อุทยานแห่งชาติเขาสิบห้าชั้น จ.จันทบุรี — ผืนป่าที่ไม่มีใครร้องขอให้ช่วย
ป่าราบผืนนี้อยู่ห่างจากเมืองหลวงของเรา ราว 300 กิโลเมตร
เป็นป่าที่ราบต่ำผืนใหญ่ที่ต่อเนื่องกับเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาอ่างฤาไน
หนึ่งในผืนป่าที่ราบที่สมบูรณ์และหายากที่สุดของภาคตะวันออก
บ้านของช้างป่าและสัตว์ป่าอีกนับไม่ถ้วนที่ไม่เคยออกมาส่งเสียงเรียกร้องอะไรกับใคร
ป่าที่ไม่ยอมเผยตัว

โดรนขึ้นจากที่โล่งริมทาง ไต่ระดับผ่านยอดไม้ แล้วภาพที่ส่งกลับมาบนจอก็มีอยู่อย่างเดียว — สีเขียว
ไม่มีหลังคาบ้าน ไม่มีเสาไฟ ไม่มีอะไรเลยที่บ่งบอกว่ามนุษย์เคยผ่านมาทางนี้ ตอนนี้แทบไม่มีอะไรบ่งบอกเลยว่าป่าผืนนี้เคยถูกสัมปทานมาก่อน มีแต่เรือนยอดที่ฟูขึ้นมาเป็นคลื่น ทอดไปจนสุดขอบภาพ แล้วก็ยังไม่จบ
ระหว่างที่เราเดินสำรวจ ฝนโปรยลงมา หนักบ้างเบาบ้าง แต่ก็พอทำให้ใบไม้เปียก พืชพันธุ์สีเขียวทั้งผืนป่ากลับเข้มขึ้น ลึกขึ้น เหมือนมีใครหมุนปุ่มความอิ่มตัวของสีเพิ่มขึ้นไปอีก 2-3 เท่าตัว
ผมเดินอยู่ในป่านี้ทั้งวัน ในฐานะช่างภาพคนหนึ่ง และผมไม่เห็นสัตว์สักตัว
แต่เสียงมีตลอด นกร้องอยู่ข้างบน แมลงกรีดร้องอยู่รอบตัว บางทีก็มีอะไรบางอย่างขยับอยู่ในพงหญ้าแล้วเงียบไป แต่ไม่มีอะไรยอมออกมาให้เห็น กลับถึงที่พัก การ์ดความจำจากกล้องถ่ายสัตว์ป่าของผมแทบว่างเปล่า
ในการทำงานปกติ นั่นคือความล้มเหลว
แต่ในวงสนทนาวันนั้น มีคนพูดประโยคหนึ่งขึ้นมา จากทีมที่ตามศึกษาช้างในพื้นที่นี้มาหลายปี — ไม่ว่าคุณจะยืนอยู่ตรงไหนในป่าผืนนี้ ในรัศมี 50 เมตรรอบตัวคุณ มีช้างใช้พื้นที่อยู่แน่นอน
เท่ากับผมไม่ได้ล้มเหลว ผมแค่อยู่ใกล้พวกมันเกินกว่าจะเห็น

