ทุกย่างก้าวของมนุษย์ อาจเปลี่ยนเส้นทางเดินของสัตว์ป่า

ทุกย่างก้าวของมนุษย์ อาจเปลี่ยนเส้นทางเดินของสัตว์ป่า

เมื่อกล่าวถึงผลกระทบที่มนุษย์มีต่อสัตว์ป่า โดยส่วนมากอาจหมายความถึง การตัดไม้ สร้างเมือง หรือขยายพื้นที่เกษตรกรรม แต่ผลการศึกษาชิ้นใหม่ที่ตีพิมพ์ในวารสาร Science พบว่า เพียงแค่มีมนุษย์ ‘อยู่ตรงนั้น’ ก็มีผลให้สัตว์ป่าเปลี่ยนพฤติกรรมได้แล้ว

นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเยลและเครือข่ายนักวิทยาศาสตร์นานาชาติ ใช้ข้อมูลตำแหน่ง GPS ของสัตว์ป่ากว่า 4,500 ตัว จาก 37 ชนิด ทั้งสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมและนก ครอบคลุมตำแหน่งกว่า 11.8 ล้านจุด ทั่วสหรัฐอเมริกา

โดยข้อมูลที่ได้ ถูกนำมาเปรียบเทียบกับข้อมูลการเคลื่อนที่ของผู้คนจากโทรศัพท์มือถือในช่วงปี 2019 – 2020 ซึ่งเป็นช่วงที่การระบาดของโควิด-19 ทำให้รูปแบบการเดินทางของมนุษย์เปลี่ยนแปลงอย่างมาก จึงเป็นโอกาสสำคัญในการแยกผลกระทบจาก “การมีตัวตนของมนุษย์” ออกจากผลของการพัฒนาเมืองหรือการเปลี่ยนแปลงสภาพพื้นที่

ผลการศึกษาพบว่า มากกว่า 2 ใน 3 ของชนิดสัตว์ที่ศึกษาเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อตอบสนองต่อการปรากฏตัวของมนุษย์ โดยสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมประมาณ 67 เปอร์เซ็นต์ และนก 68 เปอร์เซ็นต์ มีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการใช้พื้นที่อย่างชัดเจน

ข้อมูลระบุว่า สัตว์แต่ละชนิดตอบสนองไม่เหมือนกัน สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมหลายชนิด เช่น กวางเอลก์ หมี และบ็อบแคต มักลดขนาดพื้นที่หากินลงเมื่อมีคนอยู่ใกล้ ราวกับพยายามหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากับมนุษย์

ขณะที่หมาป่าสีเทา กลับขยายอรณาเขตการเคลื่อนที่ให้กว้างขึ้น ซึ่งนักวิจัยคาดว่าอาจเป็นผลจากประวัติศาสตร์การถูกมนุษย์ล่า ทำให้ต้องเดินทางไกลขึ้นเพื่อหลีกเลี่ยงผู้คน

ส่วนนกมีรูปแบบที่หลากหลายกว่า ไก่งวงป่ามักลดพื้นที่หากินเมื่อคนเพิ่มขึ้น แต่นกบางชนิด เช่น นกกระยางใหญ่ ตอบสนองแตกต่างกันตามสภาพแวดล้อม หากอาศัยอยู่ในพื้นที่พัฒนาแล้ว พวกมันอาจไม่มีทางเลือกมากนักในการหลีกเลี่ยงผู้คน

รวมถึงยังพบรายละเอียดว่า ผลกระทบจากมนุษย์กลับเห็นเด่นชัดที่สุดในพื้นที่ธรรมชาติที่ยังไม่ถูกรบกวนมากนัก เพราะสัตว์ในพื้นที่เหล่านี้ยังไม่คุ้นเคยกับการมีคนอยู่ใกล้ ในทางตรงกันข้าม สัตว์ที่อาศัยใกล้เมืองอาจปรับตัวกับมนุษย์ได้มากกว่าแล้ว

งานวิจัยยังพบว่า สัตว์ตัวเดียวกันสามารถเปลี่ยนพฤติกรรมได้ภายในเวลาเพียงหนึ่งปี เมื่อรูปแบบการใช้พื้นที่ของมนุษย์เปลี่ยนไปในช่วงการระบาดของโควิด-19 แสดงให้เห็นว่าสัตว์ไม่ได้ตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงระยะยาวของพื้นที่เท่านั้น แต่ยังติดตามการเคลื่อนไหวของมนุษย์แบบเกือบเรียลไทม์อีกด้วย

งานวิจัย อธิบายว่าการปรากฏตัวของมนุษย์ในพื้นที่ธรรมชาติอาจมาจากกิจกรรมหลายรูปแบบ เช่น การเดินป่า การตั้งแคมป์ การวิ่งเทรล การปั่นจักรยานเสือภูเขา การดูนกหรือดูสัตว์ป่า การพักผ่อนและท่องเที่ยวในอุทยาน การทำงานของเจ้าหน้าที่หรือผู้ใช้ประโยชน์พื้นที่

แม้กิจกรรมเหล่านี้จะไม่ได้ทำร้ายสัตว์ป่าโดยตรง แต่การที่มีคนเข้าไปในพื้นที่บ่อยขึ้น เพียงพอต่อการเปลี่ยนพฤติกรรมของสัตว์ นำไปสู่พฤติกรรมการลดหรือเพิ่มขนาดพื้นที่หากิน เปลี่ยนเส้นทางการเคลื่อนที่ หลีกเลี่ยงพื้นที่ที่มีคนพลุกพล่าน ย้ายไปใช้พื้นที่ที่เงียบกว่า รวมถึงเปลี่ยนช่วงเวลาการออกหากิน

นักวิจัยเสนอว่า การอนุรักษ์สัตว์ป่าในอนาคตไม่ควรพิจารณาเฉพาะการรักษาพื้นที่ป่า แต่ต้องคำนึงถึงช่วงเวลาที่มนุษย์เข้าใช้พื้นที่ ด้วย เช่น การจัดการเส้นทางเดินป่า การจำกัดนักท่องเที่ยวในฤดูผสมพันธุ์ หรือการควบคุมกิจกรรมสันทนาการในพื้นที่สำคัญ ไม่ให้เกิดความหนาแน่นและมีรูปแบบการเข้าใช้พื้นที่ถี่เกินไป

ในโลกที่มนุษย์และสัตว์ป่าต้องใช้พื้นที่ร่วมกันมากขึ้น การอยู่ร่วมกันอย่างสมดุลจึงอาจหมายถึงการรู้ว่า เมื่อใดควรก้าวเข้าไป และเมื่อใดควรถอยออกมา เพื่อให้สัตว์ป่ายังคงดำเนินชีวิตตามจังหวะของธรรมชาติได้มากที่สุด

เพราะทุกย่างก้าวของมนุษย์ อาจเปลี่ยนเส้นทางเดินของสัตว์ป่า และการลดผลกระทบที่ดีที่สุด อาจเริ่มต้นจากการตระหนักว่า แม้เพียงการ ‘อยู่ตรงนั้น’ ก็สร้างความเปลี่ยนแปลงได้แล้ว

อ้างอิง

ผู้เขียน

Website | + posts

ทำงานอิสระที่เกี่ยวข้องกับหนังสือ การเขียน เรื่องสิ่งแวดล้อมและดนตรีนอกกระแส - เวลาส่วนใหญ่ของชีวิตใช้ไปกับการนั่งมองความเคลื่อนไหวของใบไม้และสายลม