มูลนิธิสถาบันวิจัยสังคมและสุขภาพร่วมกับกรุงเทพมหานคร จัดเวทีสนทนา “สานพลังเจ้าพระยา-บางปะกง: ร่วมออกแบบแนวทางจัดการ PM 2.5 และการเผานาอย่างยั่งยืน จากปากพลีสู่กรุงเทพมหานคร” ณ สำนักสิ่งแวดล้อม กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 7 มี.ค. 69 ที่ผ่านมา โดยร่วมหารือการแก้ไขปัญหาการเผานา จากห้ามเผาไปสู่การร่วมออกแบบแนวทางการจัดการปัญหาร่วมกัน เพื่อลดฝุ่น PM 2.5 ท่ามกลางโครงการพัฒนาที่กำลังจะเกิดขึ้นในพื้นที่จังหวัดนครนายก เพื่อรักษาวิถีชีวิตและสิ่งแวดล้อมของพื้นที่ไว้
กรุงเทพมหานครกับบทบาท “เพื่อนบ้านที่เกื้อกูล” ร่วมสนับสนุนการลดการเผาในพื้นที่เกษตร

พรพรหม วิกิตเศรษฐ์ ที่ปรึกษาผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ด้านสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า ปัญหาฝุ่น PM 2.5 ในกรุงเทพมหานครมักจะทวีความรุนแรงในช่วงเดือนธันวาคมถึงเดือนกุมภาพันธ์ของปีถัดไป ซึ่งเดือนมกราคมจะเป็นช่วงระยะเวลาที่สถานการณ์ฝุ่นรุนแรงที่สุด
โดยสามารถเกิดจากหลายสาเหตุ ทั้งควันดำจากรถดีเซล รถสาธารณะ โรงงานอุตสาหกรรม รวมถึงการเผาจากในกรุงเทพฯ เอง อีกทั้ง การเผาในจังหวัดที่เป็นต้นลมที่จะพัดพาฝุ่นเข้ามาในกรุงเทพฯ เช่น การเผาในนครนายก ปราจีนบุรี ฉะเชิงเทรา ชลบุรี สระแก้ว นอกจากนี้ ยังมีปรากฎการณ์ “ฝาชีครอบเมือง” ในวันที่สภาพภูมิอากาศมีลักษณะปิด อากาศไม่ระบาย
เมื่อฝุ่นจากภายในกรุงเทพฯ เองมีจำนวนมาก บวกกับลมที่พัดพาฝุ่นมาจากพื้นที่จังหวัดต้นลม สำทับกับปรากฎการณ์ฝาชีครอบเมือง ทำให้ค่าฝุ่น PM 2.5 ในกรุงเทพฯ เข้าเกณฑ์สีแดง คือ มากกว่า 75.1 50 มคก./ลบ.ม. และอาจมีระลอกฝุ่นหลายครา (ระลอกฝุ่น คือ ช่วงที่ฝุ่นเกิน 50 มคก./ลบ.ม. ติดต่อเกิน 1 วัน) ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน
ซึ่งในช่วงระยะเวลาราว 3 ปีที่ผ่านมา กรุงเทพมหานครมีมาตรการการจัดการฝุ่นที่เข้มงวด โดยมีการสนับสนุนให้เปลี่ยนน้ำมันเครื่องในรถรุ่นเก่าที่ใช้น้ำมันดีเซล มีมาตรฐานการจัดการฝุ่นจากโรงงานที่เข้มข้นมากขึ้น รวมถึงการเฝ้าระวังพื้นที่เผาในกรุงเทพฯ ทั้งจากการเผาหญ้า และเผาขยะ อีกทั้ง ยังมีมาตรการแนะให้หลายหน่วยงาน/องค์กร Work from home ปรากฎว่า ความเข้มข้นฝุ่นและฝุ่นลดลงราว 20 เปอร์เซ็นต์
