ผ่านช่วงเวลามาได้สักระยะแล้วที่ชาวบ้านรอบเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้งต้องใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับ ‘ช้างป่า’ ที่ออกมาหากินนอกเขตอนุรักษ์ หลายหมู่บ้านต้องจัดเวรเฝ้าระวังช้างที่ออกจากป่าเข้ามากินพืชผลในไร่ บางคืนต้องออกไปเฝ้ากันจนเช้า ก่อนผลักช้างกลับเข้าป่าเมื่อสถานการณ์คลี่คลาย
แต่มิทันเรื่องเก่าจะคลี่คลาย ช่วงหลัง สถานการณ์มีสัตว์ป่าอีกชนิดเข้ามาเกี่ยวข้อง
‘เสือโคร่ง’ เริ่มปรากฏตัวใกล้พื้นที่ชุมชนมีกรณีเข้ามากินวัวของชาวบ้าน ทำให้ความกังวลของคนรอบป่าขยับไปอีกระดับ เพราะการเฝ้าระวังช้างกับการรับมือเสือเป็นคนละเรื่องกัน และความเสี่ยงที่เกิดขึ้นกับคนก็แตกต่างกัน
ประเด็นเหล่านี้ถูกนำมาพูดคุยในเวที ‘ครอบครัวห้วยขาแข้ง’ เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2569 ณ อาคารอนุสรณ์สถานสืบนาคะเสถียร (ในงานรำลึก 36 ปี สืบ นาคะเสถียร) ซึ่งมีทั้งตัวแทนจากภาครฐ องค์กรอนุรักษ์ เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า ผู้นำชุมชน อาสาสมัคร และชาวบ้านจากพื้นที่รอบห้วยขาแข้งมาร่วมหารือถึงปัญหาที่กำลังเกิดขึ้น


หนึ่งในเสียงจากชุมชนมาจาก ผู้ใหญ่บุญยืน ทวีลาภ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 12 ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 12 ตำบลแม่เปิน อำเภอแม่เปิน จังหวัดนครสวรรค์ ซึ่งเล่าถึงภาระที่ชาวบ้านต้องรับมือมาตลอดหลายปี
แกเล่าว่า เมื่อมีช้างออกจากป่า ชาวบ้านต้องจัดเวรเฝ้าระวังและช่วยกันผลักช้างกลับเข้าไปในพื้นที่อนุรักษ์ แต่ตอนนี้ยังต้องเฝ้าระวังเสือที่เข้ามาใกล้หมู่บ้านอีกต่อ
“สำหรับคนในพื้นที่ ความกังวลไม่ได้เกิดเฉพาะตอนออกไปทำไร่ เพราะเมื่อมีเสืออยู่ใกล้บ้าน การใช้ชีวิตประจำวันก็ต้องระมัดระวังมากขึ้น”
และชวนตั้งคำถามว่า เมื่อพื้นที่ห้วยขาแข้งเป็นพื้นที่อนุรักษ์ที่มีความสำคัญระดับโลก คนที่อยู่รอบผืนป่าจะได้รับการดูแลอย่างไร เมื่อสัตว์ป่าออกมาสร้างความเสียหายถึงพื้นที่ทำกิน
อีกฝั่งหนึ่งคือเจ้าหน้าที่ที่ต้องเข้าไปจัดการเหตุการณ์เหล่านี้
วิมล กองแก เจ้าหน้าที่ฝ่ายวิชาการ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง เล่าถึงการทำงานของชุดผลักดันสัตว์ป่าและทีมลาดตระเวนว่า พื้นที่รับผิดชอบมีขนาดกว้าง ขณะที่กำลังคนมีจำกัด เมื่อได้รับแจ้งเหตุ เจ้าหน้าที่ต้องเดินทางเข้าไปยังพื้นที่ให้เร็วที่สุด
บางครั้งระยะทางและสภาพพื้นที่ทำให้เจ้าหน้าที่ไปถึงช้า เมื่อไปถึง ความเสียหายก็เกิดขึ้นแล้ว
เจ้าหน้าที่เองต้องทำงานท่ามกลางแรงกดดันจากชุมชนที่กำลังสูญเสีย ขณะเดียวกันก็ต้องทำงานภายใต้ข้อจำกัดเรื่องกำลังคน งบประมาณ และเครื่องมือ

สถานการณ์แบบนี้ทำให้คำถามสำคัญไม่ได้อยู่ที่การผลักสัตว์กลับเข้าป่าเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมไปถึงข้อสงสัยที่ว่า ทำไมสัตว์ป่าถึงออกมา?
