แปลกปลอม แต่กลมกลืน : กรงพญาแร้ง ณ ซับฟ้าผ่า

แปลกปลอม แต่กลมกลืน : กรงพญาแร้ง ณ ซับฟ้าผ่า

ลึกเข้าไปในผืนป่าห้วยขาแข้ง ผืนป่ามรดกโลกที่เราพยายามแตะต้องให้น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ มีสิ่งหนึ่งที่ตั้งตระหง่านอยู่อย่างขัดสายตา

โครงเหล็กสูงราวตึกหกชั้น กว้างเท่าสนามฟุตซอล ขึงด้วยตาข่ายจนมิด ตั้งอยู่กลางป่าที่หนาแน่นไปด้วยต้นไม้ที่หน่วยพิทักษ์ป่าซับฟ้าผ่า ความรู้สึกแรกที่ได้เห็นมันคือคำว่า “ผิดที่ผิดทาง” สิ่งปลูกสร้างขนาดนี้ไม่ควรอยู่กลางเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า มันดูแปลกปลอมไปเสียทุกอย่าง

แต่พอเราได้เข้าไปใกล้มันมากขึ้น เราก็ยิ่งรู้จักเรื่องราวของมัน ความรู้สึกแปลกๆ นั้นก็ค่อยๆ เปลี่ยนไป จนสุดท้ายอาจกล่าวได้ว่า นี่คือสิ่งปลูกสร้างที่ “ถูกที่” ที่สุดเท่าที่เคยมีใครสร้างไว้ในป่าผืนนี้

พญาแร้ง นกที่หายไปจากฟ้าเมืองไทย

แม่มิ่ง พญาแร้ง
มิ่ง แม่พันธุ์พญาแร้งตัวแรก ในกรงกลางป่าห้วยขาแข้ง

พญาแร้งเคยเป็นส่วนหนึ่งของท้องฟ้าเหนือผืนป่าใหญ่ หัวสีแดงเข้มสะดุดตา ปีกที่กว้างสยาย และการร่อนวนหาอาหารจากที่สูง ทำให้มันเคยเป็นภาพคุ้นตา
แต่วันนี้ถ้าอยากเห็นพญาแร้งในธรรมชาติของไทย คำตอบคือเห็นไม่ได้อีกแล้ว

ราวสามสิบปีก่อน พญาแร้งฝูงสุดท้ายในห้วยขาแข้งล้มตายลงจากการกินซากสัตว์ที่ถูกวางยาเบื่อ และนับจากวันนั้นก็ไม่มีรายงานพบพญาแร้งในธรรมชาติของไทยอีกเลย จนถือว่าสูญพันธุ์ไปจากผืนฟ้าของไทย

การหายไปของนกกินซากไม่ใช่เรื่องเล็ก เพราะพญาแร้งคือเทศบาลของป่า เป็นพนักงานเก็บกวาดที่ธรรมชาติไม่มีใครทำได้ดีเท่า เมื่อมีสัตว์ล้มตาย แร้งคือผู้มาถึงและจัดการซากได้รวดเร็วและหมดจด ระบบย่อยอันทรงพลังของมันทำลายเชื้อโรคในซาก ตัดวงจรการระบาดที่อาจลามไปสู่สัตว์ป่าอื่นๆ เมื่อแร้งหายไป มันจึงไม่ได้ทิ้งไว้แค่ความว่างเปล่าบนท้องฟ้า แต่ทิ้งช่องโหว่ไว้ในระบบนิเวศทั้งระบบ

โครงการพญาแร้งคืนถิ่นจึงถือกำเนิดขึ้นเพื่อแก้ไขและเติมเต็มท้องฟ้าที่ว่างเปล่านี้
โดยมีเป้าหมายปลายทางคือการนำพญาแร้งกลับสู่บ้านของพวกมัน ณ ป่าห้วยขาแข้ง และทำให้มันได้กลับมาโบยบินบนท้องฟ้าผืนนี้อีกครั้ง
(อ่านเรื่องราวการสูญสิ้นของพญาแร้งจากป่าเมืองไทยเพิ่มเติม)

