อน.65 (บ้านสืบนาคะเสถียร) นิทรรศการรำลึก 36 ปี สืบ นาคะเสถียร

อน.65 (บ้านสืบนาคะเสถียร) นิทรรศการรำลึก 36 ปี สืบ นาคะเสถียร

เดือนธันวาคม 2532 สืบ นาคะเสถียร เข้ารับตำแหน่งเป็นหัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง หลังจากตัดสินใจไม่ไปเรียนต่อปริญญาเอกที่ประเทศอังกฤษ แต่เลือกมาทำงานกับผืนป่าที่เขารู้จัก

บ้านพักหัวหน้าเขตที่อยู่ริมลำห้วยทับเสลา จึงกลายเป็นที่พำนักในช่วงแปดเดือนสุดท้ายของชีวิต

เวลานั้นห้วยขาแข้งมีปัญหาการลักลอบตัดไม้ ล่าสัตว์ เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าถูกคุกคามและเสียชีวิต ขณะที่กำลังคนและงบประมาณสำหรับดูแลพื้นที่มีอยู่อย่างจำกัด สืบต้องรับผิดชอบทั้งงานในพื้นที่และการจัดการต่างๆ ที่ตามมากับตำแหน่งหัวหน้าเขต

แม้ตกเย็น บ้านที่ควรเป็นสถานที่พักก็ยังเป็นเหมือนที่ทำงาน

รายงานจากเจ้าหน้าที่ ข้อมูลจากพื้นที่ หนังสือราชการ และเอกสารต่างๆ ถูกนำกลับมาจัดการที่นี่ เครื่องพิมพ์ดีด กล้องถ่ายภาพ เครื่องฉายสไลด์ หนังสือ และแฟ้มเอกสาร เป็นข้าวของที่อยู่กับการทำงานของสืบในช่วงนั้น

แม้ภารกิจตรงหน้าจะมีมาก แต่สืบก็ยังมุ่งมั่นเดินหน้าแก้ไขปัญหาต่างๆ อย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ทำทุกอย่างตั้งแต่เช้าจนดึกดื่น โดยหนึ่งงานสำคัญในเวลานั้น คือ การจัดทำเอกสารเสนอทุ่งใหญ่-ห้วยขาแข้งเป็นมรดกโลก มีการรวบรวมข้อมูลเรื่องสภาพป่า สัตว์ป่า ชุมชน และคุณค่าของพื้นที่ ก่อนเรียบเรียงเป็นรายงานเสนอยูเนสโก 

ในบ้านของสืบจึงมีทั้งของใช้สำหรับชีวิตประจำวัน และของที่เกี่ยวข้องกับงานปะปนอยู่ในพื้นที่เดียวกัน ห้องทำงานอยู่ทางซ้ายมือของบ้าน ส่วนห้องนอนอยู่อีกด้านหนึ่ง 

กระทั่งเช้ามืดวันที่ 1 กันยายน เสียงปืนดังขึ้นจากบ้านพัก… 

อีกหนึ่งปีต่อมา พ.ศ. 2534 ทุ่งใหญ่-ห้วยขาแข้ง ได้รับการประกาศเป็นมรดกโลกทางธรรมชาติแห่งแรกของประเทศไทย

แม้คนจากไป แต่เรื่องราวยังอยู่ บ้านพักริมลำห้วยทับเสลายังคงอยู่ที่เดิม ห้องทำงาน ข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ ยังถูกเก็บรักษาไว้ เพื่อเปิดให้คนที่เดินทางมาห้วยขาแข้งได้เข้ามาเรียนรู้เรื่องราวของสืบ และเห็นว่าตลอดแปดเดือนที่นี่ สืบมุ่งมั่นรักษาป่าผืนนี้อย่างไร

จากบ้านหลังหนึ่งในห้วยขาแข้ง จึงยังมีเรื่องให้คนรุ่นต่อไปเข้ามารับรู้ 

และอาจนำกลับไปเป็นจุดเริ่มต้นของงานอนุรักษ์ในแบบของตัวเอง

ก่อนที่ผืนป่าจะเป็นมรดกโลก

‘ทุ่งใหญ่-ห้วยขาแข้ง’ ได้รับการประกาศเป็นมรดกโลกทางธรรมชาติแห่งแรกของไทย ในปี 2534 แต่ก่อนถึงวันนั้น มีงานชิ้นหนึ่งเกิดขึ้นเงียบๆ และเกี่ยวข้องกับ ‘สืบ นาคะเสถียร’ โดยตรง คือการจัดทำรายงานเสนอชื่อผืนป่าแห่งนี้ต่อองค์การยูเนสโก

ในปี 2533 สืบ นาคะเสถียร ซึ่งขณะนั้นเป็นหัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง ได้ร่วมกับ เบลินดา สจ๊วต-ค็อกซ์ จัดทำรายงาน “การเสนอชื่อเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่-ห้วยขาแข้ง เพื่อเข้าร่วมเป็นมรดกโลกกับยูเนสโก” 

รายงานฉบับดังกล่าวทำหน้าที่อธิบายถึงสภาพพื้นที่ ระบบนิเวศ ความหลากหลายทางชีวภาพ และคุณค่าความสำคัญในระดับนานาชาติ ซึ่งถืออีกด้านหนึ่งของการทำงานอนุรักษ์ของสืบ นอกจากการลงพื้นที่และพยายามแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นตรงหน้า 