พร้อมทั้งการร่วมมือระหว่างจังหวัดต้นลมและกรุงเทพฯ โดยกรุงเทพฯ มีการพยากรณ์ในระยะ 1 สัปดาห์ว่า จะเกิดปรากฏการณ์ฝาชีครอบเมืองเมื่อใด ลมจะพัดเข้ามาในกรุงเทพฯ เมื่อใด มีสิ่งใดที่ควรจะต้องเฝ้าระวังสถานการณ์ และประสานงานกับทางอำเภอในจังหวัดต้นลม เช่น นครนายก ให้ช่วยเฝ้าระวังจุดเผาในจังหวัด
ผลจากการประสานงาน และการสนับสนุนจังหวัดใกล้เคียง ในวันที่เกิดปรากฏการณ์ฝาชีครอบเมือง กรุงเทพฯ มีฝุ่นมาก จะพบว่า ในวันดังกล่าว จะไม่มีจุดเผาในพื้นที่จังหวัดต้นลมเลย จะเห็นได้ว่า หัวใจสำคัญของการแก้ไขปัญหา คือ การสื่อสารและประสานงานระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
ซึ่งทำให้ฝุ่นลดลงได้จริง จากการสำรวจในพื้นที่จังหวัดต้นลมช่วงเดือนพฤศจิกายน ปี 2568 ถึงเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2569 พบว่า จุดเผาลดลง 44 เปอร์เซ็นต์ โดยในพื้นที่จังหวัดนครนายก ตัวเลขจุดเผาลดลง 25 เปอร์เซ็นต์ และจำนวนวันที่ไม่มีการเผา เพิ่มขึ้น 38 เปอร์เซ็นต์

กรุงเทพฯ มีการจัดการแก้ไขปัญหาฝุ่น PM 2.5 ใน 3 ระยะ ดังนี้
ระยะสั้น โดยกรุงเทพฯ ประสานงานกับจังหวัดนครนายก เพื่อร่วมประเมินวันที่เหมาะสมในการเผา รวมถึงแลกเปลี่ยนแนวทางการบริหารจัดการการเผาแบบควบคุม มีการสื่อสารรายละเอียดข้อมูลระหว่างหน่วยงานอย่างต่อเนื่อง เช่น กรมอุตุวิทยา ทั้งสถานการณ์ฝุ่นในกรุงเทพฯ อัตราการระบายอากาศ ระดับความสูงฝาชีครอบเมือง ทิศทางลม ข้อมูลดาวเทียม และการตรวจวัดคุณภาพอากาศพิเศษจากประเทศจีน
โดยปกติจะตรวจเพียงค่าฝุ่นเท่านั้น แต่ปัจจุบันจะมีการตรวจองค์ประกอบของฝุ่น (PM 2.5 Real-time Composition Analysis) เพื่อตรวจสอบที่มาและชีวมวลของฝุ่น ปริมาณการเผาไหม้สันดาป และตรวจหาวิธีการเฝ้าระวังต่อไป
ระยะกลาง การจัดการตอซังโดยไม่เผา ซึ่งมี 2 โจทย์สำคัญ คือ จัดการฟางข้าวและตอซังอย่างไร ให้ไม่เป็นภาระกับเกษตรกร และลดการเกิดฝุ่น PM 2.5 มากที่สุด และ ถ้าจำเป็นต้องเผาฟางข้าวและตอซัง ทำอย่างไรให้เกิดฝุ่นและกระทบประชาชนน้อยที่สุด
เกษตรกรในพื้นที่มีต้นทุนการผลิตข้าว และการจัดการพื้นที่หลังเก็บเกี่ยวข้าวที่สูงอยู่แล้ว จึงยากที่จะรับภาระต้นทุนการจัดการฟางและตอซังที่เพิ่มขึ้นได้ หากเก็บรวบรวมฟางได้ ก็มีต้นทุนขนส่งไปสถานที่รับฟางเพิ่ม