สร้างบ้าน เพื่อพาเขากลับ

กรงพญาแร้ง
ภาพกรงพญาแร้งระยะไกล ที่ดูเป็นทั้งสิ่งแปลกปลอม และกลมกลืนกับป่า

คำถามที่หลายคนสงสัยคือ ในเมื่อเรามีพญาแร้งอยู่ในสวนสัตว์แล้ว ทำไมไม่เพาะให้ได้จำนวนมากๆ แล้วค่อยปล่อย ทำไมต้องลำบากยกกรงขึ้นไปกลางป่า

คำตอบอยู่ที่ธรรมชาติของการคืนสัตว์ป่าสู่ธรรมชาติ ตามหลักสากลแล้ว เราจะจับสัตว์จากกรงเลี้ยงไปปล่อยกลางป่าทันทีไม่ได้ มันต้องมีช่วงปรับตัวให้คุ้นกับถิ่นใหม่เสียก่อน กับสัตว์ที่ขยายพันธุ์เร็วและปล่อยทีละมากๆ เรายอมให้ธรรมชาติคัดเลือกจนเหลือรอดบางส่วนได้ แต่พญาแร้งคือนกที่ออกไข่ครั้งละฟองเดียว เลี้ยงลูกนานเป็นปี และเหลือในโลกน้อยเต็มที เราเสียไปแม้แต่ตัวเดียวก็เจ็บปวด

โครงการจึงเลือกทางที่ต่างออกไป แทนที่จะเพาะในสวนสัตว์จนได้จำนวนแล้วค่อยขนมาปรับตัว ซึ่งอาจกินเวลานับสิบปี โครงการเลือกพาพ่อแม่พันธุ์ขึ้นมาเริ่มต้นชีวิตครอบครัวในป่าจริงเลย เพื่อให้ลูกที่เกิดมาได้รู้จักป่า ต้นไม้ แดด ลม และสัญชาตญาณระวังภัย ตั้งแต่ลืมตาดูโลกวันแรก

แล้วทำไมต้องเป็นซับฟ้าผ่า ในผืนป่ากว้างกว่า 1.7 ล้านไร่ของห้วยขาแข้ง คำตอบมาจากการศึกษาวิจัยล้วนๆ พญาแร้งต้องการสองสิ่งหลักเพื่อมีชีวิตและสืบพันธุ์ คือ อาหาร กับ ที่ทำรัง

เรื่องอาหาร พญาแร้งกินซาก และซากจะมีก็ต่อเมื่อมีสัตว์กินพืชหนาแน่นอย่างวัวแดง รวมถึงมีผู้ล่าอย่างเสือคอยล่าจนเหลือซากไว้ บริเวณซับฟ้าผ่าคือจุดที่มีทั้งเหยื่อและผู้ล่าหนาแน่นที่สุด ส่วนเรื่องที่ทำรัง พญาแร้งทำรังบนต้นไม้สูงราว 15 ถึง 20 เมตร และป่าแถบนี้ก็มีต้นไม้ใหญ่ให้เลือกอยู่มากมาย ที่สำคัญ ป่าเต็งรังของซับฟ้าผ่ายังมีหน้าตาใกล้เคียงกับถิ่นอาศัยของพญาแร้งที่ยังหลงเหลืออยู่จริงในกัมพูชา ป่าห้วยขาแข้งยังเป็นจุดที่พญาแร้งฝูงสุดท้ายของไทยเคยอยู่
ถือเป็นการมาบรรจบกันพอดี ระหว่างอดีตที่แสนเจ็บปวดกับปัจจุบันที่มีความหวัง

บ้านหลังใหญ่ ที่ออกแบบจากพฤติกรรมของผู้อยู่อาศัย

กรงพญาแร้งขนาดใหญ่
กรงพญาแร้งขนาดใหญ่ ภายในนี้มีพญาแร้งอยู่ 3 ตัว พ่อ แม่ ลูก

กรงฟื้นฟูที่ซับฟ้าผ่ากว้าง 20 เมตร ยาว 40 เมตร และสูงถึง 20 เมตร เป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดมหึมา ต่างจากกรงโดมกลมที่เราคุ้นตาในสวนสัตว์ เพราะกรงหลังนี้มีสองหน้าที่ในหลังเดียว เป็นทั้งที่เพาะขยายพันธุ์ และที่ฝึกซ้อมให้นกพร้อมกลับคืนป่า