สืบรวบรวมข้อมูลและถ่ายทอดคุณค่าของผืนป่าออกมาเป็นเอกสาร เพื่อให้คนที่อยู่อีกฟากของโลกมองเห็นความสำคัญของพื้นที่แห่งนี้ได้เช่นเดียวกัน

รายงานชิ้นนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกับที่สืบกำลังเผชิญกับปัญหาการทำงานในห้วยขาแข้ง ทั้งการลักลอบล่าสัตว์ การบุกรุก และข้อจำกัดในการดูแลผืนป่า งานเอกสารกับงานภาคสนามจึงเป็นอีกความพยายามหนึ่งในการหาทางทำให้ผืนป่าแห่งนี้ได้รับการคุ้มครองอย่างจริงจังและยั่งยืน

กระทั่งในเดือนธันวาคม 2534 ทุ่งใหญ่-ห้วยขาแข้ง ได้รับการประกาศเป็นมรดกโลกทางธรรมชาติ 

และนี่คือภาพของคนที่พยายามนั่งลงรวบรวมเรื่องราวของผืนป่า แล้วบอกกับโลกว่า ที่นี่มีคุณค่ามากพอที่จะต้องช่วยกันรักษาไว้

ก่อนที่ชื่อ ‘ทุ่งใหญ่-ห้วยขาแข้ง’ จะอยู่ในบัญชีมรดกโลก มันเคยเป็นผืนป่าที่ต้องมีใครสักคนพยายามทำให้โลกมองเห็นเสียก่อน

กล้องของสืบ

ทุกครั้งที่ ‘สืบ นาคะเสถียร’ เดินเข้าป่า มักมี ‘กล้องถ่ายภาพ’  เป็นสิ่งของคู่ใจที่พกติดตัวไปเสมอ 

สืบเป็นนักวิชาการที่ให้ความสำคัญกับข้อมูลจากพื้นที่จริง การถ่ายภาพจึงเป็นส่วนหนึ่งของการทำงานมากกว่าจะเป็นงานอดิเรก ภาพแต่ละภาพช่วยเก็บรายละเอียดของสถานที่และเหตุการณ์เอาไว้ ทั้งยังสามารถนำกลับมาใช้ประกอบการศึกษา และอธิบายสถานการณ์ของสัตว์ป่าและผืนป่าให้คนที่ไม่ได้อยู่ตรงนั้นได้เห็น

เมื่อทำงานอนุรักษ์ สิ่งที่เกิดขึ้นในป่าหลายอย่างไม่ได้อยู่รอให้เราเข้าไปดูได้ทุกครั้ง สัตว์บางชนิดปรากฏตัวเพียงชั่วครู่ ร่องรอยของสัตว์อาจหายไปตามฤดูกาล หรือสภาพพื้นที่บางแห่งเปลี่ยนแปลงไปตามเวลา การมีภาพถ่ายจึงเท่ากับการเก็บช่วงเวลาหนึ่งของป่าเอาไว้ และทำให้ข้อมูลเหล่านั้นนำกลับมาฉายใหม่ได้ในภายหลัง

ภาพถ่ายของสืบจึงมีคุณค่าทั้งในด้านการบันทึก ‘สิ่งที่เห็น’ รวมถึงสะท้อน ‘สิ่งที่คนทำงานอนุรักษ์กำลังพยายามมองหา’ ไม่ว่าจะเป็นสัตว์ป่า สภาพถิ่นอาศัย หรือรายละเอียดเล็กๆ ในพื้นที่ที่อาจนำไปสู่ความเข้าใจที่มากขึ้นเกี่ยวกับชีวิตในป่า

ปัจจุบัน ภาพเหล่านี้ยังทำหน้าที่เป็นหลักฐานหนึ่งในประวัติศาสตร์การอนุรักษ์ไทย ให้เราได้เห็นทั้งผืนป่าในวันที่ยังไม่ถูกเปลี่ยนแปลงไปมากนัก เห็นสัตว์ป่าในถิ่นอาศัยของมัน เห็นการทำงานของผู้คนที่อยู่เบื้องหลังการปกป้องพื้นที่เหล่านั้น และเก็บรายละเอียดของป่าเอาไว้ให้คนรุ่นหลังได้กลับมามองอีกครั้ง

สำหรับคนทำงานอนุรักษ์ บางครั้งภาพหนึ่งภาพอาจไม่ได้มีความหมายแค่ความสวยงาม แต่มันคือข้อมูล คือหลักฐาน และคือเรื่องราวของผืนป่าที่ไม่ควรถูกลืม

จากนิทรรศการ บ้านหลังที่ 2 อน.65 นิทรรศการ งานรำลึก 36 ปี สืบ นาคะเสถียร จัดแสดง 12 – 13 กันยายน 2569 ณ บริเวณทางเข้าห้องอเนกประสงค์ชั้น 1 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร

ผู้เขียน

Website | + posts

ทำงานอิสระที่เกี่ยวข้องกับหนังสือ การเขียน เรื่องสิ่งแวดล้อมและดนตรีนอกกระแส - เวลาส่วนใหญ่ของชีวิตใช้ไปกับการนั่งมองความเคลื่อนไหวของใบไม้และสายลม