คำถามนี้ถูกหยิบขึ้นมาคุยในเวทีหลายครั้ง เพราะคำตอบเกี่ยวข้องโดยตรงกับวิธีรับมือในระยะยาว
การอนุรักษ์ที่ต่อเนื่องมาหลายสิบปีทำให้สัตว์ป่าหลายชนิดฟื้นตัว ประชากรที่เพิ่มขึ้นหมายถึงความต้องการอาหารและพื้นที่หากินที่เพิ่มตามไปด้วย ขณะเดียวกัน แหล่งน้ำ แหล่งอาหาร และสภาพพื้นที่ในป่าก็เปลี่ยนไปตามฤดูกาลและสภาพแวดล้อม
ในเวทีมีการพูดถึงการจัดทำแหล่งน้ำและแหล่งอาหารบริเวณชายป่าในอดีต ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อให้สัตว์มีอาหารเพียงพอ แต่ตำแหน่งของแหล่งอาหารก็มีผลต่อเส้นทางการเคลื่อนที่ของสัตว์เช่นกัน หากสัตว์เริ่มคุ้นเคยกับการหากินบริเวณชายป่า ระยะห่างระหว่างสัตว์กับพื้นที่เกษตรก็ลดลง
เมื่อพ้นแนวป่าออกมา ด้านนอกกลับมีทั้งไร่ข้าวโพด อ้อย มันสำปะหลัง และพื้นที่เลี้ยงสัตว์ ซึ่งกลายเป็นแหล่งอาหารที่เข้าถึงได้ง่าย
ส่วนเสือโคร่งมีเงื่อนไขแตกต่างออกไป การพบเสือออกนอกพื้นที่อนุรักษ์ต้องดูทั้งเรื่องจำนวนประชากร พฤติกรรมของเสือในแต่ละช่วงวัยที่ส่งผลต่อเส้นทางการเคลื่อนที่ พื้นที่หากิน และจำนวนสัตว์เหยื่อในพื้นที่ ซึ่งจิระเดช บุญมาก ผู้อำนวยการส่วนอนุรักษ์สัตว์ป่า สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 12 (นครสวรรค์) ย้ำในเวทีว่า ข้อมูลเหล่านี้มีความสำคัญต่อการตัดสินใจว่าจะรับมือกับสัตว์แต่ละตัวอย่างไร และต้องอิงกับหลักวิชาการเป็นสำคัญ รวมถึงต้องสื่อสารให้ประชาชนเข้าใจให้มากขึ้น


อย่างไรก็ดี เนื่องจากที่ผ่านมาความเสียหายเกิดขึ้นไปแล้ว อีกคำถามที่ปรากฏเป็นระยะวงสนทนาคือ แล้ว ใครจะช่วยชาวบ้าน การเยียวยาความเสียหายจะดำเนินการอย่างไร
ช้างเข้ากินพืชผล ความเสียหายเกิดขึ้นในไร่ของชาวบ้านทันที วัวถูกเสือกิน รายได้ของครอบครัวหายไปทันทีเช่นกัน แต่การขอรับความช่วยเหลือจากภาครัฐต้องผ่านขั้นตอนและเงื่อนไขหลายอย่าง
เวทีเสนอให้เร่งหาทางใช้กลไกที่มีอยู่เพื่อช่วยเหลือพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ รวมถึงการพิจารณาการประกาศพื้นที่ประสบภัยพิบัติในกรณีที่เข้าเกณฑ์ เพื่อให้สามารถนำงบประมาณเข้าไปช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบได้เร็วขึ้น
อีกข้อเสนอคือการมีกองทุนช่วยเหลือฉุกเฉินระดับชุมชน สำหรับกรณีที่ต้องช่วยเหลือครอบครัวที่ได้รับความเสียหายก่อนระหว่างรอกระบวนการของรัฐ
ประเด็นนี้มีความสำคัญกับชุมชน เพราะความเสียหายจากสัตว์ป่าไม่ได้เกิดขึ้นครั้งเดียวแล้วจบ หลายครอบครัวต้องรับมือกับเหตุการณ์ซ้ำหลายครั้ง ทั้งความเสียหายจากพืชผล ค่าใช้จ่ายในการเฝ้าระวัง และเวลาที่ต้องออกจากงานประจำเพื่อมาดูแลพื้นที่
