บางครั้งกองทุนเพื่อสร้างรายได้ให้กับครัวเรือนก็เกิดขึ้นจากสิ่งเล็กๆ ในธรรมชาติจากไผ่ไม่กี่ต้น
อาจฟังเหมือนเรื่องชวนโรแมนติก แต่ในความเป็นจริง กองทุนส่งเสริมการปลูกไม้เศรษฐกิจเพื่อแนวเชื่อมต่อป่าตะวันตก จังหวัดกำแพงเพชร กำลังพิสูจน์ให้เห็นว่า แนวคิดนี้สามารถเกิดขึ้นได้จริง
จุดเริ่มต้นของกองทุนเกิดขึ้นภายใต้โครงการจัดการระบบนิเวศในพื้นที่ป่าสงวนเพื่อแนวเชื่อมต่อป่าตะวันตกสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน ซึ่งมีเป้าหมายสำคัญฟื้นฟูพื้นที่แนวเชื่อมต่อระหว่างเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาสนามเพรียงกับอุทยานแห่งชาติคลองวังเจ้า ที่ถูกคั่นด้วยที่ทำกินชุมชน
เพราะหากป่าผืนใหญ่ถูกแบ่งด้วยไร่ข้าวโพด ถนน หรือสวนเกษตร สัตว์ป่าจะไม่สามารถเคลื่อนย้ายเพื่อหาอาหาร ผสมพันธุ์ หรือหนีไฟป่าได้ ทำให้ประชากรสัตว์ถูกแยกออกจากกันจนความหลากหลายทางพันธุกรรมลดลง และเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ในระยะยาว
ขณะเดียวกันโครงการยังส่งเสริมการสร้างอาชีพและรายได้ให้กับชุมชนในพื้นที่ผ่านการปลูกไม้เศรษฐกิจอย่างไผ่ซางหม่น เพื่อให้คนอยู่ร่วมกับป่าได้อย่างยั่งยืน พร้อมมีทางเลือกทางเศรษฐกิจที่มั่นคง
โครงการจึงสนับสนุนให้ชุมชนปลูกไม้เศรษฐกิจอย่างไผ่ซางหม่น ทดแทนในพื้นที่ทำกิน เช่น สวนผลไม้ หรือพืชเชิงเดี่ยว การันตีความมั่นคงทางรายได้ให้กับชุมชนไปพร้อมกับงานอนุรักษ์ สร้างสมดุลระหว่าง ‘ปากท้อง’ กับ ‘สะพานเชื่อมระบบนิเวศ’ ลดภาระค่าใช้จ่ายระหว่างการปรับพื้นที่เกษตรกรรมให้กลายเป็นสะพานเขียว
โดยที่เลือกเอาไผ่ซางหม่น เพราะเป็นพืชที่เติบโตเร็ว ดูแลง่าย และสร้างรายได้ได้หลายรูปแบบ ทั้งการขายต้นพันธุ์ ขายหน่อไผ่ ขายลำไผ่ หรือแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์เพิ่มมูลค่า


หัวใจสำคัญของกองทุน อยู่ที่การบริหารจัดการในรูปแบบกองทุนหมุนเวียนที่ชุมชนดูแลกันเอง เมื่อชาวบ้านตัดสินใจก้าวเข้ามาเป็นสมาชิกและอุทิศที่ดินเพื่อปลูกไม้เชื่อมป่าและเศรษฐกิจ กองทุนจะไม่ได้ปล่อยให้พวกเขาต้องรอคอยผลผลิตอย่างโดดเดี่ยว แต่มีการจ่ายเงินชดเชยการเสียโอกาสจากรายได้เดิมที่ได้รับจากพืชไร่ (อัตรา 20 บาทต่อต้นต่อปี) ต่อเนื่องเป็นเวลา 5 ปี เพื่อเป็นกระแสเงินสดหล่อเลี้ยงครอบครัวในช่วงที่ไม้ใหญ่ยังเป็นกล้าอ่อน
และมีเงื่อนไขว่าจำนวนเงินจะจ่ายตามจำนวนต้นไม้ที่รอดจริง ซึ่งสมาชิกต้องให้ความร่วมมือในการตรวจวัดพิกัดและความเติบโตเป็นประจำทุกปี เพื่อบันทึกลงในสมุดกองทุนอันเป็นเสมือนพันธสัญญาทางใจของการมีส่วนร่วม
เมื่อถึงวันที่ไม้เศรษฐกิจอย่างไผ่ซางหม่นเติบโต จนสามารถต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์าสร้างรายได้ให้กับสมาชิก (ภายใต้ความเห็นชอบของคณะกรรมการ) สมาชิกมีหน้าที่ต้องคืนเงินชดเชยที่เคยได้รับไปกลับเข้าสู่กองทุนแบบไม่มีดอกเบี้ยเพื่อให้ทุนก้อนนี้ไหลเวียนกลับไปสนับสนุนคนรุ่นต่อไป
กลไกนี้ช่วยให้กองทุนสามารถยืนหยัดได้ด้วยตัวเองโดยไม่ต้องพึ่งพางบประมาณจากภายนอกเพียงอย่างเดียว และยังเป็นการสร้างสำนึกความเป็นเจ้าของร่วมกันในฐานะผู้พิทักษ์แนวเชื่อมต่อป่า


เงินตั้งต้นของกองทุนได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มธุรกิจพืชครบวงจร ข้าว ขนส่ง และบริการ เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำนวน 119,360 บาท