พญาแร้งเป็นนกใหญ่ที่ต้องใช้ระยะทางในการโผบินไปกลับเพื่อสร้างกล้ามเนื้อ รูปทรงกรงที่มีความยาวจึงเป็นเหมือนรันเวย์ที่มันต้องการ ส่วนความสูงก็เพื่อให้มันบินขึ้นเกาะที่สูงได้สมกับเป็นนกแห่งท้องฟ้า ขนาดทั้งหมดนี้ไม่ใช่ตัวเลขที่คิดขึ้นเอง แต่อ้างอิงมาตรฐานการฟื้นฟูแร้งจากต่างประเทศที่เคยทำสำเร็จมาก่อน

หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมไม่สร้างให้ใหญ่กว่านี้ไปเลย คำตอบมีสองข้อ ข้อแรกคืองบประมาณที่มีจำกัด และข้อสองที่สำคัญกว่าคือ ยิ่งกรงใหญ่ ยิ่งต้องใช้คนเข้าไปดูแลจัดการมาก ซึ่งสวนทางกับหัวใจของโครงการ

เพราะหลักการสำคัญข้อหนึ่งคือ การให้คนเข้าไปยุ่งกับพญาแร้งให้น้อยที่สุด เพราะพญาแร้งที่จะกลับไปอยู่ป่าได้จริง จำเป็นที่จะต้องมีสัญชาตญาณของสัตว์ป่าไว้เต็มเปี่ยม เห็นคนแล้วต้องหนี ไม่ใช่เดินเข้าหา การทำให้มันคุ้นชินกับมนุษย์จึงเป็นสิ่งที่ต้องหลีกเลี่ยง แม้แต่ผู้ดูแลก็จะเข้าไปเท่าที่จำเป็น

เทียบกรงพญาแร้ง
กรงพญาแร้งขนาดใหญ่ และถัดไป 60 เมตร คือกรงของเจ้าห้าหนึ่ง ลูกพญาแร้งที่ฟักกลางป่าตัวแรก

ถัดจากกรงใหญ่ไปไม่ไกล มีกรงเล็กอีกหลังตั้งอยู่ หน้าที่ของมันเชื่อมโยงกับธรรมชาติอันแสนเนิบช้าของพญาแร้ง
ในป่าจริง พญาแร้งจะเว้นระยะการมีลูกนานถึงสองปี เพราะต้องเลี้ยงลูกตัวเก่าจนโต และแยกตัวไปเสียก่อน แต่โจทย์ของโครงการคือการฟื้นฟูประชากรให้เร็วที่สุด

กรงเล็กของเจ้าห้าหนึ่ง

กรงเล็กจึงเป็นพื้นที่เลี้ยงลูกพญาแร้งที่โตพอจะอยู่ได้ด้วยตัวเอง
เพื่อเปิดโอกาสให้พ่อแม่พร้อมมีลูกรุ่นใหม่ได้เร็วขึ้น จากสองปีเหลือเพียงปีต่อปี
ย้ำว่าเปิดโอกาส ไม่ใช่บังคับ เพราะสุดท้ายแล้วพญาแร้งจะเป็นผู้ตัดสินใจเอง

ข้างในยังคงเป็นห้วยขาแข้ง

โครงสร้างกรงพญาแร้ง
โครงสร้างเหล็กและตาข่ายไนลอน

หากมองเข้าไปในกรง สิ่งที่เห็นไม่ใช่พื้นโล่งกับคอนเทียม แต่เป็นต้นไม้เดิม หญ้า และพุ่มไม้ที่ขึ้นเต็มพื้นที่เหมือนป่าปกติ และนั่นคือความตั้งใจ