ที่ผ่านมามีการทดลองใช้เครื่องจักรทางการเกษตรเพื่อจัดการฟางและตอซัง แต่ไม่ประสบความสำเร็จ เนื่องจากตอซังมีลักษณะเฉพาะ ด้วยขนาดยาวกว่า 2 เมตร มีน้ำหนักมาก เหนียวและหนามากกว่าข้าวประเภทอื่น 2-3 เท่า และค่าใช้จ่ายที่สูง รวมถึงไม่มีน้ำเพียงพอในการใช้จุลินทรีย์เพื่อย่อยสลายฟางข้าวและตอซัง หากใช้ ก็จะมีปัญหาเรื่องน้ำเสีย
อีกทั้ง หากต้องการเปลี่ยนอาชีพ เช่น เพาะพันธุ์สัตว์น้ำ หรือปลูกไม้ผล จะต้องมีต้นทุนการปรับเปลี่ยนที่นาเดิม เพราะเป็นพื้นที่ลุ่มต่ำ รวมถึงต้องกู้เงินสำหรับค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องอื่น ๆ จะมีภาระด้านดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น และมีเกษตรกรจำนวน 20 เปอร์เซ็นต์ เท่านั้นที่เป็นเจ้าของที่ดิน 80 เปอร์เซ็นต์ ที่เหลือเป็นผู้เช่า ถ้าเปลี่ยนการใช้ที่ดิน อาจต้องจ่ายค่าเช่าเพิ่มขึ้น
รวมถึงยังไม่มีแนวทางที่ชัดเจนในการเพิ่มมูลค่าการจัดการฟาง เพื่อให้เกษตรกรสามารถบริหารจัดการต้นทุนการจัดการฟาง และมีรายได้เพิ่มขึ้น นอกเหนือจากการขายผลผลิตข้าว ตัวอย่างแนวทางการเพิ่มมูลค่าฟางข้าวและตอซัง เช่น การนำไปเป็นเชื้อเพลิงทดแทนในภาคอุตสาหกรรม เป็นต้น
ด้วยข้อจำกัดที่มีอยู่ในตอนนี้ เกษตรกรจึงสนใจการจัดการฟางข้าวและตอซังด้วยวิธีควบคุมการเผา (Fire Management) เพราะประหยัดต้นทุน และจัดการง่าย
ทั้งนี้ กรุงเทพฯ ร่วมกับ ธารา กรีน, องค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (German International Cooperation: GIZ), ธนาคารพัฒนาเอเชีย (Asian Development Bank: ADB) และอำเภอปากพลี จังหวัดนครนายก ร่วมศึกษาแนวทางการจัดการฟางข้าว และตอซังอย่างเป็นระบบ รวมถึงการวิจัยพืชทางเลือก เพื่อลดการเผาในพื้นที่
โดย GIZ มีการเสนอแผนการดำเนินการ ดังนี้
- การจัดการฟางข้าวและตอซังอย่างเป็นระบบ
- สนับสนุนการพัฒนาและทดลองใช้เครื่องจักรเพื่อจัดการตอซังและฟางข้าว
- วางแผนจัดการ-คำนวณต้นทุนที่เกี่ยวข้อง เช่น แรงงานเก็บ ขน ยก เปลี่ยนย้ายวัสดุ
- พัฒนาแผนหรือรูปแบบธุรกิจ (Business Model) ในการจัดการตอซังและฟางข้าว
วิจัยพืชทางเลือก
- ศึกษาวิจัยการปลูกพืชทางเลือกแทนข้าวฟางลอยในพื้นที่
- ศึกษาตลาดเพื่อรองรับพืชทางเลือกที่ปลูกแทนข้าวฟางลอยในพื้นที่
