“เรามีแก้วน้ำอยู่แก้วหนึ่ง ถ้าเติมน้ำลงไป น้ำก็อยู่ได้ระดับหนึ่ง แต่ถ้าเราเอาฟองน้ำใส่ลงไปในแก้ว แล้วเติมน้ำเข้าไปอีก จะพบว่า น้ำเก็บได้มากขึ้น เพราะฟองน้ำช่วยอุ้มน้ำไว้ พื้นที่ชุ่มน้ำก็เหมือนกัน มันเป็นภูมิทัศน์ที่ช่วยซับน้ำไว้ แม้มองไม่เห็นน้ำบนผิวดินก็ตาม” – รศ. ดร.กิติเชษฐ์ ศรีดิษฐ นักพฤกษศาสตร์และนักนิเวศวิทยา
ฟองน้ำ สิ่งมีชีวิตใต้ทะเลโบราณที่วิวัฒนาการมาอย่างยาวนาน มีหลายฟังก์ชันในการทำงาน ด้วยโครงสร้างที่มีรูพรุนจำนวนมาก เป็นแหล่งที่อยู่อาศัย ที่หลบภัย และแหล่งอาหารสำหรับสิ่งมีชีวิตขนาดเล็ก ทั้งสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง ปลา และจุลินทรีย์อื่น ๆ มากมาย ถือเป็นแหล่งรวมความหลากหลายทางชีวภาพขนาดย่อม
อีกทั้ง ระบบหมุนเวียนน้ำที่เป็นเอกลักษณ์ ช่วยให้ฟองน้ำรักษาระดับการไหลเวียนของน้ำในร่างกายได้อย่างต่อเนื่อง ทำให้ได้รับสารอาหารและออกซิเจนอย่างสม่ำเสมอ รวมถึงกรองของเสียได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยลดปริมาณตะกอนสารอินทรีย์ในน้ำทะเลเพื่อรักษาคุณภาพน้ำทะเล เปรียบเสมือนกับเครื่องกรองน้ำทางชีวภาพที่สำคัญในทะเล นอกจากนี้ ฟองน้ำ ยังมีส่วนช่วยในการกักเก็บคาร์บอนในทะเล และมนุษย์สามารถนำมาใช้ประโยชน์ด้านการทำความสะอาดได้อีกด้วย
พื้นที่ชุ่มน้ำก็เช่นเดียวกัน มีระบบนิเวศเล็ก ๆ อยู่ภายใน ทั้งป่าพรุ ป่าชายเลน ป่าโกงกาง ทุ่งหญ้า แหล่งน้ำเค็ม-น้ำกร่อย-น้ำจืด แตกต่างกันไปในแต่ละพื้นที่ ซึ่งเป็นแหล่งอนุบาล ถิ่นอาศัยและแหล่งอาหารสำคัญของสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ ปลา พืช และสัตว์อื่น ๆ ก่อเกิดเป็นห่วงโซ่อาหารที่สมดุล
รวมถึงเป็นพื้นที่สำคัญในการป้องกันน้ำท่วม ดูดซับและกักเก็บน้ำส่วนเกินในช่วงฝนตกหนัก และมีพืชพรรณช่วยชะลอการเคลื่อนที่ของน้ำ ทำให้น้ำค่อย ๆ ซึมลงสู่พื้นดินในชั้นหินอุ้มน้ำ ช่วยเติมเต็มแหล่งน้ำใต้ดิน และในฤดูแล้ง จะค่อย ๆ ปล่อยน้ำออกมาอย่างช้า ๆ เพื่อรักษาระดับน้ำ และรักษาความชุ่มชื้นในดินโดยรอบ อีกทั้ง พื้นที่ป่าชายเลน ยังเป็นแนวกันชนธรรมชาติที่ปกป้องชายฝั่งจากคลื่นพายุ ลดการกัดเซาะชายฝั่ง
นอกจากนี้ พื้นที่ชุ่มน้ำยังช่วยกรองน้ำ และปรับปรุงคุณภาพน้ำ โดยดักจับตกตะกอน มลพิษ และสารอาหารส่วนเกินต่าง ๆ เช่น ไนโตรเจนและฟอสฟอรัส ซึ่งมาจากน้ำเสียของภาคเกษตร และอุตสาหกรรม