จากจุดเริ่มต้นโครงการ พ.ศ. 2564 จนมาถึงปัจจุบัน กองทุนมีรายรับสะสมจากกิจกรรมต่างๆ รวมทั้งสิ้น 863,680 บาท ซึ่งได้รับจากการเพาะกล้าไผ่ขาย รวมถึงเงินสนับสนุนโครงการจากแหล่งทุนในช่วงระยะเริ่มต้น
ปัจจุบัน กองทุนมีเงินหมุนเวียนคงเหลือจำนวน 42,500 บาท ที่ได้รับจากการขายกล้าและค่าการจัดการในการขายกล้าของสมาชิกผ่านกองทุน ยังไม่นับรวมกับการขายหน่อไม้
แม้ตัวเลขอาจยังไม่สูงนัก เมื่อเทียบกับการสนับสนุนกองทุน แต่ ณ ปัจจุบัน กิจกรรมโครงการและกองทุนเพิ่งผ่านพ้นจุดตั้งต้นมา
ในปีที่ 5 ซึ่งไผ่เริ่มเติบใหญ่และเหมาะแก่การใช้ประโยชน์แล้ว ความท้าทายต่อจากนี้จึงเป็นเรื่องการแปรรูปและเพิ่มมูลค่าให้เป็นรายได้หล่อเลี้ยงชุมชน รวมถึงเพิ่มจำนวนไผ่และทดแทนจากนำออกมาใช้ประโยชน์
เพื่อคงไว้ทั้งรายได้ กองทุน รวมถึงระบบนิเวศไปพร้อมกัน
หากโมเดลนี้เดินหน้าต่อ เงินกองทุนจะไม่ได้สร้างเพียงรายได้จากไผ่ แต่กลายเป็นกลไกที่ทำให้ชุมชนเป็นผู้ลงทุนในการฟื้นฟูป่าด้วยตัวเอง เมื่อคนเห็นว่าการรักษาป่าสร้างรายได้จริง การอนุรักษ์ก็ไม่ใช่ภาระที่ต้องรอเงินอุดหนุนจากภายนอกอีกต่อไป แต่กลายเป็นระบบเศรษฐกิจที่หล่อเลี้ยงตัวเองได้
กองทุนส่งเสริมการปลูกไม้เศรษฐกิจเพื่อแนวเชื่อมต่อป่าตะวันตก ปัจจุบัยมีสมาชิกเข้าร่วมกองทุนจำนวน 92 ครัวเรือน และมีพื้นที่ปลูกไม้เศรษฐกิจเพื่อแนวเชื่อมต่อป่ารวมแล้วกว่า 233 ไร่ 1 งาน จำนวน 23,337 ต้น รอดตาย 17,788 ต้น คิดเป็น 77 เปอร์เซ็นต์
ในปี 2569 มูลนิธิสืบนาคะเสถียร ยังคงดำเนินโครงการจัดการระบบนิเวศในพื้นที่ป่าสงวนเพื่อแนวเชื่อมต่อป่าตะวันตกสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน ได้รับการสนับสนุนงบประมาณทำกิจกรรมจากกลุ่มธุรกิจพืชครบวงจร ข้าว ขนส่ง และบริการ เครือเจริญโภคภัณฑ
เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs)
เป้าหมายที่ 8 ส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ต่อเนื่อง ครอบคลุม และยั่งยืน การจ้างงานเต็มที่ และมีผลิตภาพ และการมีงานที่สมควรสำหรับทุกคน
8.3 ส่งเสริมนโยบายที่มุ่งเน้นการพัฒนาที่สนับสนุนกิจกรรมที่มีผลิตภาพ การสร้างงานที่สมควร ความเป็นผู้ประกอบการ ความสร้างสรรค์และนวัฒกรรม และส่งเสริมการเกิดและการเติบโตของวิสาหกิจรายย่อย ขนาดเล็ก และขนาดกลาง ซึ่งรวมถึงผ่านทางการเข้าถึงบริการทางการเงิน
เป้าหมายที่ 12 สร้างหลักประกันให้มีแบบแผนการผลิตและการบริโภคที่ยั่งยืน
12.2 บรรลุการจัดการที่ยั่งยืนและการใช้ทรัพยากรทางธรรมชาติอย่างมีประสิทธิภาพ ภายในปี 2573
เป้าหมายที่ 15 ปกป้อง ฟื้นฟู และสนับสนุนการใช้ระบบนิเวศบนบกอย่างยั่งยืน จัดการป่าไม้อย่างยั่งยืน ต่อสู้การกลายสภาพเป็นทะเลทราย หยุดการเสื่อมโทรมของที่ดินและฟื้นสภาพกลับมาใหม่ และหยุดการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ
15.1 สร้างหลักประกันว่าจะมีการอนุรักษ์ การฟื้นฟู และการใช้ระบบนิเวศบนบกและในน้ำจืดในแผ่นดินรวมทั้งบริการทางระบบนิเวศอย่างยั่งยืน เฉพาะอย่างยิ่ง ป่าไม้ พื้นที่ชุ่มน้ำ ภูเขาและเขตแห้งแล้ง โดยเป็นไปตามข้อบังคับภายใต้ความตกลงระหว่างประเทศ ภายในปี 2563
15.2 ส่งเสริมการดำเนินการด้านการบริหารจัดการป่าไม้ทุกประเภทอย่างยั่งยืน หยุดยั้งการตัดไม้ทำลายป่า ฟื้นฟูป่าที่เสื่อมโทรม และเพิ่มการปลูกป่าและฟื้นฟูป่าทั่วโลก ภายในปี 2563
ผู้เขียน
ทำงานอิสระที่เกี่ยวข้องกับหนังสือ การเขียน เรื่องสิ่งแวดล้อมและดนตรีนอกกระแส - เวลาส่วนใหญ่ของชีวิตใช้ไปกับการนั่งมองความเคลื่อนไหวของใบไม้และสายลม