เส้นน้ำที่ลากมาจากอีกจังหวัด

สิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นกับสีเขียวทั้งหมดที่โดรนบันทึกไว้ คืออ่างเก็บน้ำ
โครงการอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด ตามรายงานฉบับแรกจะท่วมอุทยานแห่งชาติเขาสิบห้าชั้น 7,503 ไร่ และป่าสงวนแห่งชาติป่าขุนซ่องอีก 7,097 ไร่ ต่อมามีการปรับลดขนาด เหลือท่วมอุทยานฯ 6,191 ไร่ และป่าสงวนฯ 5,791 ไร่ รวมแล้วเกือบ 12,000 ไร่
ตัวเลขพวกนี้ไม่ได้บอกอะไรมากนัก จนกระทั่งคุณรู้ว่าน้ำจะไปไหน
ลุ่มน้ำคลองวังโตนดมีอ่างเก็บน้ำอยู่แล้วหลายแห่ง 3 แห่งที่ใหญ่ที่สุดความจุรวมกว่า 209 ล้านลูกบาศก์เมตร คลองวังโตนดคืออ่างที่ 4 และเป็นตัวที่จะกินป่าผืนใหญ่แห่งนี้
แต่ที่ผิดปกติกว่า คือระบบการกระจายน้ำให้คนในพื้นที่
คนในพื้นที่ให้ข้อมูลว่า 3 อ่างเก็บน้ำที่สร้างเสร็จแล้วในปัจจุบัน มีการกระจายน้ำให้ชุมชนในพื้นที่ได้ใช้ไม่ถึง 50% และอ่างบางแห่งกลับมีท่อขนาดใหญ่ลากไปยังอ่างเก็บน้ำประแสร์ ซึ่งอยู่คนละจังหวัด
และจากประแสร์ น้ำก็จะไหลต่อเข้าสู่พื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC)
โครงการนี้เป็นหนึ่งในแผนผันน้ำจากจันทบุรีไประยอง ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อปี 2552 เพื่อรองรับการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรม กำหนดให้น้ำส่วนเกินจากลุ่มน้ำวังโตนดเป็นแหล่งน้ำสำรองสนับสนุนราว 70 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี
ทนายความผู้รับผิดชอบคดีอ่านรายงานทั้งฉบับแล้วสรุปให้ผมฟังสั้น ๆ ว่า โครงการนี้ไม่ได้ทำเพื่อการเกษตรหรือคนในพื้นที่อย่างเดียว แต่ไปตอบสนองการพัฒนาอุตสาหกรรม โดยเฉพาะ EEC — และนั่นคือประเด็นใหญ่ที่ยังไม่ค่อยมีใครพูดถึง
นักวิชาการพูดตรงกว่านั้น: “น้ำมันก็ไปให้ EEC นั่นแหละ”
ข้อมูลโครงการโดยสังเขป กรมชลประทานศึกษาแผนหลักพัฒนาลุ่มน้ำคลองวังโตนด จังหวัดจันทบุรี แล้วเสนอให้สร้างอ่างเก็บน้ำขนาดกลาง 4 แห่ง ได้แก่ คลองประแกด คลองพะวาใหญ่ คลองหางแมว และคลองวังโตนด ซึ่งเมื่อครบทั้ง 4 แห่งจะได้ปริมาณน้ำต้นทุนรวม 308.56 ล้าน ลบ.ม. ต่อปี
ปัจจุบันในลุ่มน้ำนี้มีอ่างขนาดเล็กสำคัญ 1 แห่ง คือ แพร่งกะผา (4.60 ล้าน ลบ.ม.) และอ่างขนาดกลางที่อยู่ในแผน 3 แห่ง รวมความจุราว 209 ล้าน ลบ.ม. ได้แก่ คลองประแกด 60.26 ล้าน ลบ.ม. (เสร็จปี 2561), คลองพะวาใหญ่ 68.10 ล้าน ลบ.ม. และคลองหางแมว 80.70 ล้าน ลบ.ม. โดยอ้างว่าความต้องการใช้น้ำในอนาคตราว 300 ล้าน ลบ.ม. ทำให้จำเป็นต้องมีอ่างความจุอย่างน้อยราว 100 ล้าน ลบ.ม. เพิ่มอีกหนึ่งแห่ง
ห้องครัวของสัตว์ป่า

