องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) เผยแพร่รายงาน Global Forest Resources Assessment 2025 (FRA 2025) โดยได้สำรวจสถานการณ์ป่าไม้จากข้อมูล 236 ประเทศและดินแดนทั่วโลก
ข้อมูลพบว่าในปี 2025 โลกมีพื้นที่ป่าประมาณ 4,140 ล้านเฮกตาร์ (25,875 ล้านไร่) หรือคิดเป็น 32 เปอร์เซ็นต์ ของพื้นที่ดินทั้งหมดบนโลก
หากย้อนกลับไปดูเมื่อปี 1990 โลกมีพื้นที่ป่าประมาณ 4,343 ล้านเฮกตาร์ (27,144 ล้านไร่) หมายความว่าตลอด 35 ปีที่ผ่านมา พื้นที่ป่าทั่วโลกลดลงสุทธิประมาณ 203 ล้านเฮกตาร์ (1,269 ล้านไร่)
ป่าเขตร้อนมีพื้นที่มากที่สุด คิดเป็น 45 เปอร์เซ็นต์ ของป่าทั่วโลก รองลงมาคือป่าเขตหนาว 28 เปอร์เซ็นต์ ป่าเขตอบอุ่น 17 เปอร์เซ็นต์ และป่ากึ่งเขตร้อน 11 เปอร์เซ็นต์
ส่วนประเทศที่มีพื้นที่ป่ามากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ รัสเซีย บราซิล แคนาดา สหรัฐอเมริกา และจีน ทั้ง 5 ประเทศมีพื้นที่ป่ารวมกันถึง 54 เปอร์เซ็นต์ ของป่าทั้งหมดบนโลก
ซึ่งระหว่างปี 1990 – 2025 ประเทศต่างๆ ทั่วโลกได้สูญเสียพื้นที่ป่าจากการตัดไม้ทำลายป่าไปแล้วประมาณ 489 ล้านเฮกตาร์ (3,056.25 ล้านไร่)
แม้อัตราการตัดไม้ทำลายป่าจะลดลงต่อเนื่อง จากเฉลี่ย 17.6 ล้านเฮกตาร์ต่อปี (110 ล้านไร่ต่อปี) ในช่วงปี 1990 – 2000 เหลือ 13.6 ล้านเฮกตาร์ต่อปี (85 ล้านไร่ต่อปี) ในช่วงปี 2000 – 2015 และลดลงเหลือ 10.9 ล้านเฮกตาร์ต่อปี (68.13 ล้านไร่ต่อปี) ในช่วงปี 2015 – 2025 แต่นั่นก็เท่ากับว่า ยังเกิดการสูญเสียพื้นที่ป่าจากการตัดไม้ทำลายป่าปีละเกือบ 68 ล้านไร่
พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดยังเป็นเขตร้อน คิดเป็น 88 เปอร์เซ็นต์ ของพื้นที่ป่าที่ถูกทำลายทั้งหมดในช่วง 35 ปีที่ผ่านมา
โดยอัตราการตัดไม้ทำลายป่าในเขตร้อนลดลงจาก 15.9 ล้านเฮกตาร์ต่อปี (99.38 ล้านไร่ต่อปี) ในช่วงปี 1990 – 2000 เหลือ 9.42 ล้านเฮกตาร์ต่อปี (58.88 ล้านไร่ต่อปี) ในช่วงปี 2015 – 2025
เมื่อแยกตามภูมิภาค อเมริกาใต้ยังเป็นพื้นที่ที่มีการตัดไม้ทำลายป่ามากที่สุดในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา เฉลี่ย 4.22 ล้านเฮกตาร์ต่อปี (26.38 ล้านไร่ต่อปี) ตามด้วยแอฟริกา 3.45 ล้านเฮกตาร์ต่อปี (21.56 ล้านไร่ต่อปี)
แม้การตัดไม้ทำลายป่าจะลดลง แต่พื้นที่ป่าที่เพิ่มขึ้นใหม่ก็ลดลงด้วยเช่นกัน จากที่เคยเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 9.88 ล้านเฮกตาร์ต่อปี (61.75 ล้านไร่ต่อปี) ในช่วงปี 2000 – 2015 เหลือ 6.78 ล้านเฮกตาร์ต่อปี (42.38 ล้านไร่ต่อปี) ในช่วงปี 2015–2025
ข้อมูลที่น่าห่วงคือ พื้นที่ป่าที่เติบโตและฟื้นตัวตามธรรมชาติ (Naturally regenerating forests) ซึ่งเป็นป่าส่วนใหญ่ของโลก
FAO ระบุว่า ป่าประเภทนี้มีพื้นที่ประมาณ 3,830 ล้านเฮกตาร์ (23,937.5 ล้านไร่) คิดเป็น 92 เปอร์เซ็นต์ ของพื้นที่ป่าทั่วโลก ส่วนอีก 8 เปอร์เซ็นต์ เป็นป่าปลูก
แต่ระหว่างปี 1990 – 2025 พื้นที่ป่าที่เติบโตและฟื้นตัวตามธรรมชาติหายไปแล้ว 324 ล้านเฮกตาร์ (2,025 ล้านไร่) แม้อัตราการสูญเสียจะลดลงจากเฉลี่ย 13.8 ล้านเฮกตาร์ต่อปี (86.25 ล้านไร่ต่อปี) ในช่วงปี 1990 – 2000 เหลือ 6.97 ล้านเฮกตาร์ต่อปี (43.56 ล้านไร่ต่อปี) ในช่วงปี 2015 – 2025
