การเคลื่อนที่ของฝูงสัตว์ป่า เป็นรูปแบบขั้นพื้นฐานที่กำหนดโครงสร้างของประชากร ความหลากหลายทางพันธุกรรม และความอยู่รอดของชนิดพันธุ์ โดยเฉพาะเมื่อยามที่ถิ่นอาศัยเดิมเกิดความเปลี่ยนแปลง เช่น ถูกตัดขาดจากกันด้วยกิจกรรมของมนุษย์
ในความไม่เป็นธรรมชาติที่เกิดขึ้น หากเราสามารถเข้าใจรูปแบบการเคลื่อนที่ของสัตว์ รับรู้ถึงเวลาออกเดินทางหรือพักหากิน สาเหตุการเคลื่อนย้าย เช่น อาจมีภัยคุกคามเกิดขึ้นในพื้นที่ ย่อมนำไปสู่วางแผนการจัดการงานอนุรักษ์ให้ง่ายขึ้นได้
ซึ่งอดีตที่ผ่านมา การศึกษาการเคลื่อนที่ของสัตว์ป่ามักใช้วิธีจับสัตว์เพื่อติดปลอกคอวิทยุ แต่วิธีดังกล่าวมีค่าใช้จ่ายสูง บางกรณีอาจทำให้สัตว์เครียด มีข้อจำกัดเรื่องพลังงาน บางครั้งยังต้องคอยติดตามเก็บปลอกคอที่หลุดออก และเป็นการเก็บข้อมูลรายตัว
แต่พอมีเทคโนโลยีกล้องดักถ่ายภาพอัตโนมัติ ในการศึกษานอกจากไม่รบกวนสัตว์ป่าโดยตรงแล้ว ยังสามารถศึกษาการเคลื่อนที่ได้คราวละมากขึ้นด้วย
ทั้งนี้ ต้องกล่าวไว้ก่อนว่าการติดตามสัตว์ป่า ไม่ว่าด้วยปลอกคอวิทยุหรือกล้องดักถ่ายล้วนแต่มอบข้อมูลสำคัญให้กับผู้ศึกษา ต่างมีข้อดีข้อเสียกันคนละแบบ ขึ้นอยู่กับว่าผู้ใช้ต้องการมุมมองการศึกษาแบบใด จากสัตว์ หรือจากพื้นที่ และบทความชุดนี้ไม่ได้ทำขึ้นเพื่อเปรียบเทียบคุณสมบัติหรือด้อยค่าอุปกรณ์ชิ้นใด วัตถุประสงค์หลักมีขึ้นเพื่อบอกเล่าเรื่องราวการทำงานของกล้องดักถ่ายภาพสัตว์ป่า ดังที่เขียนไปแล้วในตอนที่ 1 – 3
กลับมาเข้าเรื่องกันต่อถึงตัวอย่างการศึกษาการเคลื่อนที่ของสัตว์ด้วยกล้องดักถ่ายภาพ และในที่นี้ขอกล่าวถึงประเด็นที่เมื่อสัตว์ป่าออกมาหากินนอกพื้นที่อนุรักษ์ ซึ่งปฏิเสธมิได้ว่าผลที่ตามมา มักนพไปสู่ความขัดแย้งระหว่างคนกับสัตว์ป่า การสำรวจติดตามและจัดทำข้อมูลโดยใช้กล้องดักถ่ายสามารถช่วยให้เราข้อมูลและออกแบบงานอนุรักษ์ได้หลายมิติ อาทิ
เมื่อป่าถูกตัดแยกเป็นหย่อม สัตว์ป่าจำเป็นต้องเคลื่อนที่ข้ามพื้นที่ที่มีมนุษย์ครอบครองเพื่อหาอาหาร คู่ผสมพันธุ์ หรือแหล่งน้ำใหม่ หากการเคลื่อนที่ถูกปิดกั้น ประชากรจะเกิดภาวะโดดเดี่ยว นำไปสู่การผสมพันธุ์เลือดชิด เสี่ยงต่อการติดโรคระบาด การใช้กล้องดักถ่ายภาพช่วยให้เราเห็นเส้นทางเดินที่สัตว์ใช้จริง ทำให้สามารถกำหนดพื้นที่ที่ต้องได้รับคุ้มครองเป็นพิเศษเพื่อรักษาความเชื่อมโยงของระบบนิเวศ
ประเด็นต่อมา ข้อมูลการเคลื่อนที่ช่วยลดความขัดแย้งระหว่างคนและสัตว์ป่า เพราะการทำความเข้าใจช่วงเวลาและเส้นทางที่สัตว์ผู้ล่า เช่น เสือโคร่ง หรือสัตว์กินพืชขนาดใหญ่อย่างช้าง เคลื่อนที่ออกมาใกล้พื้นที่เกษตรกรรม ช่วยให้ชุมชนและหน่วยงานรัฐสามารถวางแผนป้องกันได้อย่างแม่นยำ เช่น การแจ้งเตือนภัยแบบเรียลไทม์ หรือการจัดการพื้นที่กันชน เพื่อลดความสูญเสียทั้งชีวิตสัตว์และทรัพย์สินของมนุษย์
