ใครสักคนที่เดินผ่านมาเคยบอกว่า หากเดินเข้าป่าด้วยความไม่รู้ เราอาจมองป่าเป็นเพียงแหล่งรวมต้นไม้ แต่ถ้ามีคนที่รู้จักป่าเดินนำ เราจะเริ่มเห็นเรื่องราวที่ซ่อนอยู่ระหว่างต้นไม้เหล่านั้น
ผู้เขียนนึกถึงประโยคนี้เมื่อย้อนนึกถึงเช้าวันหนึ่งในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง กับประสบการณ์เดินศึกษาธรรมชาติร่วมกับ ‘ศักรินทร์ วิชาจารย์’ เจ้าหน้าที่สื่อความหมายธรรมชาติ ผู้ลาจากเราไปกลับสู่ดวงดาวแห่งพฤกษาอนไกลโพ้นอย่างไม่มีวันหวนคืน
แต่เรื่องราวครานั้นยังฝังในความทรงจำ เหมือนรอยข่วนบนเปลือกไม้ใหญ่ แม้ฝนพัดผ่านไปกี่ฤดู ร่องรอยอาจเลือนจางลง แต่ไม่เคยถูกชะล้างให้หายไปอย่างสมบูรณ์
…
ปลายปี 2564 ผู้เขียนเดินทางไปเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง ร่วมกับ ศศิน เฉลิมลาภ ประธานมูลนิธิสืบนาคะเสถียร (เวลานั้น) เพื่อจัดทำข้อมูลเส้นทางศึกษาธรรมชาติเขาดินแดง
จำได้ว่าบรรยากาศเงียบสงบและเย็นสบาย เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเพิ่งเริ่มคลายล็อคดาวน์หลังปิดยาวเพราะการระบาดของโควิด-19 และฝนของคืนที่ผ่านมายังทิ้งรอยน้ำนองทั่วทางเดินและน้ำสีส้มขุ่นเต็มลำห้วยทับเสลา
ท้องฟ้ายังมีเมฆครึ้ม แสงแดดยังส่องไม่ทั่วฟ้าในเวลาที่เดินทางถึงสะพานข้ามห้วยที่น้ำยังไหลเชี่ยว
ท่ามกลางผืนป่าที่ยังไร้เสียงของแขกเหรื่อ เราได้พบกับใครคนหนึ่งยืนใช้รอยยิ้มสลายเงาทมึน
“หลังเปิดโควิด พี่มาเป็นคนแรกเลยครับ”
พี่หนึ่ง ศักรินทร์ วิชาจารย์ เอ่ยทัก ด้วยน้ำเสียงเปี่ยมความยินดี พลางเล่าว่าหลายเดือนที่ผ่านมา เส้นทางศึกษาธรรมชาติมีเพียงเสียงนก หรีดริ่งเรไร และลมกระทบยอดไม้ให้ได้ยิน
ไม่มีเสียงทีมสื่อความหมายธรรมชาติบรรยายเรื่องราวใดๆ ผ่านมานับเดือนเป็นปีได้แต่รอวันกลับมาทำหน้าที่


…
เราเริ่มต้นเดินเข้าสู่เส้นทางศึกษาธรรมชาติเขาดินแดงบนทางดินชื้นที่ยังมีน้ำขังเป็นหย่อมๆ แสงแดดยามสายค่อยๆ ลอดผ่านเรือนยอดลงมาเป็นลำ
เพียงไม่ไกลเกินสี่ห้านาที พี่หนึ่งหยุดก้มลงมองพื้นดิน ชี้ให้ดูรอยกีบสัตว์ป่าที่เพิ่งประทับอยู่บนดินชื้น ก่อนขยับไปอีกไม่กี่ก้าวก็เรียกให้ดูรอยดินที่ถูกเสือดาวคุ้ยไว้ใหม่ๆ พลางเฉลยว่าที่ทราบเพราะเห็นได้จากขนาดและลักษณะร่องรอยที่มีนักวิจัยสัตว์ป่าศึกษามาหลายปีแล้ว
