำลังจะถูกสร้างเป็นเขื่อน รู้สึกเหมือนพวกมันอยู่ล้อมรอบเราไปหมด

ก่อนไป ผมคิดว่าจะได้เจอช้าง หรืออย่างน้อยก็นกสักชนิด แต่พอเข้าพื้นที่จริง กลับรู้สึกเหมือนไม่ได้รับอนุญาตให้เจอพวกมัน

ผมไม่ใช่เจ้าของบ้าน เจ้าของบ้านอยากให้เราเห็นอะไรแค่ไหนก็ตามนั้น ผมจะไม่เรียกร้อง และไม่ไปกวนเขา

ส่วนเจ้าของบ้านที่พูดไม่ได้ ในหัวผมคือต้นไม้ แม่น้ำ และสัตว์ป่า

อ่านบทความ : “บ้านที่เจ้าของพูดไม่ได้ – คลองวังโตนด”

เส้นที่ช้างมองไม่เห็น

บ้านที่เราต้องอยู่ร่วมกัน – ช้างกับคน
“บ้านที่เราต้องอยู่ร่วมกัน – ช้างกับคน”
สถานที่ : บ้านเขาไม้นวล ต.ระบำ อ.ลานสัก จ.อุทัยธานี | 14 ส.ค. 2569

ผมบินโดรนขึ้นไปเหนือบ้านเขาไม้นวล ตำบลระบำ อำเภอลานสัก จังหวัดอุทัยธานี เพื่อสำรวจและทำความเข้าใจพื้นที่จากมุมสูง

สิ่งที่เห็นคือเส้นเส้นหนึ่งที่แบ่งผืนป่าสีเขียวออกจากพื้นไร่มันสำปะหลังสีเทา ชัดเจนจนเห็นเป็นขอบเขต คนมองเห็นเส้นแบ่งนี้ แต่ช้างไม่เห็น ช้างเห็นว่ามันคืออาหาร

ผมยังไม่กดชัตเตอร์ จนกว่าจะนึกภาพออกว่าจะวางองค์ประกอบอย่างไร และจะเล่าเรื่องนี้อย่างไร

วันนั้นผมเห็นช้างจริงๆ ในพื้นที่ข้างเคียง พวกมันเดินออกจากขอบป่ามาเล่นน้ำ กินดินโป่ง ไม่มีเหตุร้ายอะไรเกิดขึ้น

อยู่ร่วมกันคือคนและช้างต้องใช้ชีวิตในพื้นที่เดียวกัน และทุกฝ่ายต้องช่วยกัน ผมตัดสินเรื่องนี้คนเดียวไม่ได้ ถ้าช้างออกมาแล้วชุมชนเสียหาย ก็ต้องเยียวยาให้คุ้มค่าที่สุด เรื่องนี้อธิบายยากจริงๆ

อ่านบทความ : “บ้านที่เราต้องอยู่ร่วมกัน – ช้างกับคน”

แสงเทียนเล่มแรก

36 ปี 36 ภาพ การกลับบ้านกลางป่าห้วยขาแข้ง – รำลึก 36 ปี สืบ นาคะเสถียร
“36 ปี 36 ภาพ การกลับบ้านกลางป่าห้วยขาแข้ง – รำลึก 36 ปี สืบ นาคะเสถียร”
สถานที่ : อนุสรณ์สถาน สืบ นาคะเสถียร เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง | 4 ก.ย. 2569

ในภาพทั้งสามสิบหกภาพ ภาพที่ผมเลือกคือมือที่กำลังจุดเทียน โคลสอัพจนเห็นแต่มือกับเปลวไฟเล็กๆ

เทียนเล่มเดียวไม่ได้สว่างนัก แต่ผมมองว่าแสงจะสว่างได้มากก็เมื่ออยู่ท่ามกลางความมืด มันเริ่มจากเทียนหนึ่งเล่ม แล้วถูกจุดต่อไปเรื่อยๆ จนความมืดมิดค่อยๆ จางหาย ถูกเติมเต็มด้วยแสงสีส้มทั้งพื้นที่

ในวันธรรมดา บ้านสีฟ้าหลังนั้นเงียบเหงา อยู่โดดๆ กลางป่า รูปปั้นพี่สืบตั้งอยู่บนโขดหินที่เดิม แต่คืนนั้น ที่ที่ผมเรียกว่าบ้านเต็มไปด้วยผู้คนที่มาพร้อมจิตใจอนุรักษ์

เมื่อภารกิจจบ ผมต้องกลับบ้านอีกหลัง คือที่ทำการมูลนิธิสืบนาคะเสถียร จ.นนทบุรี
แต่ลุงแก่น คนเลี้ยงพญาแร้ง ใช้ชีวิตและทำงานดูแลพญาแร้งอยู่กลางป่าห้วยขาแข้งตลอด ระหว่างที่ผมเดินทางกลับ แกก็ยังอยู่ตรงนั้น ดูแลพญาแร้งต่อไปเหมือนเคย เพราะที่นี่คือบ้านของแกที่แท้จริง

อ่านบทความ : “36 ปี 36 ภาพ การกลับบ้านกลางป่าห้วยขาแข้ง – รำลึก 36 ปี สืบ นาคะเสถียร”

บ้านหลังแรกที่เสร็จหลังสุดท้าย

บ้านหลังแรก (ที่เสร็จหลังสุดท้าย) – นิทรรศการรำลึก 36 ปี สืบ นาคะเสถียร
“บ้านหลังแรก (ที่เสร็จหลังสุดท้าย) – นิทรรศการรำลึก 36 ปี สืบ นาคะเสถียร”
สถานที่ : นิทรรศการรำลึก 36 ปี สืบ นาคะเสถียร หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร | 21 ก.ย. 2569

