บ้านหลังแรก (ที่เสร็จหลังสุดท้าย) – นิทรรศการรำลึก 36 ปี สืบ นาคะเสถียร

บ้านหลังแรก (ที่เสร็จหลังสุดท้าย) – นิทรรศการรำลึก 36 ปี สืบ นาคะเสถียร

บ้านของสืบ นาคะเสถียร ขึ้นโครงเป็นรูปเป็นร่างติดตั้งเสร็จไปก่อน
ตามด้วยนิทรรศการภาพถ่าย “บ้านหลังที่สาม บ้านของพวกเราทุกคน”
ส่วนบ้านหลังแรก บ้านที่มาก่อนทุกหลัง เสร็จตอนตีสี่

ถึงตอนนั้นเจ้าหน้าที่มูลนิธิกลับไปเอาแรงกันหมดแล้ว เพราะอีกไม่กี่ชั่วโมงทุกคนต้องกลับมาเปิดงาน เหลือผมกับพี่เอก (เอกวิทย์ เตระดิษฐ์ – หัวหน้าฝ่ายการสื่อสาร) และทีมช่างที่เราจ้างมาผลิตและติดตั้ง ในหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานครที่ปิดไฟไปแล้วเกือบหมด

หน้าที่ของเราสองคนในคืนนั้นแทบไม่มีอะไรเลย นอกจากยืนดูและรอ

งานออกแบบจบไปตั้งแต่วันส่งไฟล์เข้าโรงพิมพ์ ตอนนี้มันไม่ใช่เรื่องของเราแล้ว เป็นเรื่องของสกรูที่ยึดผนัง ระดับน้ำ และระยะห่างระหว่างกรอบ ผมทำได้แค่ยืนมองภาพขึ้นผนังไปทีละใบ แล้วคอยตอบว่าเอียงไปนิดนึงไหม เว้นระยะแบบนี้ได้ไหม

การรอที่ทำอะไรไม่ได้แบบนี้ ผมคุ้นเคยดี มันเหมือนนั่งอยู่ในบังไพรรอสัตว์ป่าออกมา ต่างกันแค่คืนนั้นสิ่งที่ผมรอคือภาพของตัวเอง

ภาพสิบสองภาพขึ้นครบตอนตีสี่ ป่า ภูเขา ลำห้วย เปลือกไม้ ค่าง เนื้อทราย ทั้งหมดลอยอยู่บนพื้นหลังสีฟ้าที่เป็นลายไม้ฝาบ้าน

ผมยืนดูอยู่พักหนึ่ง มันตรงกับภาพที่วาดไว้ในหัว ซึ่งไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยนัก

เรากลับกันตอนเกือบหกโมงเช้า งานเริ่มสิบโมง

ลำดับการติดตั้งคืนนั้นไม่มีความหมายอะไรเป็นพิเศษ มันเป็นเรื่องของคิวช่างและขนาดงาน แต่ผมนึกถึงมันอยู่หลายวันหลังจากนั้น ว่าบ้านหลังที่มาก่อนทุกหลัง กลับเป็นหลังที่เราจัดการเป็นอันสุดท้ายเสมอ ทั้งในคืนนั้นและนอกห้องนิทรรศการ

ระหว่างการติดตั้งนิทรรศการบ้านหลังแรก

เสื้อตัวหนึ่งที่พาไปเจอบ้าน

จุดเริ่มต้นของนิทรรศการนี้ไม่ได้เริ่มที่กล้อง แต่เริ่มที่โต๊ะประชุมเรื่องเสื้อ

ทุกปีมูลนิธิจะผลิตเสื้อรำลึกออกมาหนึ่งลาย ปีนี้เจ้าหน้าที่ฝ่ายของที่ระลึกกับผม นั่งลงคุยกันว่าจะออกแบบเป็นอะไรดี วิธีที่เราใช้คือย้อนกลับไปดูของเก่า รื้อค้นลายเสื้อเท่าที่จะหาได้ว่าเราเคยทำอะไรไปแล้วบ้าง