ไม่เพียงดูดซับน้ำ แต่ยังดูดซับคาร์บอน ป่าพรุและป่าชายเลนในพื้นที่ชุ่มน้ำ สามารถกักเก็บคาร์บอนได้มากกว่าป่าบก 5-10 เท่า โดยป่าพรุที่มีพื้นที่ครอบคลุมเพียง 3% ของพื้นดินบนโลก สามารถกักเก็บคาร์บอนในดินได้ประมาณ 30% ของคาร์บอนในดินทั้งหมดในโลก ทั้งนี้ เมื่อพื้นที่พรุเสื่อมโทรมหรือถูกรบกวน คาร์บอนจะถูกปล่อยสู่ชั้นบรรยากาศ ในขณะที่ป่าชายเลนสามารถกักเก็บคาร์บอนจากชั้นบรรยากาศได้
อีกทั้ง พื้นที่ชุ่มน้ำเป็นแหล่งทรัพยากรสำคัญเปรียบดัง “ซูเปอร์มาเก็ต” ที่ผู้คนสามารถใช้ประโยชน์เพื่อการอุปโภค บริโภค และสร้างอาชีพได้ เช่น การเลี้ยงสัตว์ และประมงพื้นบ้าน
แต่ ณ ปัจจุบัน หลายพื้นที่ชุ่มน้ำกำลังประสบปัญหาการลดลงอย่างมีนัยยะสำคัญ จากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) การขยายตัวของเมือง และการเข้ามาของโครงการพัฒนา เช่น เขื่อน อ่างเก็บน้ำ ท่อระบายน้ำ และสิ่งก่อสร้างกั้นทางน้ำ ที่มุ่งแก้ปัญหาน้ำท่วมและการขาดแคลนน้ำ โดยมองข้ามความสำคัญของพื้นที่ชุ่มน้ำที่สามารถทำหน้าที่กักเก็บน้ำได้จริงโดยไม่มีค่าใช้จ่าย ดังเช่น ปัญหาการขุดลอกโดยไม่คำนึงถึงความเหมาะสมในพื้นที่เวียงหนองหล่ม จังหวัดเชียงราย ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของชนิดพันธุ์ต่าง ๆ และชุมชน
เมื่อไม่มีพื้นที่ชุ่มน้ำคอยดูดซึมและกักเก็บน้ำไว้ น้ำจะไหลบ่าไปบนผิวดินอย่างรวดเร็ว อาจเกิดปัญหาน้ำท่วมฉับพลันได้ และเพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วม จึงเกิดแนวคิด “เมืองฟองน้ำ” ที่เป็นการออกแบบและพัฒนาเมือง เพื่อให้สามารถดูดซับ กักเก็บและระบายน้ำส่วนเกินได้เหมือนกับฟองน้ำธรรมชาติ แต่การพัฒนาเมืองในลักษณะนี้ ต้องใช้งบประมาณและการวางผังเมืองระยะยาวอย่างจริงจัง
ดังนั้น บางทีทางออกที่ดีที่สุด อาจไม่ใช่การสร้างฟองน้ำขึ้นใหม่ แต่คือการร่วมกันรักษา “ฟองน้ำธรรมชาติ”อย่าง “พื้นที่ชุ่มน้ำ” ที่ธรรมชาติสร้างไว้ เพื่อให้ทุกคนสามารถใช้ประโยชน์ร่วมกันได้อย่างยั่งยืน
อ้างอิง
- “ฟองน้ำ” เครื่องกรองน้ำชีวภาพในทะเล
- Sponges
- Function and Values of Wetlands
- Wetlands
- บลูคาร์บอน : แหล่งกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ที่ถูกลืม
- 3 Percent for the Planet
ผู้เขียน
มนุษย์หมีแข็ง ช่างสังเกต ชอบมองท้องฟ้า ต้นไม้สีเขียว ฟังเพลงไปเรื่อย และถ่ายรูปทุกสิ่งอย่าง I can do this all day.