ถัดไปอีกไม่เกินสองนาที แกก้มลงใช้ฝ่ามือทาบกับรอยวงกลมขนาดใหญ่บนพื้นแล้วหันมายิ้ม “ช้างตัวใหญ่มากครับ” รอยเท้านั้นกว้างกว่าฝ่ามือแกอย่างเห็นได้ชัด
แม้เจ้าของรอยไม่ได้อยู่ตรงหน้า แต่ร่องรอยที่ทิ้งไว้ก็ชวนให้จินตนาการถึงขนาดได้ไม่ยาก
นอกจากชวนให้สังเกตและบอกให้รู้ว่าพื้นที่เรากำลังย่ำมีรอยอะไร พี่หนี่งยังอธิบายว่า การเดินป่าไม่จำเป็นต้องเห็นสัตว์เสมอไป เพราะร่องรอยต่างๆ คือภาษาที่สัตว์ป่าใช้สื่อสาร ทั้งรอยเท้า รอยคุ้ยดิน รอยลับเล็บ หรือแม้แต่มูล
สิ่งต่างๆ เหล่านี้ล้วนบอกได้ว่าใครผ่านมาบ้าง ผ่านมาตอนไหน และกำลังทำอะไร


…
ตลอดเส้นทาง เขาไม่ได้เร่งให้เราเดินถึงปลายทาง แต่หยุดทุกครั้งเมื่อมีเรื่องราวให้เล่า
ในเส้นทางศึกษาธรรมชาติเขาดินแดงมีป่าหลากหลายชนิด
ระหว่างทางพี่หนึ่งชี้ชวนให้ดูสภาพป่าที่ค่อยๆ เปลี่ยนจากป่าเต็งรังซึ่งมีไม้เปลือกหนา ทนไฟและขึ้นบนดินตื้น ไปสู่ป่าเบญจพรรณที่มีความชุ่มชื้นมากขึ้น ก่อนจะค่อยๆ เปลี่ยนเป็นป่าดิบแล้งเมื่อเดินลึกเข้าไป
เรื่องราวเหล่านี้ไม่ใช่ความรู้ใหม่ มีนักวิชาการป่าไม้เขียนตำรามาแล้วมากมายหลายเล่ม มีข้อมูลการสังเกตปรากฏในตำราวนศาสตร์ที่พร้อมให้ผู้สนใจด้านนี้เปิดอ่านในห้องสมุดทุกแห่ง หรือใช้พิมพ์ถามเอไอก็ตอบได้
แต่การรับรู้ข้อมูลบางทีก็มีความแตกต่าง ระหว่างการศึกษาข้อมูลวิชาการกับวิธีการสื่อสาร
พี่หนึ่งไม่ได้อธิบายด้วยศัพท์วิชาการมากมาย แต่เล่าให้ฟังเหมือนกำลังแนะนำเพื่อนเก่าทีละคน จนชวนรู้สึกว่าต้นไม้แต่ละชนิดมีบุคลิกเป็นของตัวเอง
แกพาหยุดดูต้นไม้รูปร่างประหลาดที่แตกกิ่งออกเป็นรูปตัววาย (อักษร Y ภาษาอังกฤษ) ภายในมีซากต้นไม้เก่าถูกโอบรัดไว้ ว่าพลางก็ก้มลงหยิบหยิบใบโพธิ์และใบไทรที่ร่วงอยู่บนพื้น แล้วอธิบายว่า นี่ล่ะที่เขาเรียกกันว่า “นักบุญแห่งป่า นักฆ่าแห่งพงไพร”
“ลูกไทร ลูกโพธิ์เป็นอาหารในป่าของนก กระรอก และสัตว์ทั้งหลาย นกกินผลมาจากที่อื่นและมาถ่ายทิ้งไว้ตรงนี้ เมล็ดติดมาจากมูลของนก เติบโตงอกหุ้มคลุมไม้ต้นเก่า ทำให้กลายเป็นต้นใหม่ฆ่าเก่าตาย”
ธรรมชาติไม่เคยแบ่งโลกเป็นขาวหรือดำ ทุกชีวิตต่างเพียงทำหน้าที่ของตัวเอง


…
ภายในป่ามีมากมายหลายเรื่องราวให้ศึกษา ตั้งแต่เห็ดน้อยใหญ่ขึ้นอยู่ตามขอนไม้ รูของแมงมุมบึ้งซ่อนอยู่ริมทาง รังแมลงที่เกาะอยู่บนเปลือกไม้ ทุกอย่างมีรายละเอียดและหน้าที่ของมันตามระบบนิเวศ หากไม่สังเกตหรือศึกษาก็ยากจะหยั่งรู้ว่าสิ่งที่เราเดินผ่านไปโดยไม่มองหมายถึงอะไร และมีค่าอย่างไร