พอติดตั้งนิทรรศการเสร็จ พื้นที่ก็เริ่มปิดไฟ สลัวลง ผมเดินออกมาหน้างาน เริ่มถ่ายรูปเก็บไว้ จากโซนบ้านหลังแรกก่อน ถ่ายเสร็จก็นึกขึ้นได้ว่า บ้านหลังที่มาก่อนทุกหลัง กลับเป็นหลังที่เราจัดการเป็นอันสุดท้ายเสมอ

ภาพใบใหญ่ที่สุดบนผนังมีเส้นสีขาวผ่ากลางผืนป่า หลายคนคิดว่าเป็นถนน แต่มันคือลำห้วยที่น้ำแห้งจนเห็นโขดหิน ผมมองว่านี่คือสะพานที่ธรรมชาติสร้างขึ้นเอง และเปิดปิดได้ ยามน้ำเต็มพื้นที่ สัตว์ใหญ่ข้ามไปมายาก พอถึงคราวแล้ง สะพานก็เปิดให้พวกมันข้ามได้อีกครั้ง

ตอนนั้นผมยังไม่มีภาพในหัวว่าอยากถ่ายอะไรต่อ แต่ตอนนี้ผมนึกออกแล้ว ภาพของเขื่อนสักแห่งที่ถูกปลดประจำการและถูกทำลาย แล้วสายน้ำที่ถูกจองจำมาเนิ่นนาน ได้ไหลอย่างเป็นอิสระอีกครั้ง

อ่านบทความ : “บ้านหลังแรก (ที่เสร็จหลังสุดท้าย) – นิทรรศการรำลึก 36 ปี สืบ นาคะเสถียร”

ต้นไม้ที่สร้างให้ไม่ได้

ต้นไม้ – บ้านของพญาแร้งที่เราสร้างให้ไม่ได้
“ต้นไม้ – บ้านของพญาแร้งที่เราสร้างให้ไม่ได้”
20 ต.ค. 2569

พญาแร้งหมายเลข 51.2 ยืนนิ่งอยู่บนกิ่งไม้ท่อนใหญ่ในกรง หลังฝนตกหนัก มันคงกำลังตากปีกตากขนให้แห้ง ไกลออกไปข้างหลังคือรังเทียมที่เราทำไว้ให้

ผมนึกถึงเมื่อหลายปีก่อน ก่อนจะย้ายพญาแร้งขึ้นมาอยู่ในกรงกลางป่า พวกมันอยู่ในกรงเล็กที่พื้นเป็นปูนและคอนเป็นเหล็ก เท้าจึงเป็นปรวด แต่วันนี้ผมเห็นมันแข็งแรง ยืนเกาะกิ่งไม้ของจริงอยู่กลางป่า

ผมเลยนึกได้ว่า ของพวกนี้เราสร้างให้มันไม่ได้หรอก มันต้องเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ

ต้นไม้จริงคือบ้านของพวกมัน วันหนึ่งที่ถูกปล่อย พวกมันต้องหาต้นไม้ที่ใหญ่พอและปลอดภัย ต้องหาอาหารหาซากด้วยตัวเอง ไม่เหมือนตอนอยู่โรงเรียน ที่มีพี่เลี้ยง มีโรงอาหาร มีพื้นที่ปลอดภัยให้โอกาสรอดสูงกว่า

อ่านบทความ : “ต้นไม้ – บ้านของพญาแร้งที่เราสร้างให้ไม่ได้”

บ้านต้องการเวลา

ตลอดปีนี้ ความหมายของคำว่าบ้านไม่เคยซ้ำกันเลย ปัญหาที่ผมเจอก็ต่างกันไปตามพื้นที่และโครงการ แต่ถ้าย้อนไปดูต้นเหตุของทุกเรื่อง ก็จะเจอฝีมือมนุษย์อยู่ตรงนั้นเสมอ

ลองนึกว่าเรารักษาบ้านหลังเล็กของเราไว้ได้เป็นอย่างดี แต่รักษาพื้นที่รอบๆ หมู่บ้านของเราไว้ไม่ได้ ในภาพใหญ่ขึ้น ตำบล อำเภอ จังหวัด ประเทศ และโลกของเราก็กำลังถูกทำลายไปเรื่อยๆ บ้านหลังเล็กหลังนั้นจะอยู่รอดได้อีกนานแค่ไหน ถ้าปราศจากบ้านหลังใหญ่ที่เรียกว่าธรรมชาติ

ผมเชื่อว่ากว่าเราจะรักบ้านของเราได้ ต้องใช้เวลา
ตอนย้ายเข้าบ้านใหม่ ยังไม่คุ้นเส้นทาง เรายังไม่รู้ว่าห้องไหนอยู่ตรงไหน แต่พออยู่ไปนานๆ เราก็เริ่มรู้ว่าบ้านหลังนี้มีเสน่ห์อะไร และเมื่อรู้จักมันดีพอ เราก็รักมันมากขึ้นเอง

‘ธรรมชาติก็เช่นกัน ถ้าการอนุรักษ์ยังดูไกลตัว
ลองพาตัวเองเข้าไปอยู่ท่ามกลางมัน
ไม่ต้องหาที่ใหม่เสมอไป ลองไปที่เดิมซ้ำๆ
จนคุ้นเคย จนเข้าใจ จนสนิทกับมัน
แล้ววันนั้นคุณจะอยากรักษ์มันเอง’

ผู้เขียน

+ posts

ผู้ที่อยากบอกเล่าเรื่องราวจากผืนป่า ให้ตรงกับนามสกุล