ขอพูดในนามของ ‘นกปรอดหัวโขน’ เพราะพวกเขาพูดเพื่อตัวเองไม่ได้

ขอพูดในนามของ ‘นกปรอดหัวโขน’ เพราะพวกเขาพูดเพื่อตัวเองไม่ได้

ทุกวันที่ 1 กันยายน ชื่อของ ‘สืบ นาคะเสถียร’ จะหวนคืนสู่ในความทรงจำของคนในสังคมไทยอยู่เสมอ

36 ปีหลังเสียงปืนดังขึ้นที่ห้วยขาแข้ง วันนี้ถูกใช้เป็นวันรำลึกถึงนักอนุรักษ์คนหนึ่งที่เลือกพูดแทนสิ่งที่ไม่อาจสื่อสารในภาษาที่คนเข้าใจ และมีประโยคหนึ่งที่กลายเป็นวาทะสำคัญของงานอนุรักษ์ไทย

“ผมขอพูดในนามของสัตว์ป่า”

สืบใช้ประโยคนี้ในการอภิปรายบนเวทีวิชาการ หลังเก็บเกี่ยวประสบการณ์จากการทำงานอพยพสัตว์ป่าที่เขื่อนเชี่ยวหลาน และตกผลึกผ่านข้อมูลว่าว่า ต่อให้ช่วยสัตว์ออกจากพื้นที่ก่อสร้างได้ สัตว์จำนวนมากก็ไม่อาจมีชีวิตรอดในระยะยาวตามอย่างที่ใจคนหวัง

แต่ 1 กันยายน 2569 กลับมีเหตุการณ์ที่ชวนให้รู้สึกขัดแย้งกับแนวคิดนั้น

ในวันเดียวกับที่สังคมไทยรำลึกถึงสืบ นาคะเสถียร กฎกระทรวงที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม และมีผลตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน ให้ ‘นกปรอดหัวโขน’ หรือ ‘นกกรงหัวจุก’ พ้นจากบัญชีสัตว์ป่าคุ้มครอง สามารถเพาะเลี้ยง ขยายพันธุ์ และซื้อขายได้ตามหลักเกณฑ์ของกฎหมาย

เหตุผลของรัฐบาล คือเปิดทางให้การเลี้ยงนกกรงหัวจุก ซึ่งมีความผูกพันกับวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของประชาชนในพื้นที่ภาคใต้สามารถพัฒนาไปสู่อาชีพและรายได้ของชุมชน เพื่อสร้างรายได้หมุนเวียนในพื้นที่

ขณะเดียวกันในด้านการอนุรักษ์ รัฐบาลยืนยันว่า การปลดออกจากบัญชีสัตว์ป่าคุ้มครองไม่ได้หมายถึงการเปิดทางให้จับนกจากธรรมชาติได้อย่างเสรี

กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ยังประกาศ 3 มาตรการรองรับ ทั้งการเพิ่มการลาดตระเวนและสกัดกั้นการลักลอบจับนกจากธรรมชาติ การสำรวจและขึ้นทะเบียนนกที่อยู่ในความครอบครอง และการยกระดับมาตรฐานฟาร์มเพาะพันธุ์ รวมถึงการจัดทำฐานข้อมูลผู้เลี้ยงและเครื่องหมายประจำตัวนก 

โดยย้ำว่า หากพบการลักลอบจับส่งผลกระทบต่อประชากรในธรรมชาติ สามารถพิจารณานำกลับเข้าสู่บัญชีสัตว์ป่าคุ้มครองได้

และในช่วงเย็นของวันที่ 1 กันยายน ยังได้ประกาศเพิ่มนกปรอดหัวโขนเข้าไปในบัญชีสัตว์ป่าที่ห้ามล่าในเขตห้ามล่าสัตว์ป่าอีก 40 แห่ง โดยให้เหตุผลว่าการถอดนกออกจากบัญชีสัตว์ป่าคุ้มครองอาจส่งผลกระทบต่อนกในพื้นที่ที่ยังไม่มีมาตรการห้ามล่า จึงต้องเพิ่มมาตรการป้องกันตามมา

ในทางหลักการมาตรการเหล่านี้เหมือนกำลังสร้างสมดุลระหว่างการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและวัฒนธรรม แต่คงไม่สามารถฟันธงเป็นได้เช่นนั้นทั้งหมด

ข้อมูลของสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมระบุสถานภาพการอนุรักษ์ของนกปรอดหัวโขนในประเทศไทยไว้ที่ระดับ ‘มีแนวโน้มใกล้สูญพันธุ์’ หรือ Vulnerable (VU) 

และหากย้อนรายละเอียดก่อนเรื่องราวดำเนินมาถึงจุดนี้ ประเด็นที่ถูกถามถึง (แต่ไม่มีคำตอบ) มาตลอดอย่างเรื่องที่ว่า เมื่อสัตว์ชนิดหนึ่งมีความต้องการในตลาดสูงขึ้น ระบบจะสามารถแยก ‘นกที่เพาะเลี้ยง’ ออกจาก ‘นกที่ถูกจับจากธรรมชาติ’ ได้จริงแค่ไหน