ประการที่สาม การศึกษาการเคลื่อนที่เป็นพื้นฐานในการประเมินความหนาแน่นและสถานภาพของประชากร ในสัตว์ที่ระบุตัวตนรายตัวได้ยาก การเคลื่อนที่เป็นตัวแปรสำคัญในโมเดลทางสถิติ เช่น Random Encounter Model (REM) ซึ่งต้องใช้ค่าความเร็วการเคลื่อนที่เฉลี่ยมาคำนวณร่วมกับอัตราการถูกถ่ายภาพเพื่อย้อนกลับไปหาค่าความหนาแน่นที่แท้จริง หากไม่มีข้อมูลการเคลื่อนที่ การประมาณประชากรจะคลาดเคลื่อนอย่างมาก ส่งผลต่อความผิดพลาดในการวางแผนอนุรักษ์ โดยเฉพาะต่อระดับประเทศ
ที่ผ่านมา มีตัวอย่างของการนำกล้องดักถ่ายมาใช้เพื่อการศึกษาสัตว์ป่าเกิดขึ้นในหลายกรณี หนึ่งในตัวอย่างที่เห็นภาพชัดคือ การศึกษาในพื้นที่โครงการเชื่อมผืนป่าบนทางหลวงหมายเลข 304
ทางหลวงหมายเลข 304 ที่ตัดผ่านระหว่างอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่และอุทยานแห่งชาติทับลาน เป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้ผืนป่ามรดกโลกดงพญาเย็น-เขาใหญ่ ถูกตัดขาดออกจากกัน ซึ่งภายหลังได้ดำเนินการก่อสร้างอุโมงค์สัตว์ป่า และทางยกระดับ เพื่อให้สัตว์ป่าสามารถเคลื่อนที่เชื่อมโยงระหว่างสองผืนป่าได้
กล้องดักถ่ายภาพได้ทำหน้าที่เป็นตัวชี้วัดความสำเร็จของโครงการนี้อย่างเป็นรูปธรรม โดยงานวิจัยจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ที่ทำการติดตามผลตั้งแต่ปี พ.ศ. 2560 – 2564 พบว่าสัตว์ป่ามีการเข้ามาใช้ประโยชน์จากทางข้ามเหล่านี้อย่างต่อเนื่อง สามารถบันทึกภาพสัตว์ป่าได้มากกว่า 50 ชนิด รวมถึงสามารถบันทึกภาพ ‘เสือปลา’ สัตว์ป่าใกล้สูญพันธุ์ได้ในพื้นที่เป็นครั้งแรกอีกด้วย
กรณีอุโมงค์สัตว์ป่าบนถนน 304 ในไทย ทำให้พบคำตอบของรูปแบบการเคลื่อนที่ และจุดประหายความเป็นไปได้ในการสร้างอารยธรรมที่อยู่ร่วมกับธรรมชาติได้อย่างยั่งยืน
โดยข้อมูลจากกล้องดักถ่ายภาพช่วยให้เราก้าวข้ามการคาดเดาไปสู่การบริหารจัดการที่ใช้หลักฐาน ตั้งแต่การเลือกตำแหน่งสร้างทางข้าม การกำหนดเวลาปิด-เปิดการใช้พื้นที่ของมนุษย์ ไปจนถึงการรักษาความเชื่อมโยงทางพันธุกรรมของสัตว์ป่าในระดับทวีป
ในระดับสากล มีการศึกษาหนึ่งว่าด้วยการเคลื่อนที่สัตว์ป่าด้วยกล้องดักถ่ายภาพมุ่งเน้นไปที่การอยู่รอดของสัตว์ในพื้นที่เมืองไว้อย่างสนใจ กับเรื่องราวของ P-22 คือเสือพูม่าที่เป็นสัญลักษณ์ของการต่อสู้เพื่อความอยู่รอดในป่าคอนกรีต
