ระบบนิเวศที่กำลังจะหายไป ทำไมประเทศไทยต้องมี พ.ร.บ.พื้นที่ชุ่มน้ำ

ระบบนิเวศที่กำลังจะหายไป ทำไมประเทศไทยต้องมี พ.ร.บ.พื้นที่ชุ่มน้ำ

หากเปรียบภาพ ‘พื้นที่ชุ่มน้ำ’ ให้เข้าใจง่ายที่สุด คงเปรียบได้กับ ‘ฟองน้ำของโลก’ ที่คอยดูดซับน้ำเวลาฝนตกหนัก ชะลอน้ำหลากในฤดูน้ำ และค่อยๆ ปล่อยน้ำกลับมาในยามแล้ง 

ฟองน้ำนี้ทำให้ระบบนิเวศยังทำงาน ชีวิตคน สัตว์ พืช ยังดำรงอยู่ได้อย่างมีสมดุลและสันติสุข ทว่าในความเป็นไปที่เป็นอยู่ เรากำลังบีบฟองน้ำก้อนนี้ให้แห้งลงทุกปี โดยแทบไม่สนใจกันด้วยซ้ำว่ามันหายไปแล้วเท่าไร

ในประเทศไทย มีกฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561 ที่บรรจุรายละเอียดของพื้นที่ชุ่มน้ำไว้เป็นส่วนหนึ่งของ ‘ทรัพยากรน้ำสาธารณะ’ ทว่าในเนื้อหากลับพูดถึงพื้นที่ชุ่มน้ำไว้เพียงผิวเผิน แทบไม่มีรายละเอียดเพียงพอสำหรับการปกป้องหรือจัดการพื้นที่ชุ่มน้ำได้จริง

นี่จึงเป็นจุดตั้งต้นของคำถามสำคัญว่า เมื่อเรามีกฎหมายเรื่องน้ำอยู่แล้ว ทำไมยังต้องมี ‘ร่าง พ.ร.บ. พื้นที่ชุ่มน้ำ’ เพิ่มขึ้นมาอีก 

หรือสรุปสั้นๆ ได้ว่า เพราะของเดิม ‘ยังไม่ลึกพอ’ สำหรับปกป้องระบบนิเวศที่ซับซ้อนอย่างพื้นที่ชุ่มน้ำได้นั่นเอง

ภัคเกษม ธงชัย เจ้าหน้าที่แผนงานด้านน้ำและพื้นที่ชุ่มน้ำ องค์กรระหว่างประเทศเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ (IUCN) ได้อภิปรายในประเด็นนี้ในเวที ‘กฎหมายสิ่งแวดล้อมฉบับไหนต้องไปต่อ เสียงประชาชนถึงรัฐสภาชุดใหม่ในกรอบเวลา 60 วัน’ โดยยกตัวอย่างหนึ่งว่า

ความคลุมเครืออย่างหนึ่งมาจากคำง่ายๆ อย่างการ ‘พัฒนา’ ‘ฟื้นฟู’ และ ‘อนุรักษ์’ คำเหล่านี้ถูกใช้เหมือนเข้าใจตรงกัน แต่ในความเป็นจริงกลับตีความต่างกันโดยสิ้นเชิง ตัวอย่างที่ชัดคือกรณีพื้นที่ชุ่มน้ำเวียงหนองหล่ม ซึ่งถูกพัฒนาในชื่อของ ‘การฟื้นฟู’ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริงคือการเปลี่ยนพื้นที่ธรรมชาติให้กลายเป็นแหล่งน้ำเพื่อการเกษตร ระบบนิเวศเดิมหายไป สิ่งมีชีวิตที่เคยพึ่งพาพื้นที่นั้นก็ได้รับผลกระทบ

“คุณคิดว่าภาพนี้คือการฟื้นฟูหรือเปล่า สำหรับผมที่ทำงานเรื่องพื้นที่ชุ่มน้ำมา เราไม่ได้เรียกสิ่งนี้ว่าการฟื้นฟู เราไม่ได้เรียกสิ่งนี้ว่าการอนุรักษ์ แสดงว่าคำว่าอนุรักษ์และฟื้นฟูของแต่ละคนในประเทศเราไม่เท่ากัน แต่ในเมื่อเราอยู่ในสังคม เราก็ต้องสร้างบรรทัดฐานหรือต้องเข้าใจกันว่าอะไรคือคำว่าฟื้นฟู อะไรคือคำว่าอนุรักษ์”

เจ้าหน้าที่แผนงานด้านพื้นที่ชุ่มน้ำ ยังชี้ต่อว่า ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีเรื่อง ‘การคุ้มครองที่ไม่เท่ากัน’  ปัจจุบันพื้นที่ชุ่มน้ำในไทยถูกแบ่งเป็นหลายระดับ ตั้งแต่ระดับนานาชาติไปจนถึงระดับท้องถิ่น แต่ในทางปฏิบัติ มีเพียงพื้นที่ระดับสูงสุด อย่างแรมซาร์ไซต์เท่านั้นที่ได้รับการคุ้มครองอย่างจริงจัง ส่วนพื้นที่อีกจำนวนมหาศาล กลับไม่มีข้อกำหนดใดๆ รองรับ

นั่นหมายความว่า พื้นที่ชุ่มน้ำจำนวนมากสามารถถูกถม ถูกเปลี่ยน ถูกใช้ประโยชน์ โดยไม่ต้องมีการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม ไม่ต้องผ่านการขออนุญาตอย่างเข้มงวด

