ว่าด้วยคนกลุ่มหนึ่งที่ปักหลักอยู่หน้าทำเนียบ
เพื่อแผ่นดินและผืนน้ำที่พวกเขาไม่ยอมให้กลายเป็นของคนอื่น
บ่ายวันที่ 29 มิ.ย. 2569 บนทางเท้า ฝั่งตรงข้ามทำเนียบรัฐบาล เต็นท์ผ้าใบหลายหลังตั้งเรียงรายอยู่ใต้แสงไฟสลัว ผ้าใบกันฝนถูกขึงไว้เผื่อพายุฝนที่อาจมาตอนกลางดึก ข้าวของจากบ้านวางกระจัดกระจาย — เสื่อ หม้อข้าว รองเท้าแตะที่สึกจากการเดินไปมา ที่นี่ไม่ใช่บ้าน แต่กลายเป็นปราการชั่วคราวของคนกลุ่มหนึ่งมาเกือบสิบวันแล้ว
คนเหล่านี้มาจากกระบี่ ระนอง ชุมพร และอีกหลายจังหวัดทางใต้ บางคนทิ้งสวนยางไว้ข้างหลัง บางคนทิ้งเรือประมงไว้ที่ท่า พวกเขาเดินทางมาไกลหลายร้อยกิโลเมตร เพื่อมานั่งอยู่ตรงนี้ — ไม่ใช่เพราะอยากมา แต่เพราะรู้สึกว่าไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว
และในเย็นวันนั้นเอง เมื่อการเจรจากับตัวแทนรัฐบาลในช่วงเย็นไม่เป็นผล พวกเขาก็ตัดสินใจยกระดับ เคลื่อนขบวนไปปักหลักที่ประตู 5 ของทำเนียบ ส่งสัญญาณว่าการรอคอยอย่างสงบนิ่งกำลังจะหมดลง

เรื่องที่เริ่มจากภูเขาลูกหนึ่ง

สำหรับชายวัยกลางคนจากกระบี่ เรื่องนี้ไม่ได้เพิ่งเริ่ม พวกเขาเคยต่อสู้คัดค้านการระเบิดภูเขาเพื่อทำโรงโม่หินมาก่อน จนต้องเดินทางมาประท้วงที่ทำเนียบเมื่อหลายปีก่อน (อ่านเรื่องราวการต่อสู้ครั้งนั้นได้ที่นี่) และในที่สุดก็ได้คณะกรรมการที่นายกฯ แต่งตั้งขึ้นมาศึกษาว่าภูเขาลูกนั้นควรเก็บไว้หรือไม่
แต่แล้วความหวังที่เกือบจะสำเร็จก็มาเจอกับเงาบางอย่าง เพราะต่อให้ผลการศึกษาสรุปว่าภูเขากระบี่ควรเก็บไว้ ถ้ากฎหมาย SEC บังคับใช้ มันก็จะมาครอบทุกอย่างที่พวกเขาปกป้องมาได้อีกชั้นหนึ่ง
“แล้วที่เราทำกันมาทั้งหมด มันจะมีประโยชน์อะไร” — คำถามนี้เองที่ทำให้ชาวกระบี่ตัดสินใจมารวมตัวกับเครือข่ายประชาชนจากทั่วภาคใต้ ภายใต้ชื่อที่พวกเขาตกลงกันเอง : เครือข่ายประชาชนหยุดกฎหมายขายแผ่นดิน
สองตัวอักษรที่แยกกันไม่ออก