พี่หนึ่ง พาหยุดที่ต้นประดู่ขนาดมหึมาต้นหนึ่ง เขาเล่าว่านี่คือต้นประดู่ป่าเพียงไม่กี่ต้นที่รอดพ้นจากยุคสัมปทานไม้ ส่วนต้นไม้อื่นๆ ที่เห็นโดยรอบส่วนใหญ่เป็นไม้รุ่นที่เกิดขึ้นใหม่หลังป่าฟื้นตัว
ก่อนนาทีต่อมาจะเฉลยว่า สิ่งที่อยากให้ดูจริงๆ ไม่ใช่ขนาดของต้นไม้ หากเป็นรอยงาช้างที่ฝากไว้บนลำต้นสูงกว่าสองเมตรเหนือศีรษะ
ระหว่างนั้นแกเล่าว่า เดิมเส้นทางศึกษาธรรมชาติเขาหินแดงมีระยะทางยาวกว่า 5 กิโลเมตร ขึ้นไปถึงจุดชมวิวเขาหินแดง แต่ภายหลังปรับให้เหลือประมาณ 2 กิโลเมตรครึ่ง เพราะผู้มาเยือนจำนวนไม่น้อยเดินไม่ไหว
แถมบอกอีกว่า เมื่อก่อนมีป้ายสื่อความหมายติดอยู่เป็นระยะและมีคู่มือประกอบการเดิน แต่เมื่อประชากรช้างป่าเพิ่มขึ้น เจ้าพี่ใหญ่ในป่ากลับชอบเดินมาเตะป้ายจนพัง ซ่อมกี่ครั้งก็ไม่รอด สุดท้ายจึงเลิกติดป้าย แล้วใช้คนเป็นผู้เล่าเรื่องแทน
บทสนทนานี้อาจชวนให้เสียวสันหลังอยู่บ้าง แต่ในอีกมุมมันอดคิดไม่ได้ว่า บางทีช้างอาจทำให้เส้นทางแห่งนี้มีชีวิตผ่านเรื่องเล่าของคน แทนการศึกษาผ่านแผ่นป้าย
ใกล้กันยังมีรอยลับเล็บของเสือโคร่ง แม้จะเก่าจนเกือบมองไม่เห็น แต่สำหรับคนที่เดินป่าทุกวัน รอยเล็กๆ เหล่านี้คือข้อความที่สัตว์เจ้าของพื้นที่เขียนทิ้งไว้เพื่อบอกว่า อาณาเขตแห่งนี้ยังมีเจ้าของ
และก่อนออกจากป่า แกพาหยุดที่ต้นยางใหญ่ซึ่งยังมีร่องรอยการเจาะเอาน้ำมันยางในอดีต พร้อมเล่าถึงวิถีชีวิตของผู้คนสมัยก่อนที่ใช้น้ำมันยางทำชันยาเรือและยึดด้ามมีด
เป็นเรื่องเล็กๆ ที่ทำให้เห็นว่าป่าไม่ได้มีความหมายเฉพาะกับสัตว์ป่า แต่เคยเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตผู้คนมาอย่างยาวนาน
…
จาก 2564 – 2569 เมื่อทบทวนเส้นทางศึกษาธรรมชาติเขาหินแดง ดูเหมือนหลายเรื่องราวจะตกหล่นไปจากร่องความทรงจำ และพร้อมยอมรับโดยสดุดีว่าเป็นความบกพร่องของผู้เขียนเอง
แต่หากจะมีสิ่งใดที่ยังจดจำได้เสมอ ก็คงเป็นคำกล่าวเมื่อตอนต้นเรื่อง
ถ้ามีคนที่รู้จักป่าเดินนำ เราจะเริ่มเห็นเรื่องราวที่ซ่อนอยู่ระหว่างต้นไม้เหล่านั้น
ผู้เขียน
ทำงานอิสระที่เกี่ยวข้องกับหนังสือ การเขียน เรื่องสิ่งแวดล้อมและดนตรีนอกกระแส - เวลาส่วนใหญ่ของชีวิตใช้ไปกับการนั่งมองความเคลื่อนไหวของใบไม้และสายลม