โครงการเลือกที่จะครอบกรงทับลงไปบนป่า แทนที่จะถางให้เตียนแล้วเอาต้นไม้เทียมไปใส่ เหตุผลหนึ่งคือต้นไม้ใหญ่คือปัจจัยสำคัญในการทำรัง และพื้นที่ในกรงยังมีการออกแบบแบ่งเป็นโซนสำหรับลงกินอาหาร กับโซนปลอดภัยที่เป็นพุ่มไม้หนา ให้นกหลบภัยเมื่อรู้สึกถึงการคุกคาม แต่เหตุผลที่ลึกกว่านั้นคือ การคงสภาพเดิมของความเป็นป่าห้วยขาแข้งเอาไว้ให้มากที่สุด

เพราะหากถางป่าจนเตียนแล้วยัดของเทียมเข้าไป สัตว์จะรับรู้ได้ทันทีว่านี่คือสิ่งแปลกปลอม แต่ถ้าเพียงเอากรงไปครอบ โดยข้างในยังเป็นป่าเหมือนเดิม สัตว์อาจสงสัยแค่กับตัวกรง ทว่าเมื่อเดินเข้ามาข้างใน ทุกอย่างก็ยังเป็นบ้านหลังเดิมของมัน แปลกปลอมเพียงเปลือกนอก แต่ข้างในยังกลมกลืน และนั่นไม่ใช่แค่เพื่อพญาแร้ง แต่เพื่อไม่ให้รบกวนสัตว์อื่นในป่าด้วย

ภายในกรงพญาแร้ง
ภายในกรงพญาแร้ง ที่ยังคงต้นไม้เดิมไว้ทั้งหมด และบ่อน้ำที่เราได้สร้างไว้

สิ่งที่มนุษย์เติมเข้าไปมีไม่มาก และทำจากวัสดุธรรมชาติในบริเวณนั้นทั้งหมด อย่างคอนไม้สำหรับเกาะที่ทำจากกิ่งไม้ท่อนไม้ในป่า คอนเหล่านี้วางไล่ระดับขึ้นไปเป็นขั้น เพราะเมื่อแร้งกินอิ่มจนตัวหนัก มันจะบินพรวดขึ้นทีเดียวไม่ได้ ต้องไต่ระดับขึ้นไปทีละขั้น คอนไล่ระดับจึงช่วยให้มันหนีภัยและขึ้นที่สูงได้ทันโดยไม่ต้องสำรอกอาหารทิ้งเพื่อให้ตัวเบา ซึ่งหมายถึงการต้องอดมื้อนั้นไป ส่วนเรื่องน้ำก็สำคัญไม่แพ้กัน ภายในกรงมีบ่อตื้นที่ออกแบบให้เติมและทำความสะอาดได้สะดวก วางกระจายหลายจุด เผื่อว่าพญาแร้งรู้สึกไม่ปลอดภัยในบางมุม ก็สามารถใช้น้ำจากบ่ออื่นได้

อาหารพญาแร้ง
ลุงแก่น ผู้ดูแลพญาแร้ง กำลังให้เนื้อแพะเป็นอาหาร สำหรับ 3 ตัว พ่อ แม่ ลูก

แต่กลไกที่น่าสนใจที่สุดในกรงนี้ อาจเป็นสิ่งที่มองไม่เห็นด้วยตา นั่นคืออาหาร และความหมายที่ซ่อนอยู่ในนั้น ในธรรมชาติ ปีไหนที่แห้งแล้งไร้ซาก พญาแร้งจะงดการมีลูกไปเลย เพราะมันรู้ว่าถ้ามีลูกก็เลี้ยงไม่รอด การให้อาหารอย่างสม่ำเสมอและถี่ขึ้นในช่วงใกล้ฤดูผสมพันธุ์ จึงเป็นเหมือนการส่งสัญญาณบอกพ่อแม่นกว่า ปีนี้อาหารสมบูรณ์ มีลูกได้ ไม่ต้องห่วงเรื่องปากท้อง เป็นการสร้างความมั่นคงที่พญาแร้งสัมผัสได้ และเปลี่ยนความมั่นคงนั้นให้กลายเป็นความหวังของผืนป่านี้