นอกจากนี้ อีกเรื่องที่หารือกันคือ ระบบเฝ้าระวัง
หลายหมู่บ้านรอบห้วยขาแข้งเริ่มจัดระบบรับมือสัตว์ป่าด้วยตัวเอง ทั้งการตั้งเวรยาม การรวมกลุ่มอาสาสมัคร และการแจ้งข่าวเมื่อพบสัตว์ป่า แต่ทุกอย่างเป็นไปตามมีตามเกิด ตามกันอย่างถ้อยทีถ้อยอาศัย และยังต้องอาศัยการสนับสนุนจากหน่วยงานภายนอก
เสียงสะท้อนจากเวทีในสิ่งที่ชุมชนต้องการเพิ่ม คืออุปกรณ์และข้อมูลสำหรับทำงานให้ปลอดภัยขึ้น เช่น วิทยุสื่อสาร ไฟฉาย รถสำหรับเข้าพื้นที่ และระบบแจ้งเตือนที่รวดเร็ว
ในเวทีมีการพูดถึงการใช้กล้องดักภ่ายภาพสัตว์ป่า ที่ส่งข้อมูลได้แบบใกล้เคียงเวลาจริง รวมถึงการติดตามสัตว์บางตัวด้วย เพื่อให้รู้ความเคลื่อนไหวก่อนสัตว์จะเข้าถึงพื้นที่ชุมชน
หากมีข้อมูลเร็วพอ ชาวบ้านสามารถเก็บคนและสัตว์เลี้ยงออกจากพื้นที่เสี่ยง ขณะที่เจ้าหน้าที่มีเวลาเตรียมกำลังเข้ารับมือ
การใช้เทคโนโลยีจึงเข้ามาช่วยเติมช่องว่างระหว่างเวลาที่สัตว์เริ่มเคลื่อนที่กับเวลาที่เจ้าหน้าที่ได้รับแจ้งเหตุ

ปัญหาสัตว์ป่าออกนอกพื้นที่อนุรักษ์ไม่ได้เกิดเฉพาะที่ห้วยขาแข้ง และไม่มีคำตอบเดียวที่ใช้ได้กับสัตว์ทุกชนิด
สำหรับชุมชน เรื่องที่ต้องการคำตอบในวันนี้มีตั้งแต่การป้องกันไม่ให้สัตว์เข้าถึงพื้นที่ทำกิน การแจ้งเตือนที่เร็วขึ้น ไปจนถึงการช่วยเหลือเมื่อเกิดความเสียหาย
สำหรับเจ้าหน้าที่ คำถามสำคัญคือจะทำงานในพื้นที่กว้างด้วยกำลังและทรัพยากรที่มีอยู่ได้อย่างไร
ส่วนในระดับพื้นที่อนุรักษ์ ยังต้องมีข้อมูลมากขึ้นว่าแหล่งน้ำ แหล่งอาหาร และเส้นทางการเคลื่อนที่ของสัตว์กำลังเปลี่ยนไปอย่างไร
เวทีครอบครัวห้วยขาแข้งในปี 2569 ได้เปิดพื้นที่ให้คำถามเหล่านี้ถูกพูดออกมาพร้อมกัน ทั้งจากคนที่อยู่ในป่าและคนที่อยู่รอบป่า
สำหรับห้วยขาแข้ง ความสำเร็จของการอนุรักษ์เดินทางมาไกลกว่าการรักษาผืนป่าให้คงอยู่ วันนี้โจทย์ที่ตามมาคือการทำให้สัตว์ป่าที่กลับมาใช้พื้นที่อีกครั้งสามารถอยู่ในระบบนิเวศได้ ขณะที่คนซึ่งใช้ชีวิตอยู่รอบผืนป่าก็ยังสามารถทำมาหากินและใช้ชีวิตได้อย่างปลอดภัย
คำตอบของเรื่องนี้ยังต้องใช้ทั้งข้อมูลจากพื้นที่ ประสบการณ์ของเจ้าหน้าที่ และเสียงจากชุมชนที่ต้องอยู่กับสถานการณ์ทุกวัน
กิจกรรมเวทีครอบครัวห้วยขาแข้งและกิจกรรมลดผลกระทบจากสัตว์ป่าร่วมกับชุมชนและหน่วยงานอนุรักษ์ในพื้นที่ โดยได้รับงบประมาณสนับสนุนจากโครงการธรรมชาติปลอดภัย
ผู้เขียน
ทำงานอิสระที่เกี่ยวข้องกับหนังสือ การเขียน เรื่องสิ่งแวดล้อมและดนตรีนอกกระแส - เวลาส่วนใหญ่ของชีวิตใช้ไปกับการนั่งมองความเคลื่อนไหวของใบไม้และสายลม