คนที่ไม่เคยเข้าป่ามักคิดว่าป่าคือป่า ตัดตรงนี้ ปลูกตรงนั้นชดเชย เท่ากัน
แต่ในประเทศไทย ป่าอนุรักษ์เกือบทั้งหมดเป็นป่าภูเขา ไม่ใช่เพราะภูเขาสำคัญกว่า แต่เพราะที่ราบบุกเบิกทำเกษตรได้ ภูเขาบุกยาก ป่าที่รอดมาเป็นเขตอนุรักษ์จึงเป็นป่าที่มนุษย์เอาไปใช้ไม่สะดวก ป่าราบผืนใหญ่ที่ยังได้รับการคุ้มครองในประเทศนี้จึงเหลืออยู่น้อยมาก และสองผืนที่ใหญ่ที่สุดต่อเนื่องกันอยู่ — อ่างฤาไน และเขาสิบห้าชั้น
ป่าผืนนี้เคยถูกสัมปทานมาก่อน แล้วมันฟื้นกลับมาได้เอง
สัตว์ใหญ่ใช้พื้นที่สองแบบเสมอ ที่ราบและทุ่งหญ้าคือที่หากิน ป่าทึบคือที่หลับนอน กินเสร็จก็กลับเข้าป่าไปพัก ที่นี่มีครบทั้งสองอย่างในที่เดียว มีดินที่อุดมสมบูรณ์ มีน้ำถึงตลอดปี มีบึง มีแอ่ง มีชำ มีพืชอาหารช้างหนาแน่นกว่าที่ลึกเข้าไปทางอ่างฤาไนซึ่งแล้งกว่า
“นักวิชาการเรียกที่นี่ว่าเพอร์เฟกต์สำหรับช้าง”
เกือบหมื่นสองพันไร่ที่จะจม จึงไม่ใช่แค่เกือบหมื่นสองพันไร่ที่หายไป แต่คือการทำให้ป่ารอบ ๆ อีกหลายหมื่นไร่ใช้การไม่ได้ เพราะสัตว์ที่หลับอยู่ข้างบนต้องลงมากินข้างล่าง
น่าสังเกตว่าในเอกสารประกอบโครงการเอง สถานะของผืนป่ากลับถูกบอกเล่าไม่ตรงกัน
รายงาน EHIA จำแนกพื้นที่นี้ว่าเป็นปาเบญจพรรณและป่ารอการฟื้นฟู — “ยอมรับว่ามันคือป่า”
แต่ในแบบรายการแสดงผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่สําคัญ มาตรการป้องกันและแก้ไขผลกระทบสิ่งแวดล้อมและมาตรการติดตามตรวจสอบผลกระทบสิ่งแวดล้อม ชื่อโครงการอ่างเก็บน้ําคลองวังโตนด จังหวัดจันทบุรี (สผร.1)
กลับระบุไว้ในเอกสารว่า “พื้นที่ดำเนินการไม่ได้เป็นพื้นที่ป่าไม้ และเป็นต้นไม้ที่ปลูกขึ้นแทบทั้งสิ้น“
หรือพูดง่าย ๆ คือ เอกสาร EHIA บอกว่าเป็นป่า – แต่ สผร.1 กลับบอกว่าไม่ใช่ป่า เป็นแค่ไม้ปลูก
การจัดว่า “ไม่ใช่ป่าและเป็นไม้ปลูก” จะมีผลโดยตรงต่อการตีมูลค่าความเสียหายให้ต่ำลง
ป่าผืนหนึ่งจะกลายเป็นเพียง “ไม้ที่ปลูกขึ้น” ได้ ด้วยปลายปากกาในเอกสารราชการ
และเมื่อถามว่าถ้าน้ำท่วมเต็มแล้วจะเกิดอะไรขึ้น คำตอบไม่ใช่ภาพเขื่อนสูงตระหง่านกับน้ำสีคราม เพราะที่นี่เป็นที่ราบ น้ำท่วมขึ้นมาเมตรเดียวก็น่าจะกินพื้นที่เป็นหลักร้อยไร่ ป่าลึกที่โดรนบินเข้าไปเห็นนั้น น้ำอาจท่วมแค่ระดับเข่าหรือเอว แต่ท่วมขังตลอดปี ตลอดไป
ต้นไม้ตายแน่นอน ไม้ชั้นใต้เรือนยอดไปก่อน แล้วไม้ใหญ่ก็ยืนต้นตายตาม สิ่งที่จะเห็นในภาพโดรนภาพเดียวกันนี้ อีกไม่กี่ปีข้างหน้า คือทุ่งตอไม้ยืนตายกลางแอ่งน้ำตื้น และไม่มีใครรู้ว่าอะไรจะเข้ามาแทนที่ อาจเป็นพืชต่างถิ่นก็ได้
นักวิชาการสรุปด้วยประโยคที่ไม่ใช่ภาษาวิชาการเลย
“มันเหมือนเรามีเงิน 20 บาทแล้วเราโดนแทงตาย แล้วมันเอาเงิน 20 บาทเราไป
ได้น้ำแค่นี้ ไม่คุ้มอะไรเลย แล้วต้นไม้ตายหมด แล้วมันไม่ใช่ป่าธรรมดา มันเป็นป่าที่ดึงช้างไว้ได้”