เมื่อมองในภาพใหญ่ ข้อมูลจากภาพถ่ายดาวเทียมบ่งชี้ว่าพื้นที่ลักษณะชุ่มน้ำอาจครอบคลุมพื้นที่เกินครึ่งหนึ่งของประเทศ (รวมพื้นที่นาข้าว) แต่พื้นที่ที่ได้รับการรับรองและคุ้มครองจริงกลับมีเพียงน้อยนิด

ก่อนหน้านี้ ในการเสนอ ร่าง พ.ร.บ. พื้นที่ชุ่มน้ำ ได้กำหนดหมวดที่ 6 เป็นเรื่อง การคุ้มครองดูแลพื้นที่ชุ่มน้ำ เพื่อคุ้มครองอนาคตของพื้นที่ชุ่มน้ำ (เช่น มาตรา 38 เพื่อป้องกันไม่ให้พื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญเกิดความเสื่อมโทรม สูญเสียหรือถูกทำลาย และเพื่อเป็นการส่งเสริมและสนับสนุนให้ภาคส่วนต่างๆ ที่เกี่ยวข้องมีส่วนร่วมในการปกป้อง คุ้มครอง ดูแลรักษาและใช้ประโยชน์พื้นที่ชุ่มน้ำอย่างยั่งยืน ให้รัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการอาจออกกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์และมาตรการ)

รวมถึงได้กำหนดหมวดที่ 7 ข้อกำหนดว่าด้วยการขุดลอกและถมพื้นที่ชุ่มน้ำ เพื่อไม่ให้เกิดการใช้คำว่าฟื้นฟูหรืออนุรักษ์เข้ามาเปลี่ยนแปลงพื้นที่ 

ภัคเกษม ยังอภิปรายต่อว่า ในประเทศไทยยังได้กำหนดนิยามของพื้นที่ชุ่มน้ำที่ชัดเจนตามกรอบกฎหมาย มีแค่กำหนดว่าเป็นประเภทใด โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับกฎหมายพื้นที่ชุ่มน้ำในต่างประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา ที่ลงรายละเอียดเชิงลึกในลักษณะแบบต่างๆ ของพื้นที่ชุ่มน้ำไว้อย่างชัดเจน

“การจะจัดการพื้นที่ชุ่มน้ำหรือดูแลพื้นที่ชุ่มน้ำ ต้องเริ่มจากการทำความเข้าใจระบบนิเวศก่อน ถ้าเราไม่เข้าใจระบบนิเวศ มันจะคล้ายกับเวียงหนองหล่ม คือเราไปทำตามที่เราต้องการ แต่ไม่ได้รู้ว่าจริงๆ แล้วธรรมชาติคืออะไร”

การผลักดัน ‘ร่าง พ.ร.บ. พื้นที่ชุ่มน้ำ’ จึงเท่ากับการเติมความชัดเจนให้กับสิ่งที่ขาดหายไป กำหนดว่าอะไรคือพื้นที่ชุ่มน้ำกันแน่ จะระบุอย่างไร จะจำแนกแบบไหน รวมถึงใช้เกณฑ์อะไรในการตัดสินว่าอะไรคือการฟื้นฟู และอะไรคือการทำลาย มันคือการสร้างมาตรฐานเดียวกันให้ทั้งประเทศเข้าใจตรงกัน

“ขั้นต่อไปที่สำคัญคือการจำแนกพื้นที่ชุ่มน้ำในประเทศไทยให้ชัดเจน และทำทะเบียนพื้นที่ชุ่มน้ำให้ละเอียดมากขึ้น จากนั้นการอนุรักษ์ การปกป้อง การบริหารจัดการพื้นที่ค่อยตาม สิ่งที่ควรจะเป็นพื้นฐานคือการสร้างคุณค่าของพื้นที่ตรงนี้ก่อน”

ข้อมูลจากแรมซาร์ในปัจจุบันพบว่า พื้นที่ชุ่มน้ำบนโลกใบนี้ได้ลดลงไปอย่างมหาศล แม้ว่าการฟืู้จะเป็นสิ่งจำเป็น แต่การป้องกันไม่ให้มันหายไป เป็นขั้นตอนที่มีประสิทธิภาพมากกว่า และคุ้มค่าการฟื้นฟู

แต่ถ้าหากเราไม่ทำอะไร อยู่อย่างไม่มีพระราชบัญญัติกำกับดูแล ภายในปี 2050 พื้นที่ชุ่มน้ำบนโลกใบนี้อาจไปอีก 20 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งถือเป็นอัตราการหายที่ค่อนข้างสูง เจ้าหน้าที่ IUCN กล่าวทิ้งท้าย

เรียบเรียงจาก เวทีเสวนา กฎหมายสิ่งแวดล้อมฉบับไหนต้องไปต่อ: เสียงประชาชนถึงรัฐสภาชุดใหม่ในกรอบเวลา 60 วัน รับชมย้อนหลัง

อ้างอิง

ผู้เขียน

Website | + posts

ทำงานอิสระที่เกี่ยวข้องกับหนังสือ การเขียน เรื่องสิ่งแวดล้อมและดนตรีนอกกระแส - เวลาส่วนใหญ่ของชีวิตใช้ไปกับการนั่งมองความเคลื่อนไหวของใบไม้และสายลม