การสร้างอย่างถูกต้อง

เทียบระยะทางกรงพญาแร้ง
300 เมตร คือระยะห่างกรงพญาแร้งกับหน่วยพิทักษ์ป่าซับฟ้าผ่า

กรงขนาดนี้ ไม่ใช่ว่าอยากสร้างก็สร้างได้

เพราะห้วยขาแข้งอยู่ภายใต้การดูแลของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช การก่อสร้างใดๆ ต้องขออนุญาตตามกฎหมาย ซึ่งโครงการดำเนินการอย่างถูกต้องมาตั้งแต่ต้น

และโครงการนี้ไม่ได้เกิดจากเรี่ยวแรงของหน่วยงานเดียว แต่เป็นความร่วมมือของสี่หน่วยงานหลัก ทั้งกรมอุทยานแห่งชาติฯ องค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และมูลนิธิสืบนาคะเสถียร

ซับฟ้าผ่า
ป้ายหน่วยพิทักษ์ป่าซับฟ้าผ่า เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง

ยังมีอีกกำลังสำคัญที่อยู่หน้างานจริงทุกวัน คือเจ้าหน้าที่หน่วยพิทักษ์ป่าซับฟ้าผ่า ที่นอกจากภารกิจลาดตระเวนประจำแล้ว ยังคอยสนับสนุนโครงการอย่างเต็มที่ ทั้งช่วยซ่อมแซมกรง เฝ้าระวังสัตว์ป่าที่อาจเข้ามารบกวน คอยส่งสัญญาณเตือนเมื่อมีช้างเข้าใกล้ ไปจนถึงการทำแนวกันไฟ

รอยเท้าที่พร้อมจะลบเลือน

กรงพญาแร้ง
กรงพญาแร้งขนาดใหญ่ ที่ครอบต้นไม้เดิมไว้ ให้คงสภาพความเป็นธรรมชาติมากที่สุด

มีคำถามหนึ่งที่น่าครุ่นคิดที่สุดเกี่ยวกับกรงหลังนี้ — วันที่โครงการสำเร็จ พญาแร้งได้คืนสู่ป่าแล้ว กรงยักษ์หลังนี้จะกลายเป็นซากตกค้างกลางป่าตลอดไปหรือไม่

โครงสร้างกรง
โครงสร้างเหล็กและตาข่ายไนลอน ที่สามารถรื้อถอนได้ทั้งหมด หลังจบโครงการฯ

คำตอบถูกออกแบบไว้ตั้งแต่ต้น ในเอกสารขออนุญาตระบุชัดว่า เมื่อจบภารกิจต้องรื้อถอนและคืนสภาพป่าได้ โครงสร้างเสาจึงเป็นเหล็กถอดประกอบเหมือนตัวต่อเลโก้ มีเพียงส่วนคานที่เทปูนยึดตามหลักวิศวกรรม ส่วนตาข่ายไนลอนคุณภาพสูงก็ทนแดดทนฝนและเหนียวพอจะไม่ขาดง่าย

กรงหลังนี้จึงไม่ได้ตั้งใจให้อยู่ถาวร มันคือบ้านชั่วคราวที่พร้อมจะหายไปในวันที่เจ้าของตัวจริงไม่ต้องการมันอีก แปลกปลอมเข้ามา และพร้อมจะถอนตัวออกไปอย่างไม่ทิ้งรอย

โดยตัวกรงใหญ่ใช้งบประมาณราวสองล้านบาทต้นๆโดยมีองค์การสวนสัตว์ฯเป็นผู้ดูแลงบประมาณในการก่อสร้างและว่าจ้างผู้รับเหมาภายนอกผ่านการประมูลตามระเบียบการก่อสร้างกินเวลาหลายปีส่วนหนึ่งเพราะต้องหยุดชะงักไปในช่วงโควิด