หลายคนสับสนว่า SEC กับแลนด์บริดจ์ต่างกันอย่างไร และทำไมต้องคัดค้านพร้อมกันทั้งสองอย่าง
อธิบายให้เห็นภาพง่าย ๆ — แลนด์บริดจ์ คือเมกะโปรเจกต์มูลค่าราวหนึ่งล้านล้านบาท ที่จะสร้างท่าเรือน้ำลึกสองฝั่ง เชื่อมอ่าวไทยที่ชุมพรเข้ากับอันดามันที่ระนอง ด้วยถนนและรางรถไฟ
ส่วน SEC หรือร่าง พ.ร.บ. ระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ คือ “กฎหมายแม่” ที่ครอบทุกอย่างไว้อีกชั้นหนึ่ง
ความเชื่อมโยงอยู่ตรงนี้ — เงินจากจีนที่พูดถึงกันเป็นเพียงส่วนหนึ่ง แต่เงินที่ต้องใช้เวนคืนที่ดินชาวบ้านและลงโครงสร้างพื้นฐาน รัฐต้องหามาเอง และช่องทางที่จะปลดล็อกเงินก้อนนั้นได้ก็คือ พ.ร.บ. SEC
“จะบอกว่ามันคนละเรื่องกันไม่ได้” ชายจากกระบี่ย้ำ “SEC เป็นเรื่องใหญ่ที่ครอบแลนด์บริดจ์อยู่อีกที แลนด์บริดจ์เป็นแค่หนึ่งในหลายร้อยหรืออาจเป็นพันโครงการที่อยู่ภายใต้ SEC”
นั่นหมายความว่า ต่อให้หยุดแลนด์บริดจ์ได้ แต่ถ้า SEC ผ่าน โครงการอื่น ๆ ก็จะตามมาอีกนับไม่ถ้วน แต่ในทางกลับกัน — “ถ้าหยุด SEC ได้ แลนด์บริดจ์ก็จบ” เพราะไม่มีทางหาเงินมาสร้างได้เลย
สิ่งที่ทำให้พวกเขากังวลที่สุดในกฎหมายฉบับนี้คือเงื่อนไขที่เปิดให้ต่างชาติถือครองที่ดินได้ยาวนานถึง 99 ปี ซึ่งยังต่ออายุได้อีก “99 ปีนี่มันหลายชั่วอายุคนมากนะ” เขาเปรียบเทียบ จากรุ่นยายที่อายุ 99 ปีพอดี นับมาถึงแม่ ถึงตัวเขา ถึงลูก ถึงหลาน — สี่ห้าชั่วอายุคน ที่แผ่นดินผืนนั้นจะไม่ใช่ของลูกหลานไทยอีกต่อไป
บทเรียนจากภาคตะวันออก
เมื่อถามถึงสิ่งที่เรียนรู้จาก EEC โครงการพี่ใหญ่ทางภาคตะวันออก คำตอบมาทันที “พ.ร.บ. SEC ก๊อปปี้มาจาก พ.ร.บ. EEC ก๊อปปี้กันมาเลย เปลี่ยนแค่ชื่อจังหวัด”
ปัญหาคือบริบทของสองภูมิภาคไม่เหมือนกันเลย ทั้งสภาพพื้นที่ อาชีพ วัฒนธรรม ภูมิอากาศ การหยิบกฎหมายที่ออกแบบมาเพื่อที่หนึ่ง มาครอบอีกที่หนึ่งโดยไม่ดูความต่าง คือสิ่งที่เขามองว่าไม่ถูกต้องตั้งแต่ต้น
แต่เขาย้ำชัดว่า คนใต้ไม่ได้ต่อต้านความเจริญ “เราอยากเจริญ แต่เราอยากเจริญในแบบที่เราเป็น” คนทำสวนยางก็อยากให้มีคนมาช่วยต่อยอดให้ยางได้ราคาดีขึ้น คนทำประมงก็อยากให้ทะเลมีกุ้งมีปลามากขึ้น “เราต้องต่อยอดมาจากสิ่งที่เรามี”
สิ่งที่เขาเห็นจาก EEC ตลอดหลายปีคือข่าวน้ำมันรั่ว สารเคมีรั่ว มลพิษ แต่ไม่เคยเห็นใครถูกจับกุมจริงจัง เขายกตัวอย่างปราจีนบุรีที่กำลังจะถูกผนวกเป็นพื้นที่ที่สี่ของ EEC แล้วชาวปราจีนก็บอกว่า — ทำสามจังหวัดแรกให้ดีให้เห็นก่อน ถ้าดีจริงค่อยมา “คนใต้ก็คิดอย่างนั้นเหมือนกัน ถ้าคุณทำดีได้ เราจะไม่ค้าน”
สิ่งที่เสียไปแล้วเรียกกลับไม่ได้