แล้วเราก็เห็นรูปแบบหนึ่งที่ซ้ำกันเกือบทุกปี

ลายเสื้อของเราวนอยู่กับสามอย่าง คือใบหน้าของสืบ นาคะเสถียร รูปปั้นของเขา และตัวเลขปีที่รำลึก สามสิบสี่ สามสิบห้า สามสิบหก ทั้งหมดล้วนชี้กลับไปที่ตัวคนคนเดียว ซึ่งก็ถูกต้องตามเจตนา แต่มีอย่างหนึ่งที่เราไม่เคยหยิบมาใช้เลยตลอดหลายสิบปี

บ้านของเขา

บ้านริมห้วยทับเสลาที่เขาใช้ชีวิตช่วงสุดท้าย บ้านที่กลายเป็นสถานที่ที่คนเดินทางไปกราบไหว้ทุกปี แต่ไม่เคยถูกใช้เป็นภาษาในการสื่อสาร

พอคำว่า “บ้าน” โผล่ขึ้นมา มันก็ไม่ยอมหายไปไหน ผมเริ่มเอาคำนี้ไปทาบกับงานที่พวกเราทำกันอยู่ทุกวัน แล้วพบว่ามันทาบได้พอดีจนน่าตกใจ งานอนุรักษ์ทั้งหมดที่มูลนิธิทำ ถ้าตัดศัพท์เทคนิคออก มันคือการพยายามรักษาบ้านของใครสักคนไว้ทั้งนั้น

คอนเซปต์ของงานรำลึกปีนี้จึงถูกแบ่งออกเป็นบ้านสามหลัง

บ้านสืบ นาคะเสถียร และเสื้อรำลึก 36 ปี สืบนาคะเสถียร
บ้านสืบ นาคะเสถียร และเสื้อรำลึก 36 ปี สืบนาคะเสถียร

ทำไมหลังแรกถึงต้องเป็นป่า

บ้านหลังที่สองคือบ้านของสืบ นาคะเสถียร จุดเริ่มต้นของงานอนุรักษ์ในแบบที่เรารู้จักกันทุกวันนี้ บ้านหลังที่สามคือบ้านของพวกเราทุกคน บ้านที่กำลังเจอภัยคุกคามและเป็นคำถามว่าจะรักษากันอย่างไร

ส่วนหลังแรกคือผืนป่า

เหตุผลง่ายกว่าที่คิด ถ้าย้อนกลับไปให้นานพอ ทุกสิ่งมีชีวิตล้วนอาศัยอยู่ในป่ามาก่อน ก่อนจะมีสิ่งปลูกสร้าง ก่อนจะมีผนัง ก่อนจะมีคำว่าหลังคา ป่าไม่เคยเป็นสถานที่ที่เราไปเที่ยว มันคือที่ที่เราออกมา

ผมเลือกใช้ลายไม้ฝาสีฟ้าของบ้านพี่สืบเป็นพื้นหลังให้ภาพธรรมชาติทั้งหมด ไม่ใช่เพราะมันสวย แต่เพราะมันตรงตามหน้าที่ของมันจริงๆ ในงานอนุรักษ์ บ้านหลังนั้นคือเบื้องหลัง เป็นฉากที่ทุกอย่างเกิดขึ้นข้างหน้ามัน โดยที่ตัวมันเองไม่เคยขยับไปไหน

ภาพป่าที่แขวนอยู่บนผนังบ้านของคนที่ยอมตายเพื่อผืนป่า ผมว่ามันพูดได้มากกว่าที่ผมจะเขียนอธิบาย