ป่าธรรมชาติเป็นพื้นที่ที่ต้นไม้และสิ่งมีชีวิตเติบโตขึ้นตามกระบวนการของธรรมชาติ มีองค์ประกอบของระบบนิเวศที่สั่งสมมาเป็นเวลานาน การมีต้นไม้เพิ่มขึ้นจากการปลูกใหม่จึงไม่ได้หมายความว่าจะได้ป่าที่มีสภาพเหมือนเดิมกลับคืนมาในทันที
นอกจากพื้นที่ป่าตามนิยามหลัก FAO ยังเก็บข้อมูลพื้นที่อีกกลุ่มหนึ่งที่เรียกว่า Other land with tree cover หรือพื้นที่ประเภทอื่นที่มีต้นไม้ปกคลุม กล่าวคือ เป็นพื้นที่ที่มีต้นไม้ขึ้นอยู่ แต่ไม่ได้ถูกนับเป็นป่า เพราะมีวัตถุประสงค์การใช้ประโยชน์ที่ดินอย่างอื่นเป็นหลัก เช่น สวนผลไม้ พื้นที่ปลูกปาล์ม ระบบวนเกษตรที่ปลูกต้นไม้ร่วมกับพืชเกษตร รวมถึงต้นไม้ในเมืองอย่างสวนสาธารณะและแนวต้นไม้ริมถนน
ข้อมูลปี 2025 พบว่า พื้นที่วนเกษตรทั่วโลกมีประมาณ 55.4 ล้านเฮกตาร์ (346.25 ล้านไร่) พื้นที่ปลูกปาล์ม 12.8 ล้านเฮกตาร์ (80 ล้านไร่) สวนไม้ผล 32.1 ล้านเฮกตาร์ (200.63 ล้านไร่) และต้นไม้ในพื้นที่เมืองประมาณ 26.9 ล้านเฮกตาร์ (168.13 ล้านไร่)
เมื่อเทียบกับปี 1990 พื้นที่วนเกษตรเพิ่มขึ้น 5.27 ล้านเฮกตาร์ (32.94 ล้านไร่) สวนไม้ผลเพิ่มขึ้น 8.08 ล้านเฮกตาร์ (50.5 ล้านไร่) ส่วนพื้นที่ปลูกปาล์มขยายตัวมากกว่า 2 เท่า ขณะที่ต้นไม้ในเมืองเพิ่มขึ้น 8.94 ล้านเฮกตาร์ (55.88 ล้านไร่)
อีกประเภทหนึ่งที่ FAO แยกออกมาติดตามคือ Other wooded land หรือพื้นที่ป่าไม้ประเภทอื่น หมายถึงพื้นที่ที่มีต้นไม้และพืชพรรณไม้ยืนต้นขึ้นอยู่ แต่มีความหนาแน่นไม่ถึงเกณฑ์ที่จะจัดเป็นป่าตามนิยามหลัก
ตัวอย่างเช่น ป่าโปร่ง ทุ่งหญ้าที่มีต้นไม้กระจายตัว และพื้นที่แห้งแล้งที่มีไม้ยืนต้นขึ้นอยู่ไม่หนาแน่น พื้นที่เหล่านี้อาจดูไม่เหมือนป่าทึบ แต่ยังมีความสำคัญต่อระบบนิเวศและเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิตหลายชนิด
ในปี 2025 พื้นที่ประเภทดังกล่าวมีประมาณ 1,091 ล้านเฮกตาร์ (6,818.75 ล้านไร่) หรือคิดเป็น 8 เปอร์เซ็นต์ ของพื้นที่ดินทั้งหมด โดยแอฟริกามีพื้นที่มากที่สุดประมาณ 482 ล้านเฮกตาร์ (3,012.5 ล้านไร่) ตามด้วยเอเชีย 181 ล้านเฮกตาร์ (1,131.25 ล้านไร่) และอเมริกาใต้ 175 ล้านเฮกตาร์ (1,093.75 ล้านไร่)
แต่เมื่อเปรียบเทียบกับปี 1990 พบว่าพื้นที่ประเภทนี้ลดลงสุทธิประมาณ 23.5 ล้านเฮกตาร์ (146.88 ล้านไร่) โดยแอฟริกาเป็นภูมิภาคที่สูญเสียพื้นที่มากที่สุด
ทั้งนี้ การสำรวจพื้นที่ป่าโปร่งยังทำได้ยากกว่าป่าทึบ เพราะต้นไม้ขึ้นกระจายตัวและมีเรือนยอดปกคลุมไม่มาก โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีเรือนยอดไม้ปกคลุมเพียง 5 – 10 เปอร์เซ็นต์ ทำให้บางประเทศยังมีข้อจำกัดในการเก็บข้อมูลและติดตามการเปลี่ยนแปลง
กล่าวโดยสรุป แม้ตัวเลขการตัดไม้ทำลายป่าจะลดลงจากอดีต แต่ป่าธรรมชาติยังคงถูกทำลาย ขณะที่พื้นที่ป่าที่เพิ่มขึ้นใหม่ก็มีอัตราลดลงเช่นกัน
อ้างอิง
ผู้เขียน
ทำงานอิสระที่เกี่ยวข้องกับหนังสือ การเขียน เรื่องสิ่งแวดล้อมและดนตรีนอกกระแส - เวลาส่วนใหญ่ของชีวิตใช้ไปกับการนั่งมองความเคลื่อนไหวของใบไม้และสายลม