สำหรับเขา เรื่องตัวเลขกำไรขาดทุนไม่ใช่หัวใจ
“ผมไม่แคร์เท่าไหร่หรอกเรื่องโครงการที่เขามาทำ มันจะได้กำไรจริงไหม
โกหกหรือเปล่า หรือจะขาดทุน หรือทำแล้วเจ๊ง
ผมไม่ได้ให้น้ำหนักมากเท่ากับสิ่งแวดล้อมที่เราจะเสียไป โครงการนี้เจ๊งมันก็เจ๊งแค่ตัวเงิน
แต่ถ้าสิ่งแวดล้อมเราเจ๊ง มันเจ๊งไปเลย มันหมดเลย แล้วเรียกกลับมาไม่ได้แล้ว”
และนั่นไม่ใช่คำพูดที่เกินจริง
ตามผลการศึกษาของสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) การก่อสร้างต้องถมทะเลทั้งสองฝั่งรวมกันถึง 12,783 ไร่ — ใหญ่พอ ๆ กับเกาะหลีเป๊ะทั้งเกาะ และต้องขุดลอกร่องน้ำลึกอีกกว่า 270 ล้านลูกบาศก์เมตร
บริเวณนั้นคืออุทยานแห่งชาติหมู่เกาะระนอง และเขตป่าชายเลนผืนใหญ่ที่สุดที่ยังเหลืออยู่ในประเทศไทยและในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก เป็นพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีคุณสมบัติพอจะขึ้นทะเบียนเป็นพื้นที่แรมซาร์ระดับโลก และอาจถึงขั้นเป็นมรดกโลกทางธรรมชาติ ในน้ำมีแนวปะการังสำคัญที่เกาะพิทักษ์ เกาะคราม และเกาะพยาม มีแหล่งหญ้าทะเล มีป่าชายเลนที่เป็นทั้งแหล่งเพาะพันธุ์สัตว์น้ำและที่อาศัยของเต่าทะเล
การถมทะเลและสิ่งก่อสร้างจะขวางการไหลของกระแสน้ำและตะกอนชายฝั่ง เร่งการกัดเซาะ และตะกอนจากการขุดลอกจะฟุ้งกระจายไปทับถมปะการังและหญ้าทะเล ยังไม่นับความเสี่ยงจากน้ำมันรั่วไหลที่มาพร้อมท่าเรือน้ำลึก สิ่งเหล่านี้คือระบบนิเวศที่ใช้เวลาธรรมชาติสร้างมานับร้อยนับพันปี และเมื่อหายไป ก็ไม่มีงบประมาณก้อนไหนซื้อกลับคืนมาได้ นี่คือความหมายที่แท้จริงของคำว่า “เจ๊งไปเลย”
คณะกรรมการที่กลายเป็นเพียงตรายาง

เมื่อรัฐบาลตั้งคณะกรรมการศึกษาที่มีรองนายกรัฐมนตรีเป็นประธานขึ้นมา หลายคนอาจคิดว่าเป็นสัญญาณที่ดี แต่ในสายตาของเครือข่าย มันคือสิ่งที่เขาเรียกว่า “คณะกรรมการปาหี่”
“มันเป็นคณะกรรมการที่คุณตั้งธงไว้แล้ว” เขาบอก แล้วเล่าถึงมะทม หญิงชราจากเครือข่ายรักษ์ระนองที่ถูกดึงเข้าไปเป็นกรรมการ — ทั้งที่การประชุมสองสามรอบแรกจัดผ่านระบบซูม ซึ่งหญิงชราคนนั้นเปิดไมค์เปิดกล้องยังไม่เป็นด้วยซ้ำ “คุณรู้อยู่แล้วว่าป้าทมทำไม่ได้ แล้วคุณก็เอาป้าทมไปขึ้นจออยู่ แล้วสรุปว่าประชุมเสร็จแล้วนะ มีภาพว่าเข้าร่วมแล้ว”
ไม่ว่าตัวแทนจะคัดค้านอย่างไร สุดท้ายก็ถูกใช้เป็นเพียง “ตรายาง ปั๊มแสตมป์” ให้ความชอบธรรมกับสิ่งที่รัฐตั้งใจจะทำอยู่แล้ว เขาเทียบกับประสบการณ์ตรงที่กระบี่ เวลาชาวบ้านคัดค้านในเวทีรับฟังความเห็น แต่พอจบประชุม รายงานกลับสรุปว่า “ได้ชี้แจงให้ชาวบ้านเข้าใจรับทราบเป็นที่เรียบร้อยแล้ว” — ทั้งที่ชาวบ้านมาคัดค้าน ไม่ได้มารับทราบ ในที่สุด ป้าทมก็ตัดสินใจลาออกจากคณะกรรมการชุดนั้น เพราะไม่อยากเป็นส่วนหนึ่งของการรับรองสิ่งที่ตัวเองไม่เห็นด้วย
คำถามถึงคนที่กุมอำนาจ