สิบสองภาพบนผนังนั้นแบ่งเป็นสามกลุ่ม ป่ากว้างเจ็ดภาพ รายละเอียดสามภาพ และสัตว์ป่าสองภาพ ไม่ใช่สัดส่วนที่คำนวณมา แต่เป็นสัดส่วนที่เหลืออยู่หลังจากตัดทิ้งไปเรื่อยๆ จนเหลือเท่าที่ผนังรับไหว

ผืนป่าและต้นไม้ใหญ่
ต้นไม้ใหญ่กลางผืนป่าที่อุดมสมบูรณ์

ห้าภาพ แล้วก็วางกล้องลง

ถ้าต้องเลือกภาพเดียวจากทั้งผนังที่ผมจำวันถ่ายได้ทุกนาที มันคือภาพภูเขาที่ถ่ายจากบ้านต้นไม้ริมอ่างเก็บน้ำห้วยทับเสลา

วันนั้นฝนตกหนักมาตลอด ผมขึ้นไปนั่งรอสัตว์ป่าตอนที่ฝนใกล้จะหยุด แล้วก็รออยู่อย่างนั้น ป่าเงียบผิดปกติ ไม่มีสัตว์ใหญ่ออกมาให้เห็นสักตัว การรอที่ไม่ได้อะไรกลับมาเป็นเรื่องปกติของงานนี้ คนที่ไม่เคยทำมักคิดว่าเราออกไปถ่ายรูป แต่จริงๆ เราออกไปนั่งรอ แล้วบางครั้งก็ได้ถ่ายรูป

จนฟ้าเปิด

แสงเอียงลงมาทำมุมจนเกิดเงาพาดบนสันเขาตรงหน้า ความชื้นจากฝนยังลอยอยู่เป็นฝ้าบางๆ ผมยกกล้องขึ้นแล้วกดชัตเตอร์ไป ไม่เกินห้าภาพ

แล้วผมก็วางกล้องลง นั่งดูมันจนแสงหมด

ผมไม่รู้ว่าทำไมวันนั้นถึงไม่ถ่ายต่อ ปกติผมจะไล่เก็บจนกว่าจะแน่ใจ แต่วันนั้นรู้สึกว่าห้าภาพพอแล้ว และสิ่งที่อยู่ตรงหน้าไม่ได้มีไว้ให้เก็บอย่างเดียว

นี่คือภาพที่ผมคิดว่าอธิบายคำว่าบ้านหลังแรกได้ดีที่สุด เพราะมันเป็นภาพของป่าที่กำลังทำหน้าที่ของมันอยู่ โดยไม่สนใจเลยว่ามีใครกำลังดูหรือเปล่า

ป่าหลังฝนตก
ป่าห้วยขาแข้งหลังฝนตก

เส้นแบ่งที่ธรรมชาติขีดเอง

ภาพใบใหญ่ที่สุดบนผนังเป็นภาพมุมสูง มีแนวเส้นสีขาวลากผ่ากลางผืนป่าเขียวเข้ม

หลายคนที่เห็นครั้งแรกคิดว่าเป็นถนน มันไม่ใช่ นั่นคือลำห้วยในช่วงที่น้ำแห้งจนโขดหินสีขาวโผล่ขึ้นมาทั้งแนว ตัดกับสีของป่าจนดูเหมือนมีคนลากเส้นลงไป

แต่พอมองนานๆ ผมก็คิดว่าการที่คนเข้าใจผิดนั้นไม่ได้ผิดเสียทีเดียว เพราะเส้นแบ่งที่ชัดเจนที่สุดในธรรมชาติ อาจจะเป็นลำน้ำนี่แหละ

ลำห้วยเป็นทั้งเส้นแบ่งและกำแพงในเวลาเดียวกัน ถ้าน้ำไม่ลด การข้ามไปมาของสัตว์ก็เป็นเรื่องยาก และสิ่งที่ทำให้พวกมันข้ามได้ก็ไม่ใช่สิ่งที่ใครสร้างขึ้น แต่เป็นกิ่งไม้หรือต้นไม้ที่ล้มพาดเชื่อมสองฝั่งเข้าด้วยกัน