ความผิดปกติที่กลายเป็นเรื่องปกติ

รายงาน EHIA ระบุว่าป่านี้มีชะนีมือขาว
“ป่านี้ไม่มีชะนีมือขาว ที่นี่คือชะนีมงกุฎ”
เรื่องประเภทป่าก็เช่นกัน นักวิชาการที่เดินสำรวจบอกว่าชั้นใต้เรือนยอดเป็นป่าดิบแล้ง และชื้นกว่าที่เขาคาดไว้ด้วยซ้ำ แต่รายงานกลับตีมันตกไปเป็นป่ารอการฟื้นฟูและป่าเบญจพรรณ ซึ่งเป็นเรื่องพื้นฐานที่แค่มองด้วยตาก็ไม่ควรพลาดไปไกลขนาดนั้น
การสำรวจสัตว์ป่าของบริษัทที่ปรึกษาใช้เวลาฤดูแล้งห้าวัน ฤดูฝนห้าวัน และดูจากแผนที่เส้นสำรวจใน EHIA ก็อาจคิดได้ว่าเป็นการสำรวจตามแนวถนนเส้นทางตรวจการณ์ แล้วเอาข้อมูลจากป่าสงวน จากอุทยาน และจากพื้นที่ชุมชน มารวมกันเป็นก้อนเดียว
เทียบกับอีกฝั่งหนึ่ง
ทีมที่ศึกษาช้างในป่าผืนนี้ตั้งกล้องถ่ายภาพดิจิทัลไว้ 7 จุด และกล้องดักถ่ายสัตว์ป่าอัตโนมัติอีก 31 ตำแหน่ง เก็บเฉพาะภาพช้างป่าได้รวมกว่า 33,000 ภาพ กับวิดีโออีกเกือบ 3,000 คลิป แล้วเอามาจำแนกอัตลักษณ์ทีละตัว
ช้างไม่มีลายแบบเสือ พวกเขาจึงต้องดูรอยหลอดเลือดบนใบหูซึ่งหยักไม่เหมือนกันสักตัว ดูทรงหู ดูรอยแหว่ง ดูหาง ทีละภาพ จนได้ตัวเลขว่าป่าผืนนี้มีช้างอยู่ราว 70 ตัว
ทนายความอธิบายให้ผมฟังว่า เรื่องแบบนี้ไม่จำเป็นต้องมีใครโกงเลย กฎหมายถือว่าคณะกรรมการที่พิจารณาเป็นผู้เชี่ยวชาญและเข้าใจเรื่องดีพออยู่แล้ว แต่ความเข้าใจที่ว่าตั้งอยู่บนเงื่อนไขเดียว คือต้องได้ข้อมูลที่ถูกต้อง พอข้อมูลผิด การตัดสินใจก็ไม่ชอบด้วยกฎหมายได้ทันที ต่อให้ไม่มีใครตั้งใจทุจริตก็ตาม
มูลนิธิสืบนาคะเสถียรทำจดหมายบอกเรื่องนี้ไปนับไม่ถ้วน หลายองค์กรช่วยกันอ่านรายงาน หลายคนช่วยกันชี้จุด กรมอุทยานฯ เองก็เคยตั้งคณะทำงานตรวจสอบ แล้วพบว่าข้อมูลไม่สอดคล้องกัน
วันที่ 5 มิถุนายน 2569 มูลนิธิสืบฯ ยื่นฟ้องต่อศาลปกครองเพื่อเพิกถอนมติเห็นชอบ EHIA พร้อมขอคุ้มครองชั่วคราว วันที่ 29 มิถุนายน คณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติมีมติเห็นชอบในหลักการโครงการนี้ ห่างกัน 24 วัน
ในทางกฎหมาย เขาทำได้ ทนายบอกว่าบ้านเราเป็นระบบ “ฟ้องแล้วไม่หยุด” หน่วยงานจึงเดินหน้าต่อได้ กลายเป็นภาระของคนฟ้องที่ต้องไปขอให้ศาลสั่งหยุดเอง ผมถามว่าเรื่องแบบนี้เกิดบ่อยไหม เขาตอบว่าในทางปฏิบัติก็คงเป็นแบบนี้แหละ
แล้วถ้าวันหนึ่งโครงการเดินไปจนตัดต้นไม้ไปนับล้านต้น แล้วศาลเพิ่งมาตัดสินทีหลังว่ารายงานไม่ชอบ ใครจะรับผิดชอบ
ทนายตอบว่าเรื่องนี้อธิบายยาก เพราะหน่วยงานอ้างได้ว่าตอนนั้นศาลยังไม่มีคำวินิจฉัย เขาก็แค่ทำตามกระบวนการของเขาไปก่อน
พูดง่าย ๆ คือไม่มีใครต้องรับผิดชอบ
เลขาธิการมูลนิธิสืบนาคะเสถียรบอกว่า ถ้าอ่างนี้สร้างได้ บรรทัดฐานที่น่ากลัวไม่ใช่เรื่องการสร้างอ่างในพื้นที่อนุรักษ์ แต่คือการยอมรับว่าต่อให้ข้อมูลคลาดเคลื่อนแบบนี้ สุดท้ายมันก็ผ่านได้อยู่ดี
“มันคือความผิดปกติที่ทุกคนรับรู้ ผ่อนปรน เพิกเฉย ชินชา จนมันกลายเป็นเรื่องปกติไป”