คนเฝ้าฝัน และสิ่งที่ควบคุมไม่ได้

คนเลี้ยงพญาแร้ง
ลุงแก่นกำลังเฝ้ามอง และนับจำนวนพญาแร้ง ก่อนที่จะเข้าไปให้อาหาร

เบื้องหลังพญาแร้งทุกตัว คือผู้คนที่เฝ้าดูแลด้วยหัวใจ

มีผู้ดูแลที่เริ่มต้นทุกเช้าด้วยการนับจำนวนพญาแร้งว่าครบไหม สังเกตว่ามีตัวไหนผิดปกติหรือเปล่า ให้อาหาร ให้น้ำ ตรวจสภาพกรง และจดบันทึกทุกวันอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง เขาคือคนที่คลุกคลีกับพญาแร้งมากที่สุด ใกล้ชิดจนพวกมันไว้ใจ และมีสัตวแพทย์ประจำโครงการที่คอยดูแลด้านสุขภาพ รับรายงานภาพและวิดีโอจากหน้างานทุกเช้า ประเมินตั้งแต่อาการทั่วไปจนถึงรายละเอียดเล็กที่สุด เพื่อให้แน่ใจว่าพญาแร้งทุกตัวแข็งแรงดี

บันทึกข้อมูลอาหารพญาแร้ง
ลุงแก่นจดบันทึกข้อมูลหลังการให้อาหารเสร็จ

แต่งานนี้ไม่เคยง่าย และไม่ใช่ทุกอย่างจะอยู่ในการควบคุม การต้อนพญาแร้งลงมาจากกรงสูงยี่สิบเมตรเพื่อตรวจสุขภาพมีความเสี่ยงที่นกจะบาดเจ็บ ทีมจึงเลือกเฝ้าดูผ่านกล้องเป็นหลัก และลงมือจับตรวจเท่าที่จำเป็นจริงๆ

ทว่าอุปสรรคที่เจ็บที่สุด คือสิ่งที่ไม่มีใครสั่งได้ ในบรรดาลูกพญาแร้งที่ฟักออกมาจากรังในกรง มีตัวหนึ่งที่ไม่อาจรอดผ่านพายุฤดูร้อนไปได้ สภาพอากาศที่แปรปรวนจากภาวะโลกร้อนทำให้เกิดฝนหนักผิดฤดูในช่วงที่ไม่ควรมี ลูกพญาแร้งที่เพิ่งลืมตาดูโลกต้องเผชิญทั้งความร้อนจัดและฝนกระหน่ำติดกัน จนร่างเล็กๆ ทานไม่ไหว มันไม่เกี่ยวกับฝีมือการเลี้ยงของพ่อแม่ที่เชี่ยวชาญดีอยู่แล้ว แต่เป็นบทเรียนที่เตือนว่า ต่อให้เราเตรียมทุกอย่างมาดีเพียงใด ก็ยังมีบางสิ่งที่อยู่นอกเหนือมือมนุษย์

ความหวังที่จับต้องได้

ลูกพญาแร้ง
เจ้าห้าหนึ่ง – พญาแร้งสาวกำลังจะเข้า 3 ขวบ เป็นพญาแร้งตัวแรกที่ฟักกลางป่าห้วยขาแข้ง

ท่ามกลางความสูญเสียและข้อจำกัด สิ่งที่กรงหลังนี้พิสูจน์แล้วคือ มันได้ผลจริง

พ่อแม่พันธุ์คู่แรกที่เข้ามาอยู่ในป่า อย่างป๊อกและมิ่ง จับคู่ ทำรัง และวางไข่ได้สำเร็จในกรง ตลอดเวลาที่ผ่านมามีลูกพญาแร้งฟักออกจากไข่บนรังถึงสี่ตัว และหนึ่งในนั้นที่เติบโตแข็งแรงผ่านสภาพอากาศสุดขั้วของห้วยขาแข้งมาได้ คือเจ้า ‘ห้าหนึ่ง’ ที่วันนี้กลายเป็นพญาแร้งสาววัยย่างสามปี ตรวจเลือดและกล้ามเนื้อผ่านเกณฑ์ทุกอย่าง แข็งแรงสมบูรณ์

ความสำเร็จนี้ลึกกว่าตัวเลข เพราะลูกที่เกิดและเติบโตในป่าจริงตั้งแต่ออกจากไข่ ได้ผ่านทั้งหนาว ร้อน และฝนของห้วยขาแข้งมาด้วยตัวเอง พวกมันจึงมีภูมิคุ้มกันและความสามารถในการปรับตัวสูงกว่านกที่เลี้ยงในสภาพควบคุมมาก ซึ่งคือหัวใจของการเตรียมนกให้พร้อมคืนสู่ธรรมชาติ