เมื่อถามว่า ถ้าได้นั่งคุยกับนายกรัฐมนตรีสักห้านาที จะพูดอะไร คำตอบตรงไปตรงมาจนน่าตกใจ — “ลาออกเถอะ”
เบื้องหลังคำพูดสั้น ๆ นั้นคือความกลัวที่ลึกกว่านั้น เขาเล่าด้วยน้ำเสียงเป็นห่วง ไม่ใช่ห่วงตัวนายกฯ แต่ห่วงอนาคตของประเทศ เขาวาดภาพพื้นที่ในภาคตะวันออกที่มีโรงงานต่างชาติซึ่งคนไทยเองกลับเข้าไปไม่ได้ และกลัวว่าภาพแบบนั้นจะลามมาถึงภาคใต้
“มันน่าเจ็บใจ เหมือนเราอยู่ที่ภูเก็ตแล้วมีฝรั่งมาไล่เราออกจากชายหาด” เขาเปรียบ ความกลัวที่สุดของเขาคือการที่คนไทยจะกลายเป็น “พลเมืองชั้นสอง” ในแผ่นดินของตัวเอง ได้แต่นั่งมองคนอื่นใช้ชีวิตอยู่ในเขตที่ตัวเองเข้าไม่ถึง
เราไม่ได้โดดเดี่ยว

ปักหลักมาเกือบสิบวันท่ามกลางเศรษฐกิจที่ฝืดเคือง เขายอมรับว่าจำนวนคนที่มาร่วมไม่ได้มากมายมหาศาล เพราะหลายคนไม่มีเงินค่าเดินทาง เงินทุกบาททุกสตางค์มาจากการร่วมสมทบของพี่น้องประชาชน แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกลับทำให้เขาประหลาดใจ
“ผมโพสต์เฟซบุ๊กไม่เคยมีปรากฏการณ์อย่างนี้ มีคนแชร์กันไปเป็นหลายพันแชร์ หลายล้านวิว มันไม่เคยเกิดขึ้น” คนที่มาไม่ได้ก็ส่งกำลังใจผ่านโซเชียล พี่น้องจากกรุงเทพฯ มาบริจาคของทุกวัน แม้แต่คนจากเชียงใหม่ก็เดินทางมาร่วม “มันบอกเราว่า เราไม่ได้โดดเดี่ยว เรายังมีคนยืนอยู่ข้างหลังเรา”
เมื่อถามว่าจะอยู่อีกกี่วัน คำตอบไม่ลังเลเลย — “จนกว่าจะชนะ ถ้าไม่ชนะเราไม่กลับ” แล้วชนะของเขาหน้าตาเป็นอย่างไร?
“ต้องยกเลิก พ.ร.บ. SEC ยกเลิกไปเลย เราไม่ต่อรอง
และต้องห้ามส่งเสริมกฎหมายแบบนี้ให้มันเกิดขึ้นในประเทศไทยอีก”
เขาบอกว่า ถ้าจะมีกฎหมายส่งเสริมเศรษฐกิจ รัฐต้องเริ่มจากการถามคนในพื้นที่ก่อนว่าเขาเป็นอย่างไร อยากได้อะไร แล้วค่อยปรับจูนเข้าหากัน ไม่ใช่หยิบแบบสำเร็จรูปมาครอบ “กลุ่มผมหยุดไป เดี๋ยวก็มีกลุ่มใหม่ขึ้นมา เพราะฉะนั้นชัยชนะของเรามีคำตอบเดียว — คุณต้องยกเลิก พ.ร.บ. SEC”

“ค่ำคืนนี้ที่ประตูทำเนียบ ผ้าใบยังถูกขึงไว้
ข้าวของจากบ้านยังวางอยู่ที่เดิม คนกลุ่มหนึ่งยังไม่ได้กลับบ้าน
เพราะสำหรับพวกเขา การกลับบ้านโดยที่บ้านยังไม่ปลอดภัย
ไม่ใช่การกลับบ้านที่แท้จริง“






ผู้เขียน
ผู้ที่อยากบอกเล่าเรื่องราวจากผืนป่า ให้ตรงกับนามสกุล