ปัจจุบัน มีการทดลองใช้จุลินทรีย์ชนิดพิเศษที่ใช้น้ำปริมาณน้อยในการกำจัดฟางข้าวขึ้นน้ำ ซึ่งก็คือ สารกระตุ้นชีวภาพจากจุลินทรีย์ Aerobic (สูตรใช้ออกซิเจน) เป็นผงในซองสีน้ำตาล ใช้กลูโคส ซึ่งเป็นกากน้ำตาล เป็นอาหารให้จุลินทรีย์สามารถมีชีวิตได้ ผสมเข้าสู่โดรน (ขนาด 50 ลิตร) พร้อมน้ำ 7 ลิตร เพิ่มความชื้นในฟางข้าว โดยต้องฉีดภายใน 3 วันหลังเก็บเกี่ยว เป็นความพยายาม customize solution ให้ไปฉีดในพื้นที่ได้
สถานะปัจจุบัน ดำเนินการฉีดพ่นแล้วเสร็จ 801 ไร่ เมื่อ 26 มกราคม – 2 กุมภาพันธ์ 2569 ในช่วงระยะเวลา 4-6 นาฬิกาช่วงเช้า เพื่อให้ความชื้นในอากาศช่วยในการฉีด เนื่องจากในวันที่ 26 มกราคม ชาวบ้านเก็บเกี่ยวข้าวไป 30 วันแล้ว มีความแห้ง แล้งพอสมควร ซึ่งตามหลัก ต้องฉีดภายใน 3 วัน โดยมีเกษตรกร 30 ท่านเข้าร่วม ขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างการรอดูผล
ในอนาคต เพื่อการสนับสนุนการขยายผลไปพื้นที่อื่น ต้องมีการศึกษาเพิ่มเติม เนื่องจากข้าวแต่ละชนิด มีความพิเศษ และข้อจำกัดในการกำจัดของเสียทางการเกษตรที่ไม่คล้ายคลึงกัน
ระยะยาว ปรับโครงสร้างสู่เกษตรผสมผสาน ข้าวขึ้นน้ำ สามารถใช้ทำแป้ง ทำเส้นขนมจีน มูลค่าไม่สูง บางครั้งมีกำไรจากรัฐอุดหนุน บางครั้งขาดทุน ทั้งนี้ พื้นที่สามารถปรับแปลงทำบ่อปลาได้ แต่ปัญหาคือ การไม่มีแพ ต้องใช้ของปราจีนบุรี ฉะเชิงเทรา
การคำนวณมาตรการในระยะต่าง ๆ จะพิจารณาจาก source of pollution ในหลากหลายรูปแบบ ทั้งการเผาของเสียทางการเกษตร การเผาขยะ ฝุ่นจากโรงงานอุตสาหกรรม จากยานพาหนะต่าง ๆ
นิเวศที่หายใจร่วมกัน

ดร.ชวลิต วิทยานนท์ กรรมการวิชาการ มูลนิธิสืบนาคะเสถียร และนักวิชาการอิสระด้านความหลากหลายทางชีวภาพ กล่าวถึง ลุ่มน้ำบางปะกง มีขนาดเล็กกว่าเจ้าพระยาราว 10 เท่า แต่มีความหลากหลายชนิดของปลาเท่ากัน เป็นต้นน้ำของลุ่มป่าตะวันออก ป่าดงพญาเย็น-เขาใหญ่ พบสัตว์น้ำเฉพาะถิ่น ปลาใกล้สูญพันธุ์ และสัตว์น้ำเศรษฐกิจ
อำเภอปากพลี จังหวัดนครนายก มีพื้นที่ทุ่งน้ำหลาก ระบบนิเวศที่เหมาะสมกับการทำ “นาข้าวขึ้นน้ำ” ถือเป็นภูมิปัญญาที่คนสมัยก่อนใช้รับมือกับน้ำท่วม ปัจจุบันเป็นพื้นที่นาข้าวขึ้นน้ำไม่กี่แห่งในประเทศไทย รวมถึงเป็นแหล่งรายได้และอาหารของชุมชน
พื้นที่กว่า 100,000 ไร่ ของปากพลี พบปลาราว 96 ชนิด กุ้ง ปู หอย อย่างน้อย 10 ชนิด สัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก เต่า และงูน้ำ รวม 28 ชนิด พรรณไม้น้ำ อย่างน้อย 36 ชนิด และนกกว่า 200 ชนิด โดยมีความสำคัญในฐานะพื้นที่สำคัญของนกในระดับนานาชาติ (Important Bird Area) ที่เป็นแหล่งพักพิงและทำรังของเหยี่ยวดำ และเหยี่ยวหูดำ