สะพานที่ธรรมชาติสร้างเอง ไม่มีพิธีเปิด ไม่มีใครตัดริบบิ้น

ผมชอบความย้อนแย้งตรงนี้ เพราะข้อความบนผนังเขียนไว้ว่านี่คือป่าก่อนที่จะมีคำว่าของใคร แต่ภาพที่ใหญ่ที่สุดกลับเป็นภาพของเส้นแบ่ง เพียงแต่เป็นเส้นแบ่งที่ไม่มีใครเป็นคนขีด และไม่มีใครอ้างกรรมสิทธิ์

ลำห้วยแห้ง ไม่มีน้ำ
ลำห้วยใกล้ ๆ หน่วยพิทักษ์ป่าซับฟ้าผ่าในฤดูแล้ง

สามภาพที่อยู่ต่ำกว่าสายตา

บนผนังมีภาพอยู่สามภาพที่คนเดินผ่านอาจไม่เข้าใจว่าทำไมต้องมี

ภาพแรกเป็นกอไผ่ ภาพที่สองเป็นเปลือกไม้เต็มเฟรม ภาพที่สามเป็นพุ่มไม้เตี้ยๆ บนพื้นป่า ไม่มีสัตว์ ไม่มีภูเขา ไม่มีอะไรที่จะเอาไปลงโซเชียลแล้วมีคนกดไลก์

ผมใส่มันเข้าไปเพราะเวลาเราพูดถึงป่า เรามักนึกถึงต้นไม้ใหญ่ ทรงพุ่มหนาทึบ ร่มเงามืดครึ้ม ภาพจำของป่าในหัวคนส่วนใหญ่จึงอยู่สูงจากพื้นขึ้นไปหลายสิบเมตร

แต่ป่าไม่ได้ทำงานอยู่แค่ตรงนั้น

ในป่ายังมีต้นไม้ต้นเล็กต้นน้อยที่สำคัญไม่แพ้กัน เพียงแต่มันอยู่ต่ำเกินกว่าที่เราจะมองเห็นว่ามันสำคัญ ลูกไม้ที่รอโอกาสจะโตขึ้นแทนต้นใหญ่ กอไผ่ที่เป็นทั้งอาหารและที่หลบของสัตว์หลายชนิด เปลือกไม้ที่มีมอส เฟิร์น และไลเคนเกาะอยู่ ทั้งหมดนี้คือส่วนประกอบของป่าเท่าๆ กับยอดไม้ที่เราถ่ายกัน

ผมอยากให้คนที่มายืนหน้าผนังนี้มองป่าเป็นก้อนเดียว ไม่ใช่มองแค่สิ่งที่สูงพอจะเข้าเฟรม

ต้นไม้ต้นเล็ก
กอไผ่ ใบไม้ใบเล็ก ๆ และเปลือกไม้ กลางป่าเขาสิบห้าชั้น

เจ้าของบ้านสองชนิดที่ไม่วิ่งหนี

ในสิบสองภาพ มีสัตว์ป่าอยู่แค่สองภาพ เป็นค่างหนึ่งภาพ และเนื้อทรายอีกหนึ่งภาพ

น้อยจนดูเหมือนผมลืม แต่ผมตั้งใจ

ภาพสัตว์ป่าที่เราคุ้นเคยกันมักเป็นภาพที่มีแอ็กชัน วิ่ง ล่า ถูกล่า ยิ่งมีการเคลื่อนไหวมาก ยิ่งดูเหมือนได้ภาพรางวัล
แต่คราวนี้ผมเลือกภาพที่ไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย

