เส้นทางที่ธรรมชาติต้องการ ความหมายและเป้าหมายของแนวเชื่อมป่าในการอนุรักษ์สัตว์ป่า

เส้นทางที่ธรรมชาติต้องการ ความหมายและเป้าหมายของแนวเชื่อมป่าในการอนุรักษ์สัตว์ป่า

แนวคิดเรื่อง ‘แนวเชื่อมป่า’ หรือ wildlife corridor เป็นแนวคิดเชิงนิเวศวิทยาที่เกิดขึ้นจากความพยายามตอบคำถามสำคัญของงานอนุรักษ์ในยุคปัจจุบัน

เมื่อผืนป่าธรรมชาติของโลกและในประเทศไทยถูกแบ่งแยกออกเป็นหย่อมเล็กหย่อมน้อยจากถนน เมือง พื้นที่เกษตรกรรม และกิจกรรมของมนุษย์ 

เราจะทำอย่างไรให้ระบบนิเวศที่เคยเป็นผืนเดียวกันยังคงทำงานร่วมกัน ให้สัตว์ป่าสามารถเคลื่อนที่ กระจายพันธุ์ แลกเปลี่ยนพันธุกรรม และดำรงวงจรชีวิตได้อย่างสมบูรณ์อีกครั้ง

ซึ่งจุดตั้งต้นของแนวคิดมาจากความเข้าใจเรื่อง ‘การแตกกระจายของผืนป่า’ ที่เกิดขึ้นเมื่อผืนป่าขนาดใหญ่ที่เคยเชื่อมต่อกันถูกตัดแบ่งออกเป็นหย่อมเล็กๆ ตามเหตุผลที่ได้กล่าวไป 

สิ่งที่ตามมา คือผลกระทบตั้งต้นอย่างการสูญเสียพื้นที่ป่า แต่ที่มากกว่านั้นยังทำให้สัตว์ป่าที่เคยเคลื่อนที่ได้อย่างอิสระต้องติดอยู่ในพื้นที่จำกัด ประชากรสัตว์ถูกแยกขาดจากกันจนเกิดการผสมพันธุ์ในวงแคบ ตามมาด้วยความหลากหลายทางพันธุกรรมลดลงในระยะยาว จนประชากรเหล่านั้นมีโอกาสสูงที่จะอ่อนแอจนถึงขั้นสูญพันธุ์ไปในที่สุด 

แนวเชื่อมป่าจึงเป็นสิ่งจำเป็นในฐานะเครื่องมือแก้ปัญหาการโดดเดี่ยวของธรรมชาติ เป็นความพยายามคืนเส้นทางให้สิ่งมีชีวิตเดินทางระหว่างพื้นที่ที่เหมาะสมต่อการดำรงชีวิตได้อีกครั้ง

ซึ่งเป้าหมายสำคัญที่สุดของแนวเชื่อมป่า คือการสร้างสิ่งที่นักนิเวศวิทยาเรียกว่า ‘ความสามารถในการเชื่อมถึงกันของพื้นที่’ อันหมายถึงการเอื้อให้สิ่งมีชีวิตสามารถเคลื่อนที่จากจุดหนึ่งไปยังอีกพื้นที่หนึ่ง ในธรรมชาติได้โดยสวัสดิภาพ 

เพราะการเคลื่อนที่ของสัตว์ป่า เป็นเงื่อนไขพื้นฐานของการอยู่รอด สัตว์ต้องเคลื่อนที่เพื่อหาอาหาร หาน้ำ หาคู่ผสมพันธุ์ หลีกหนีภัยพิบัติ และขยายอาณาเขตไปยังพื้นที่ใหม่เมื่อสภาพแวดล้อมเดิมไม่เหมาะสม ตลอดจนหาถิ่นที่อยู่ใหม่เมื่อจำนวนเพิ่มมากขึ้น

แต่พออผืนป่าถูกตัดขาด ความสามารถเหล่านี้ได้ถูกจำกัด และนั่นหมายถึงโอกาสรอดที่ลดลงของจำนวนประชากร และอาจบานปลายถึงทั้งการหายไปของทั้งเผ่าพันธุ์