สุสานกลางน้ำ – ภาพอนาคตที่เห็นล่วงหน้า

ทนายบอกว่าสิ่งที่ถูกทำลายไปแล้ว คืนไม่ได้ ยากที่จะเยียวยา
แต่ระหว่างทาง หยุดได้ไหม — “หยุดได้ ทำได้หมด”
ตอนนี้ยังหยุดได้ และยังไม่มีใครหยุด สมมติว่าไม่มีใครหยุดจริง ๆ นี่คือสิ่งที่จะเกิดขึ้น
น้ำจะค่อย ๆ ขึ้น ป่าจะยืนต้นตายอย่างเงียบเชียบ ไม่มีใครมาถือป้าย ไม่มีข่าวหน้าหนึ่ง เพราะพื้นที่ที่จะจมนั้นเกือบทั้งหมดเป็นผืนป่า ในเขตป่าสงวนฯ มีที่ทำกินและบ้านเรือนของประชาชนที่ต้องย้ายอยู่บ้าง แต่น้อยเกินกว่าจะกลายเป็นข่าว
แล้วช้าง 70 ตัวจะเดินออกจากบ้าน
พวกมันจะไม่เดินสุ่ม ช้างมีกฎของตัวเอง — พื้นที่รอบข้างมีฝูงอื่นครองอยู่แล้ว และเจ้าถิ่นจะผลักดันช้างไร้บ้านให้ไปหาที่อยู่ใหม่ ช้างจึงต้องมุ่งไปยังที่ที่ยังไม่มีใครครอง
นักวิชาการคาดว่าที่แห่งนั้นคือบริเวณน้ำตกพลิ้ว อำเภอแหลมสิงห์
ที่นั่นมีชุมชน มีพื้นที่เกษตร มีผู้คนอยู่
ที่ว่างแห่งเดียวที่เหลือให้ช้าง คือที่ที่มีคนอยู่ — และคนที่นั่นยังไม่รู้ตัว
ปัญหาช้างป่าตะวันออกวันนี้รุนแรงกว่ากุยบุรีไปไกลแล้ว มีคนตายจริง มีความเจ็บปวดจริง และโครงการนี้กำลังจะเติมช้างอีกฝูงเข้าไปในสมการนั้น
ทางออกมีอยู่ และไม่ใช่การไม่สร้างอะไรเลย นักวิชาการที่ร่วมลงพื้นที่ลองทำโมเดลดูด้วยตัวเอง โดยเลือกตำแหน่งที่สี่ แล้วเสริมด้วยเขื่อนปิดหัวกั้นด้านหลังไม่ให้น้ำไหลย้อนเข้าไปท่วมพื้นที่อุทยาน คำนวณเบื้องต้นได้ความจุเกือบ 99 ล้านลูกบาศก์เมตร เท่าเดิม โดยไม่ต้องท่วมอุทยาน
แลกกับการเวนคืนที่เพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นราคาที่ต้องพูดกันตรง ๆ และเป็นราคาที่ต้องคุยกับคนที่ต้องจ่าย
มูลนิธิสืบฯ ไม่เคยขอให้ยกเลิกโครงการ จดหมายฉบับแรกจนถึงฉบับก่อนฟ้องคดี ขอเรื่องเดียวมาตลอด — ขอให้ลดขนาดอ่าง เพื่อหลีกเลี่ยงบ้านของสัตว์ป่า และให้ประชาชนยังมีน้ำใช้ตามสมควร
หกปี ข้อเสนอนี้ไม่เคยถูกหยิบขึ้นมาเป็นตัวเลือกจริงจัง เพราะในเชิงวิศวกรรมมันไม่คุ้มค่า ลงทุนเท่าเดิมแต่ได้น้ำน้อยลง
เลขาธิการฯ บอกว่าเขาไม่เคยมองในมิติที่ว่าป่าคือที่ผลิตน้ำ ผลิตอากาศ ผลิตอาหาร เขามองแต่ตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจอย่างเดียว
“ทนายเรียกสิ่งนี้ในภาษากฎหมายว่า การใช้อำนาจรัฐที่ไม่พอสมควรแก่เหตุ”