อีกทั้ง ปลาซิวสมพงษ์ ปลาเฉพาะถิ่นของไทย เป็น Iconic species ที่ ณ ปัจจุบันพบเฉพาะในลุ่มน้ำบางปะกงตอนกลางที่จังหวัดนครนายกและปราจีนบุรี โดยเฉพาะในพื้นที่ทุ่งน้ำหลากของ ต.ท่าเรือ อ.ปากพลี จ.นครนายก และพื้นที่ใกล้เคียง มีสถานภาพใกล้สูญพันธุ์อย่างยิ่ง (Critically Endangered-CR) ตามเกณฑ์ IUCN Redlist
โดยมีขนาดพื้นที่อาศัยในช่วงฤดูน้ำหลากราว 200 ตารางกิโลเมตร ตามลำน้ำทั่วไป แต่ในช่วงฤดูแล้ง ขนาดพื้นที่อาศัยน้อยกว่า 1 ตร.กม. (ไม่เกิน 100 ไร่) มักพบในสระน้ำวัดลำบัวลอย ซึ่งปัจจุบันได้มีการประกาศเขตพื้นที่รักษาพันธุ์สัตว์น้ำพื้นที่สระน้ำวัดลำบัวลอย ห้ามจับปลาสวยงามด้วยเครื่องมือประมงทุกชนิด
ปลาซิวสมพงษ์ ต้องการระบบนิเวศทุ่งน้ำหลากในลักษณะนี้ มีออกซิเจนมากพอ ไม่มีสารพิษใด ๆ และมีแหล่งน้ำให้อาศัยในฤดูแล้งที่หมดฤดูน้ำหลากตามธรรมชาติ เพื่อการกระจายพันธุ์ และการเจริญเติบโต ซึ่งการทำนาข้าวขึ้นน้ำไม่มีการใช้สารเคมี และพึ่งพาน้ำหลากตามธรรมชาติ ทำให้เกิดการพึ่งพากันระหว่างระบบนิเวศ สัตว์ และชุมชน
ด้วยความหลากหลายเช่นนี้ ในปี 2025 ลุ่มน้ำบางปะกง ถูกเสนอและเพิ่มเป็น Key Biodiversity Area (KBA) ของภูมิภาค Indo-Burma เป็นพื้นที่ความหลากหลายทางชีวภาพที่สำคัญในระดับโลก

แต่ ปัจจุบัน สภาพแวดล้อมกำลังแปรเปลี่ยน ส่งผลให้ความหลากหลายทางชีวภาพได้รับผลกระทบ ทั้งปริมาณน้ำเสียที่เพิ่มขึ้นจากการขยายตัวของโรงงานอุตสาหกรรมรอบข้าง และการเปลี่ยนรูปแบบการใช้ที่ดิน จากการทำนาแบบอิงธรรมชาติ สู่การทำบ่อเลี้ยงปลาที่กระทบความหลากหลายทางชีวภาพ รวมถึงการสร้างเขื่อนรอบพื้นที่ลุ่มน้ำ ทำให้ทางน้ำเปลี่ยน
หลายโซนในพื้นที่รอบข้างลุ่มน้ำถูกดัดแปลงให้เป็นอ่างเก็บน้ำรอบป่ามรดกโลก ประมาณ 24 แห่ง รวมถึงโครงการก่อสร้าง ทำระบบชลประทาน และตัดไม้ อีก 12 แห่ง ซึ่งมีโครงการคลองมะเดื่อในพื้นที่นครนายกที่กำลังต่อสู้รวมอยู่ด้วย
ภัคเกษม ธงชัย เจ้าหน้าที่แผนงานด้านน้ำและพื้นที่ชุ่มน้ำ IUCN ร่วมนำเสนอกรณีศึกษาที่ California, USA ที่มีกฎห้ามเผาตั้งแต่ปี 1991 โดยภายหลังการเก็บเกี่ยวข้าวนาปี จะมีการสูบน้ำกลับเข้าไปในนาข้าวที่ไม่มีสารเคมี ฟางข้าวที่ย่อยสลายจะกลายเป็นคาร์บอน บวกกับแสงแดด กลายเป็น algae (สาหร่าย) เพิ่มสารอาหารให้น้ำ และเป็นอาหาร เป็นที่อาศัยให้สัตว์น้ำ และสัตว์อื่นในพื้นที่ ถือเป็น win-win solution สัตว์อยู่ได้ คนอยู่ได้