กล้องดักถ่ายภาพเป็นเครื่องมือแรกที่ยืนยันว่าเสือพูม่าตัวนี้สามารถข้ามทางหลวง 10 freeway สองสายที่พลุกพล่านที่สุดเพื่อเข้ามาอาศัยอยู่ในกริฟฟิธพาร์ค (Griffith Park) ลอสแอนเจลิส ข้อมูลการเคลื่อนที่ของมันถูกบันทึกผ่านกล้องตลอดหลายปีแสดงให้เห็นถึงความพยายามเอาชีวิตรอดจากการถูกกักขังในพื้นที่เล็กๆ และความเสี่ยงต่อยาสารเคมีและอุบัติเหตุ
ข้อมูลที่ปรากฏนั้นได้สร้างแรงกระเพื่อมทางสังคมจนเกิดการก่อสร้าง Wallis Annenberg Wildlife Crossing ซึ่งเป็นทางข้ามสัตว์ป่าเหนือทางหลวง 101 เพื่อช่วยให้สัตว์ป่าตัวอื่นๆ ไม่ต้องพบกับจุดจบที่โดดเดี่ยวแบบ P-22
หรือกล่าวอย่างกระชับได้ว่า การศึกษาการเคลื่อนที่ของสัตว์ป่าผ่านกล้องดักถ่ายภาพเป็นการสร้าง ‘ฐานทางข้อมูล’ เพื่อการตัดสินใจที่มีเหตุมีผลในเชิงนิเวศวิทยา
ในอนาคต การบูรณาการระหว่างเทคโนโลยีกล้องดักถ่ายภาพ ความรู้ทางนิเวศวิทยาเชิงลึก ตลอดจนปัญญาประดิษฐ์ อาจเป็นกุญแจสำคัญในการช่วยสัตว์ป่าใกล้สูญพันธุ์ให้สามารถเคลื่อนที่ได้อย่างปลอดภัยท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและความเจริญเติบโตของโลกมนุษย์
เพื่อรักษาสายใยที่เชื่อมโยงระบบนิเวศทั้งหมดเข้าด้วยกัน
ตลอดปี 2569 มูลนิธิสืบนาคะเสถียร มีแผนงานการสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้กับสัตว์ป่า ในพื้นที่กันชนเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง ผ่านการศึกษาและจัดทำข้อมูลผ่านการติดตั้งกล้องดักภ่ายภาพสัตว์ป่าในกลุ่มป่าเขาอีนวยและสวนป่า ก่อนพัฒนากลไกการจัดการให้เกิดพื้นที่ปลอดภัยให้กับมนุษย์และสัตว์ป่า เพื่อลดความขัดแย้งและความรุนแรงในอนาคต
อ้างอิง
- Are we telling the same story? Comparing inferences made from camera trap and telemetry data for wildlife monitoring
- The Use of Selfie Camera Traps to Estimate Home Range and Movement Patterns of Small Mammals in a Fragmented Landscape
- Department of Highways Reports 16 New Wildlife Species Using Highway 304 Forest Corridor Tunnel
- Monitoring the diversity, abundance, activity period and habitat use of wildlife species around the wildlife corridor that connects the natural world heritage site in Thailand
- Eyes in the Wild: The AI Revolution in Conservation Science
- UCLA experts: P-22 remembered – living with mountain lions and other urban wildlife
ผู้เขียน
ทำงานอิสระที่เกี่ยวข้องกับหนังสือ การเขียน เรื่องสิ่งแวดล้อมและดนตรีนอกกระแส - เวลาส่วนใหญ่ของชีวิตใช้ไปกับการนั่งมองความเคลื่อนไหวของใบไม้และสายลม