หากธรรมชาติคือเจ้าของบ้านตัวจริง

คำถามที่องค์กรอนุรักษ์ถูกถามเสมอคือ คุณไม่ใช่คนในพื้นที่ ทำไมถึงมาคัดค้านโครงการในพื้นที่ของเขา
ที่นี่คำถามนั้นหนักกว่าที่อื่น เพราะในอุทยานฯ เขาสิบห้าชั้นไม่มี “คนในพื้นที่” ให้อ้างเลยจริง ๆ
เลขาธิการฯ บอกว่าถ้าเป็นพื้นที่ที่มีคน ยังไงเขาก็พร้อมสู้เพื่อบ้านของตัวเอง แต่สัตว์ป่าออกมาสื่อสารไม่ได้ ออกมาตอบโต้ไม่ได้ว่าอย่ามาทำลายบ้านฉัน ความยากจึงตกอยู่ที่คนข้างนอกต้องพูดแทน เพื่อให้คนอื่นรู้ว่าที่นี่ยังมีเสียงที่ต้องการความช่วยเหลืออยู่
นี่ไม่ใช่ความบังเอิญ พื้นที่ที่ไม่มีใครร้อง คือพื้นที่ที่ท่วมง่ายที่สุด
ทนายเล่าว่าในต่างประเทศมีแนวคิดที่มองว่าธรรมชาติมีสิทธิของตัวมันเอง ไม่ต้องผ่านคน แม่น้ำมีสิทธิที่จะได้รับการคุ้มครองเพราะมันเป็นสิทธิของแม่น้ำเอง ในฐานะองค์ประธานแห่งสิทธิ ไม่ใช่ในฐานะที่มนุษย์จะได้ประโยชน์จากมัน
แต่ใครจะเป็นคนคุ้มครอง ก็ต้องผ่านคนอยู่ดี
ผมกลับไปดูภาพโดรนภาพนั้นอีกครั้ง สีเขียวเต็มเฟรม ไม่มีบ้าน ไม่มีถนน ไม่มีคน
วันนั้นผมคิดว่าตัวเองไม่เจออะไรเลย ตอนนี้ผมรู้แล้วว่าในทุกรัศมี 50 เมตรที่ผมเดินผ่าน มีเจ้าของบ้านอยู่ตรงนั้น พวกมันแค่ไม่ออกมาทักทายแขก
เลขาธิการมูลนิธิสืบนาคะเสถียรบอกว่า ถ้าป่าผืนนี้พูดได้ นี่คือสิ่งที่มันอยากให้เราถามแทน
“พวกคุณที่จะพัฒนาโครงการในพื้นที่แห่งนี้ ได้ถามเจ้าของบ้านตัวจริงแล้วหรือยัง”
หมายเหตุ: ณ วันที่เขียน 18 กรกฎาคม 2569
ศาลปกครองยังไม่มีคำสั่งประทับรับฟ้องคดีที่มูลนิธิสืบนาคะเสถียรยื่นเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2569
ขอบคุณข้อมูลประกอบบทความ
- นายธรรมนูญ เต็มไชย – หัวหน้าศูนย์วิจัยและพัฒนานวัตกรรมอุทยานแห่งชาติ จ.เพชรบุรี
- ผศ.ดร.อินทนนท์ กลศาสตร์เสนี – กรรมการมูลนิธิสืบนาคะเสถียร และอาจารย์ประจำภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
- สุรชัย ตรงงาม – ทนายความผู้รับผิดชอบคดีเพิกถอน EHIA อ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด
- ฐิติพันธ์ พัฒนมงคล – สื่อมวลชนสายสิ่งแวดล้อม
- อรยุพา สังขะมาน – เลขาธิการมูลนิธิสืบนาคะเสถียร














ผู้เขียน
ผู้ที่อยากบอกเล่าเรื่องราวจากผืนป่า ให้ตรงกับนามสกุล