ในขณะที่พื้นที่ที่มีการปรับเปลี่ยนเป็นนาปรังเต็มรูปแบบ เช่น บางพื้นที่ในเวียดนาม มีการกั้นน้ำในฤดูน้ำหลากไม่ให้เข้านา เพื่อให้ปลูกข้าวได้เรื่อย ๆ กลับพบปัญหาต้นทุน เนื่องจากต้องใช้สารเคมีในการไล่แมลง และใช้ปุ๋ย ซึ่งข้าวนาปีโดยปกติจะสามารถไล่แมลงตามธรรมชาติได้ และน้ำที่หลากมาพร้อมกับตะกอน ทำให้ไม่จำเป็นต้องใช้ปุ๋ย ต้นทุนน้อยกว่า เมื่อนาข้าวไม่ต้องพึ่งสารเคมีใด พืช และสัตว์อื่นก็สามารถเจริญเติบโตได้ดี

การทำนาข้าวขึ้นน้ำเป็นวิถีชีวิตของชุมชนที่ดำเนินมาอย่างช้านาน การจะเปลี่ยนแปลงการใช้พื้นที่จากนาข้าวเป็นสิ่งอื่น อาจเป็นการทำลายวิถีชีวิตของชุมชน แต่เมื่อการทำนาก็อาจไม่สามารถเป็นแหล่งรายได้เดียวของชุมชน เนื่องจากต้นทุนที่สูงขึ้น แต่กำไรลดลง
การจะค้นหาทางเลือกอื่นใดที่จะช่วยอนุรักษ์พื้นที่ไว้ และยังช่วยให้ชุมชนมีรายได้ อยู่ดี กินดีได้ เป็นโจทย์สำคัญในการพัฒนาพื้นที่ดังกล่าว ซึ่งการท่องเที่ยวเชิงนิเวศเป็นทางเลือกหนึ่งที่อาจเป็นไปได้
เสียงสะท้อนจากพื้นที่นาข้าวขึ้นน้ำ
สรรเสริญ คำทอง นายอำเภอปากพลี จังหวัดนครนายก สะท้อนว่า ในปี 2569 นี้ อุปกรณ์และงบประมาณเบื้องต้นพร้อมแล้ว แต่การดำเนินการอาจเริ่มต้นช้าไป เนื่องจากการทดลองการใช้จุลินทรีย์ชนิดพิเศษมีข้อจำกัดในการใช้ที่จำเป็นต้องใช้ภายใน 3 วันหลังการเก็บเกี่ยว ซึ่งการทดลองเริ่มต้นขึ้นหลังจากมีการเก็บเกี่ยวไปแล้วราว 1 เดือน ทั้งนี้ จึงแนะว่า หากมีการเริ่มพร้อมการทำนาของเกษตรกร มีการวางแผน วิธีการจัดการ เมื่อฤดูกาลเก็บเกี่ยวมาถึง ก็ควรเริ่มดำเนินการทันที หากการทดลองสำเร็จ โจทย์สำคัญต่อไป คือ ทำอย่างไรเพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมชุมชนให้ใช้จุลินทรีย์แทนการเผา โดยไม่เพิ่มต้นทุนชุมชน
ผศ.ดร.สิทธิ กุหลาบทอง อาจารย์คณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรมการเกษตร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก แสดงความกังวลถึงระบบนิเวศถิ่นอาศัยของปลาซิวสมพงษ์ที่มีลักษณะเฉพาะ จากงานวิจัยที่ศึกษานาข้าวขึ้นน้ำในพื้นที่ พบว่า สารเคมีในดินมีลักษณะจำเพาะ การนำจุลินทรีย์มากำจัด และย่อยสลายฟางข้าวขึ้นน้ำอาจส่งผลต่อสารเคมีในดินได้ ดังนั้น จึงแนะว่า ในการพัฒนาจุลินทรีย์ย่อยสลายฟางข้าว ควรต้องศึกษานิเวศของดินกับน้ำควบคู่ไปด้วย เพื่อยังรักษาความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่ไว้