ทั้งค่างและเนื้อทรายในภาพกำลังนิ่งอยู่ ตอนที่เราเจอกัน — ผมก็ไม่แน่ใจว่าใครเจอใครก่อน — พวกมันไม่ได้ตื่นตระหนก ไม่ได้วิ่ง ทำหน้าเฉยๆ มองกลับมาแล้วก็ทำอย่างอื่นต่อ เหมือนประเมินแล้วว่าสิ่งที่ยืนอยู่ตรงนั้นไม่มีพิษมีภัย และไม่ใช่ศัตรูของพวกมัน

พอพวกมันนิ่ง ผมก็ต้องนิ่งตาม

ผมคิดถึงเรื่องนี้อยู่นาน แล้วก็เข้าใจว่าทำไมสองภาพนี้ถึงต้องอยู่ในนิทรรศการที่ชื่อว่าบ้าน เพราะความหมายที่แท้จริงของบ้านไม่ใช่สิ่งปลูกสร้าง แต่คือพื้นที่ปลอดภัยที่เราวางใจพอจะไม่ต้องระวังตัว

สัตว์ป่าที่ยืนนิ่งอยู่ได้ คือหลักฐานว่าบ้านหลังนั้นยังสงบสุขดี

และในทางกลับกัน สัตว์ป่าที่วิ่งหนีทันทีที่เห็นคน ก็เป็นหลักฐานของอีกเรื่องหนึ่งเหมือนกัน

สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง
ค่างแว่นถิ่นเหนือและฝูงเนื้อทราย

ภาพที่ยังไม่มีอยู่จริง

มีชายคนหนึ่งถามผมว่ามีภาพไหนที่อยากใส่แต่ไม่ได้ใส่บ้าง

มี แต่มันไม่ได้อยู่ในฮาร์ดดิสก์ มันอยู่ในหัว

เป็นภาพที่ผมเห็นชัดมากว่าอยากให้ออกมาเป็นอย่างไร แต่ยังถ่ายไม่ได้สักที ผมเล่าถึงมันไม่ได้หรอกว่าเป็นภาพอะไร เพราะมันจะกลายเป็นแค่คำอธิบาย ผมคงต้องถ่ายมันให้ได้ก่อน แล้วค่อยเอามาให้ดู

สิบสองภาพบนผนังนี้จึงไม่ใช่ภาพที่ดีที่สุดที่ผมอยากจะถ่าย มันคือภาพที่ดีที่สุดที่ผมถ่ายได้แล้ว ณ วันที่ต้องส่งไฟล์เข้าโรงพิมพ์ ซึ่งเป็นคนละเรื่องกัน

เรื่องเวลาเป็นข้อจำกัดที่หนักที่สุดของงานนี้ ตั้งแต่ออกแบบ เลือกภาพ ผลิต จนถึงติดตั้ง แทบไม่ทัน สุดท้ายวิธีแก้ก็มีอยู่ทางเดียวคือเอาแรงเข้าแลก ทำงานติดกันจนไม่ได้นอน เพื่อให้ผนังเสร็จก่อนที่คนแรกจะเดินเข้ามาเยี่ยมชมนิทรรศการ

ผมไม่ได้เล่าเรื่องนี้เพื่อจะบอกว่าเราทุ่มเทแค่ไหน แต่เพื่อจะบอกว่านี่คือหน้าตาจริงๆ ของงานสื่อสารในองค์กรที่ทำงานอนุรักษ์ เราไม่ได้มีเวลาเท่าที่ควรจะมี และเราก็ทำมันออกมาด้วยเวลาเท่าที่มี

ผนังที่ผมไม่ได้ยืนดู

สารภาพตามตรง จนถึงวันที่เขียนบทความนี้ ผมยังไม่รู้เลยว่านิทรรศการนี้เป็นอย่างไรในสายตาคนดู