มากไปกว่านั้น เป้าหมายของแนวเชื่อมป่ายังเป็นกลไกในการรักษาความหลากหลายทางชีวภาพในทุกระดับ ตั้งแต่ระดับพันธุกรรมของประชากร ระดับชนิดพันธุ์ ไปจนถึงระดับโครงสร้างของทั้งระบบนิเวศ 

เมื่อสัตว์สามารถเคลื่อนที่ระหว่างผืนป่าได้ การแลกเปลี่ยนพันธุกรรมระหว่างประชากรก็เกิดขึ้น ช่วยลดความเสี่ยงจากการผสมเลือดชิด เพิ่มความแข็งแรงทางพันธุกรรม และทำให้ประชากรมีศักยภาพในการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อมมากขึ้น โดยเฉพาะในยุคที่วิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเข้ามารุมเร้าเป็นอีกหนึ่งปัญหา

นอกจากนี้ การเคลื่อนที่ของสัตว์ยังช่วยพาเมล็ดพันธุ์ เกสร หรือสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กไปยังพื้นที่ใหม่ ทำให้กระบวนการฟื้นตัวและการหมุนเวียนของระบบนิเวศดำเนินต่อไปได้อย่างเป็นธรรมชาติ

อย่างไรก็ดี แนวคิดของแนวเชื่อมป่ายังตั้งอยู่บนความเข้าใจสำคัญอีกประการ คือการตระหนักว่า สัตว์แต่ละชนิดมีความสามารถในการเคลื่อนที่ไม่เท่ากัน รวมถึงมีความต้องการทางนิเวศที่แตกต่างกัน 

สัตว์บางชนิดอาจสามารถข้ามพื้นที่เกษตรหรือถนนแคบๆ ได้อย่างไม่ลำบากนัก แต่สัตว์บางชนิด เช่น สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดใหญ่หรือสัตว์ที่ต้องการสภาพแวดล้อมแบบเฉพาะเจาะจง อาจมองพื้นที่เปิดโล่งเพียงไม่กี่สิบเมตรเป็นหนทางอันแสนไกลอย่างยากจะข้ามผ่าน

ดังนั้น แนวเชื่อมป่าจึงไม่ใช่โครงสร้างสำเร็จรูปที่ใช้ได้กับทุกพื้นที่ หรือเป็นการออกแบบตายตัวเฉพาะอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่ต้องออกแบบโดยอิงกับชีววิทยาและพฤติกรรมของชนิดพันธุ์เป้าหมายอย่างละเอียด และต้องมองภาพให้ออกว่า มีความต้องการจัดการพื้นที่ในรูปแบบใด 

ในงานวิชาการว่าด้วยเรื่อง นิเวศวิทยาการออกแบบแนวเชื่อมต่อสำหรับสัตว์ป่า แนวความคิดในเบื้องต้นสำหรับประเทศไทย ได้อธิบายไว้ว่า แนวเชื่อมต่อมีแง่มุมที่สำคัญสองประการ ได้แก่

มุมมองเชิงโครงสร้าง ซึ่งพิจารณาลักษณะภายนอกของแนวเชื่อม เช่น ความกว้าง ความยาว รูปร่าง หรือความต่อเนื่องของพื้นที่ หรือกล่าวคือมีเพื่อแสดงถึงการมีอยู่ของโครงสร้างแนวเชื่อมต่อป่าเท่านั้น 

และอีกด้านคือ มุมมองเชิงหน้าที่ หมายความว่า แนวเชื่อมนั้นสามารถใช้งานได้จริงหรือไม่ สำหรับสัตว์แต่ละชนิด 

เพราะพื้นที่สีเขียวที่ดูเหมือนเชื่อมต่อกันบนแผนที่ อาจไร้ความหมายโดยสิ้นเชิงหากสัตว์ไม่กล้าใช้ ไม่สามารถผ่าน หรือไม่พบทรัพยากรที่จำเป็นต่อการเคลื่อนที่

ในแง่นี้ ความหมายของแนวเชื่อมป่าคงไม่ใช่เพียงการเพิ่มพื้นที่สีเขียวจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่ง แต่ต้องคำนึงถึงความต้องการในการเคลื่อนที่ของสิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่งหรือหลายชนิดด้วย 