แต่โครงการก็ไม่เคยมองความสำเร็จผ่านแว่นสีชมพู เป้าหมายที่ตั้งไว้คือการได้ลูกที่รอดปีละตัว ซึ่งวันนี้ยังทำได้ไม่ถึงครึ่งของที่หวัง
การเลือกพื้นที่และการสร้างกรงอาจให้คะแนนตัวเองได้เกือบเต็ม เพราะนกอยู่ได้ ปรับสภาพได้ ทำรังวางไข่ได้ทุกปี แต่เรื่องการเพิ่มจำนวนประชากรยังมีงานอีกมากรออยู่ข้างหน้า และความตรงไปตรงมานี้เองที่ทำให้เป้าหมายปลายทางของพวกเรามีความหมาย

วันที่ฟ้าจะมีพญาแร้งอีกครั้ง

แม่พญาแร้ง
แม่มิ่งกำลังเฝ้ามองออกไปนอกกรงด้วยสายตาที่มีความหวัง

วันนี้โครงการกำลังก้าวเข้าสู่ระยะที่สอง พร้อมสองโจทย์ใหญ่ที่เดินคู่กันไป

โจทย์แรกคือการสร้างพื้นที่ปลอดภัยสำหรับแร้ง (Vulture Safe Zone) เพราะพญาแร้งบินได้ไกล การปล่อยคืนป่าไม่ใช่แค่การเปิดประตูกรง แต่ต้องมั่นใจว่าพื้นที่โดยรอบในรัศมีหลายสิบกิโลเมตร ซึ่งบางส่วนคาบเกี่ยวกับชุมชน ปลอดภัยจากการล่า สารเคมี และภัยคุกคามทุกรูปแบบเสียก่อน

โจทย์ที่สองคือการสร้างกรงเพิ่มอีกสองหลัง ทั้งกรงอนุบาลและกรงฝึกความพร้อมก่อนปล่อย เพราะตอนนี้มีพญาแร้งวัยเยาว์หลายตัวที่ต้องเริ่มจับคู่และทำความคุ้นเคยกัน เพื่อเตรียมไปสู่วันที่สำคัญที่สุด

กรงที่ซับฟ้าผ่าจึงไม่ใช่แค่โครงเหล็กแปลกปลอมกลางป่าอีกต่อไป มันคือบ้านชั่วคราวที่กลมกลืนไปกับผืนป่า รอวันส่งเจ้าของท้องฟ้ากลับคืนสู่ฟ้าที่เป็นของมันมาแต่ไหนแต่ไร

พี่กบ ชัยอนันต์ หัวหน้าโครงการ กำลังเฝ้าดูลูกพญาแร้งบนรังอย่างตั้งใจ

“เราเริ่มเดินมาถูกทางแล้ว กราฟประชากรกำลังจะไต่ขึ้น
และในวันที่เรามีนกพร้อมปล่อย เราก็จะมีผืนป่าที่พร้อมโอบรับเขากลับบ้าน
เพราะการพาแร้งคืนฟ้า ไม่ใช่แค่การเปิดกรง
แต่คือการทำให้ทั้งผืนฟ้าปลอดภัยพอจะเป็นบ้านของเขาได้อีกครั้ง”

ชัยอนันต์ โภคสวัสดิ์ – หัวหน้าโครงการพญาแร้งคืนถิ่น

ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการพาพญาแร้งกลับคืนสู่ฟ้าห้วยขาแข้ง ไม่ว่าจะเป็นกรงหลังใหม่ที่รอสร้าง ตาข่ายของกรงเดิมที่ใกล้ถึงรอบต้องเปลี่ยน หรือค่าดูแลในแต่ละวัน ทุกการสนับสนุนคือการต่อความหวังให้เจ้าของท้องฟ้าได้กลับบ้าน

ผู้เขียน

+ posts

ผู้ที่อยากบอกเล่าเรื่องราวจากผืนป่า ให้ตรงกับนามสกุล