ผมไม่มีเวลาไปยืนเฝ้าผนังของตัวเอง ไม่มีเวลาไปพูดคุยกับคนที่สงสัย วันงานผมมีหน้าที่อื่นต้องทำ ถ่ายภาพ เก็บงาน วิ่งไปวิ่งมา ผมเดินผ่านผนังนั้นอยู่หลายรอบ แต่ไม่เคยได้หยุดดูว่ามีใครยืนอยู่ตรงนั้นนานแค่ไหน เขาอ่านข้อความจนจบไหม เขาเห็นภาพแล้วกำลังคิดอะไร

ความรู้สึกมันทึมๆ อยู่เหมือนกัน เราทำของขึ้นมาชิ้นหนึ่งด้วยเวลาที่จำกัด แล้วก็ไม่รู้ว่ามันสื่อสารไปถึงใครบ้าง

มีอยู่อย่างเดียวที่พอจะเป็นคำตอบ คือหลังงานจบ เพื่อนบางคนติดต่อมาขอภาพเหล่านี้ไป

ผมไม่รู้เหตุผลที่แท้จริงว่าเขาจะเอาไปทำอะไร แต่เดาว่าคงเอาไปติดผนังบ้านของตัวเอง

ผมคิดเรื่องนี้อยู่นาน แล้วก็พบว่ามันตลกดี นิทรรศการที่ชื่อว่าบ้านหลังแรก สุดท้ายเดินทางไปจบลงบนผนังบ้านหลังที่สามของใครบางคน บ้านที่กำลังเจอภัยคุกคาม และเป็นคำถามว่าเราจะรักษามันไว้ได้อย่างไร

ป่าที่อยู่บนผนังห้องนั่งเล่นของใครสักคน อาจจะทำงานของมันต่อไปได้ ในแบบที่ผมมองไม่เห็น

ในคืนนั้นบ้านหลังแรกเสร็จเป็นหลังสุดท้าย และมันอาจจะเป็นแบบนั้นต่อไปเรื่อยๆ ถ้าเราไม่เปลี่ยนลำดับกันเสียใหม่

สิ่งที่ผมทำได้คือพูดแทนผืนป่าและสัตว์ป่าเหล่านี้ไปแล้ว
ที่เหลือก็แค่รอดูว่าผู้คนจะได้ยินมันมากน้อยแค่ไหน

ชมนิทรรศการภาพถ่าย
ผู้ชมนิทรรศการบ้านหลังแรก

บ้านหลังแรก

เช้าวันหนึ่งในป่า ที่ยังไม่มีใครเรียกว่าของตัวเอง หมอกยังไม่ทันจาง เสียงชะนีดังขึ้นจากยอดไม้
รอยเท้าเมื่อคืนยังอยู่บนดินริมห้วย ไม่มีใครมาถ่ายรูป ไม่มีใครมาจดบันทึก
และป่าก็ยังทำหน้าที่ของมันเหมือนที่ทำมาตลอด

นี่คือบ้านหลังแรก บ้านที่ไม่มีประตู ไม่มีเลขที่ ไม่มีชื่อใครในโฉนด
แต่มีทุกชีวิตอาศัยอยู่ร่วมกันมานาน ก่อนที่เราจะรู้จักคำว่า “ของเรา”
ภาพบนผนังนี้จึงไม่ได้บันทึกสิ่งที่หายไป แต่บันทึกสิ่งที่ยังอยู่
และยังรอให้เรากลับไปเป็นเพื่อนบ้านที่ดีอีกครั้ง

วิวภูเขา
บรรยากาศบนยอดเขาก่อนฝนตก
จุดชมวิวเขานางรำ
ต้นไม้หลากสี – ถ่ายจากจุดชมวิวเขานางรำ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง
อ่างเก็บน้ำทับเสลา
อ่างเก็บน้ำทับเสลาฤดูแล้ง
หมอกคลุมป่า
บรรยากาศป่าหลังฝนตกและหมอกเริ่มปกคลุม

ผู้เขียน

+ posts

ผู้ที่อยากบอกเล่าเรื่องราวจากผืนป่า ให้ตรงกับนามสกุล