ดังนั้น เพื่อให้การออกแบบทางเชื่อมต่อเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ นักวิจัยและนักจัดการพื้นที่จำเป็นต้องพิจารณาถึงความสามารถในการเคลื่อนที่ของสิ่งมีชีวิตเป้าหมายที่ต้องการอนุรักษ์

เพราะสิ่งสำคัญคือการการส่งเสริมให้เกิดความสมารถในการเชื่อมต่อกันทางด้านหน้าที่ มากกว่ามุ่งเน้นการเชื่อมต่อเฉพาะทางด้านกายภาพ เพื่อให้เกิดทางเชื่อมที่มีคุณภาพ

ดังนั้น อาจกล่าวได้ว่าการเข้าใจถึงองค์ประกอบทางด้านพฤติกรรมทางนิเวศวิทยาของสิ่งมีชีวิตเป้าหมายในการอนุรักษ์ ถือเป็นสิ่งสำคัญอันแรกสุด ในการรับประกันความสำเร็จการใช้แนวเชื่อมต่อระหว่างผืนป่าเพื่อการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ

ในปี 2569 มูลนิธิสืบนาคะเสถียร ยังคงดำเนินโครงการจัดการระบบนิเวศในพื้นที่ป่าสงวนเพื่อแนวเชื่อมต่อป่าตะวันตกสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน ได้รับการสนับสนุนงบประมาณทำกิจกรรมจากกลุ่มธุรกิจพืชครบวงจร ข้าว ขนส่ง และบริการ เครือเจริญโภคภัณฑ์


เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs)

เป้าหมายที่ 8 ส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ต่อเนื่อง ครอบคลุม และยั่งยืน การจ้างงานเต็มที่ และมีผลิตภาพ และการมีงานที่สมควรสำหรับทุกคน

8.3 ส่งเสริมนโยบายที่มุ่งเน้นการพัฒนาที่สนับสนุนกิจกรรมที่มีผลิตภาพ การสร้างงานที่สมควร ความเป็นผู้ประกอบการ ความสร้างสรรค์และนวัฒกรรม และส่งเสริมการเกิดและการเติบโตของวิสาหกิจรายย่อย ขนาดเล็ก และขนาดกลาง ซึ่งรวมถึงผ่านทางการเข้าถึงบริการทางการเงิน

เป้าหมายที่ 12 สร้างหลักประกันให้มีแบบแผนการผลิตและการบริโภคที่ยั่งยืน

12.2 บรรลุการจัดการที่ยั่งยืนและการใช้ทรัพยากรทางธรรมชาติอย่างมีประสิทธิภาพ ภายในปี 2573

เป้าหมายที่ 15 ปกป้อง ฟื้นฟู และสนับสนุนการใช้ระบบนิเวศบนบกอย่างยั่งยืน จัดการป่าไม้อย่างยั่งยืน ต่อสู้การกลายสภาพเป็นทะเลทราย หยุดการเสื่อมโทรมของที่ดินและฟื้นสภาพกลับมาใหม่ และหยุดการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ

15.1 สร้างหลักประกันว่าจะมีการอนุรักษ์ การฟื้นฟู และการใช้ระบบนิเวศบนบกและในน้ำจืดในแผ่นดินรวมทั้งบริการทางระบบนิเวศอย่างยั่งยืน เฉพาะอย่างยิ่ง ป่าไม้ พื้นที่ชุ่มน้ำ ภูเขาและเขตแห้งแล้ง โดยเป็นไปตามข้อบังคับภายใต้ความตกลงระหว่างประเทศ ภายในปี 2563

15.2 ส่งเสริมการดำเนินการด้านการบริหารจัดการป่าไม้ทุกประเภทอย่างยั่งยืน หยุดยั้งการตัดไม้ทำลายป่า ฟื้นฟูป่าที่เสื่อมโทรม และเพิ่มการปลูกป่าและฟื้นฟูป่าทั่วโลก ภายในปี 2563

อ้างอิง

ผู้เขียน

Website | + posts

ทำงานอิสระที่เกี่ยวข้องกับหนังสือ การเขียน เรื่องสิ่งแวดล้อมและดนตรีนอกกระแส - เวลาส่วนใหญ่ของชีวิตใช้ไปกับการนั่งมองความเคลื่อนไหวของใบไม้และสายลม