สมาคมอนุรักษ์นกและธรรมชาติแห่งประเทศไทย มูลนิธิสืบนาคะเสถียร เคยแสดงความกังวลต่อสถานการณ์ดังกล่าว โดยชี้ว่าการประเมินสถานภาพนกปรอดหัวโขนของไทยอยู่ในระดับมีแนวโน้มใกล้สูญพันธุ์ และจากข้อมูลการสำรวจของคณะทำงานศึกษาประเด็นนี้ก็พบว่า ประชากรนกจำนวนไม่น้อยอาศัยอยู่นอกพื้นที่อนุรักษ์ 

ซึ่งหมายความว่าการคุ้มครองสัตว์ชนิดนี้ไม่ได้จบลงแค่การดูแลในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า อุทยานแห่งชาติ หรือเขตห้ามล่าสัตว์ป่า แต่ยังต้องอาศัยการดูแลเฝ้าระวังในพื้นที่อื่นๆ อย่างรัดกุม และเป็นโจทย์เดียวกับที่นักอนุรักษ์ตั้งคำถามมาตลอดว่า เมื่อสัตว์ป่าออกจากพื้นที่คุ้มครองแล้ว ใครจะเป็นคนดูแลมัน

รวมถึงข้อกังวลถึงความแตกต่างระหว่าง ‘จำนวนที่อยู่ในกรง’ กับ ‘จำนวนที่อยู่ในธรรมชาติ’ อันหมายถึงระบบตรวจสอบแหล่งที่มาของนกมีความเข้มแข็งเพียงใด เพื่อไม่ให้ตลาดนกเลี้ยงกลายเป็นแรงจูงใจให้เกิดการจับนกป่ามาป้อนตลาด เนื่องจากที่ผ่านมายังมีชุดความเชื่อจากผู้เลี้ยงบางกลุ่มว่า “นกป่าเสียงดีกว่านกเลี้ยง”

ประเด็นต่างๆ ยิ่งสำคัญเมื่อมองย้อนกลับไปยังพันธกรณีด้านความหลากหลายทางชีวภาพ ที่ประเทศไทยได้ลงนามในอนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ และในกรอบงานความหลากหลายทางชีวภาพคุนหมิง-มอนตริออล ซึ่งได้กำหนดเป้าหมายให้ประเทศต่างๆ เร่งฟื้นฟูระบบนิเวศที่เสื่อมโทรม อนุรักษ์พื้นที่ที่มีความสำคัญต่อความหลากหลายทางชีวภาพ และลดภัยคุกคามต่อชนิดพันธุ์ โดยหนึ่งในเป้าหมายสำคัญคือการหยุดการสูญพันธุ์ที่เกิดจากมนุษย์และฟื้นฟูชนิดพันธุ์ที่ถูกคุกคาม

เพราะการอนุรักษ์สัตว์ป่าไม่ได้วัดจากจำนวนสัตว์ที่อยู่ในกรง และไม่ได้วัดจากจำนวนผู้เพาะเลี้ยงที่ขึ้นทะเบียน แต่ต้องวัดจากคำถามพื้นฐานที่สุดว่า ในธรรมชาติยังมีสัตว์ชนิดนั้นอยู่มากน้อยเพียงใด และประชากรกำลังเพิ่มขึ้นหรือลดลง

เรื่องของนกปรอดหัวโขนจึงเป็นอีกหนึ่งบททดสอบระบบอนุรักษ์ไทยในเวลานี้ ทั้งความสามารถในการแยกสัตว์ที่เพาะพันธุ์จากสัตว์ที่จับมาจากธรรมชาติ ตลอดจนความสามารถของรัฐในการป้องกันการลักลอบจับ หลังจากแรงจูงใจทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น

รวมถึงการมีข้อมูลประชากรในธรรมชาติที่มากพอจะตอบได้ว่า อนาคตนกชนิดนี้จะถูกจัดอยู่ในสถานะใดต่อไป

หากมีข้อมูลว่าประชากรเพิ่มขึ้นจริง มาตรการปลดล็อคก็สามารถอธิบายได้ด้วยหลักฐาน แต่หากประชากรลดลง รัฐก็ต้องมีข้อมูลเพียงพอที่จะทบทวนนโยบายได้ก่อนที่จะสายเกินไป

หรือบางทีเรื่องอาจไม่ต้องชวนคิดมากขนาดนี้ หากเปลี่ยนชุดความคิดเสียใหม่ จาก “มนุษย์ต้องการอะไรจากสัตว์ชนิดนี้” มาเป็น “สัตว์ชนิดนี้เหลืออยู่ในธรรมชาติเท่าไร และเราจะทำอย่างไรให้มันอยู่ต่อได้”

วันที่ 1 กันยายน 2569 ปีนี้เลยมีความหมายที่ย้อนแย้ง กับวันที่สังคมไทยรำลึกถึงคนที่เคยขึ้นเวทีเพื่อบอกว่า สัตว์ป่าพูดแทนตัวเองไม่ได้

แต่หน่วยงานที่สืบทอดเจตนา กลับล่ะทิ้งหน้าที่นั้นไปเสียเอง

ผู้เขียน

Website | + posts

ทำงานอิสระที่เกี่ยวข้องกับหนังสือ การเขียน เรื่องสิ่งแวดล้อมและดนตรีนอกกระแส - เวลาส่วนใหญ่ของชีวิตใช้ไปกับการนั่งมองความเคลื่อนไหวของใบไม้และสายลม