วิรัตน์ เล้าประเสริฐ เกษตรอำเภอปากพลี จังหวัดนครนายก เสนอแนะการพิจารณาแนวทางการจัดการและการแปรรูปตอซังฟางข้าวในลักษณะอื่น ๆ เพื่อไม่ให้ชุมชนต้องเผา โดยการสร้างมูลค่าเพิ่มให้ตอซังฟางข้าว เช่น การผลิตเป็น Biocha ชีวมวลอัดแท่งให้โรงงาน ถือเป็นอีกหนึ่งในทางเลือกที่สามารถสร้างรายได้เพิ่มเติมได้ รวมถึงต้องคำนวณให้มีการใช้ต้นทุนน้อยที่สุดหรือไม่มีเลย ตัวอย่างการจัดการตอซังฟางข้าวในพื้นที่ปราจีนบุรี ที่มีการนำเครื่องตัดฟางมาใช้ แลกมากับต้นทุนที่สูง ในส่วนนี้ จำเป็นต้องมีงบประมาณให้เกษตรกร แต่หากต้องมีการเผา ควรมีการปรึกษาหารือ เผาอย่างไรให้เกิดผลกระทบน้อยที่สุดหรือไม่มีเลย
มาลินี จันวรรณ์ นักวิชาการเกษตรชำนาญการพิเศษ ศูนย์วิจัยข้าวปราจีนบุรี กล่าวเสริมถึง การเพิ่มมูลค่าข้าวขึ้นน้ำ แนะให้มีนักวิจัยช่วยวิจัยเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ข้าวในพื้นที่ รวมถึงการวิจัยอื่น เพื่อเพิ่มมูลค่าข้าว และการจัดการตอซังฟางข้าว ช่วยเพิ่มรายได้ให้ชุมชน

ความท้าทายบนทางแพร่งของการพัฒนา – ความเสี่ยงต่อการสูญเสียทรัพยากรธรรมชาติใกล้กรุง
ปัจจุบัน ภาครัฐมีโครงการพัฒนาที่วางแผนการพัฒนาในพื้นที่จังหวัดนครนายกมากมาย ทั้งเขื่อน อ่างเก็บน้ำ โดยเฉพาะบริเวณรอบป่าดงพญาเย็น-เขาใหญ่ และโรงงานอุตสาหกรรมเพื่อการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) และการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไทย แต่เมื่อมองย้อนถึงพื้นที่และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากโครงการพัฒนา อาจไม่คุ้มเสียเลยแม้แต่น้อย
ผศ.ดร.นพ.สุธีร์ รัตนะมงคลกุล นายกสมาคมพลเมืองนครนายก และเครือข่ายคนรักษ์นครนายก มรดกธรรมชาติ กล่าวถึง วาทกรรม “นครนายก คือ ปอดของคนกรุง” นครนายก หนึ่งในจังหวัดใกล้กรุงเทพฯ ที่ไม่มีโรงงานอุตสาหกรรม และใช้เวลาเดินทางเพียง 1 ชั่วโมงครึ่ง เพื่อพบกับธรรมชาติที่สะอาดตา และอากาศที่ดี
พื้นที่อำเภอองครักษ์ มีสถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) ที่มีถังเก็บกากนิวเคลียร์ เพื่อการแพทย์ เกษตรกรรม และอุตสาหกรรม โดยไม่มีการป้องกันหากเกิดแผ่นดินไหว หากถังเก็บฯ เคลื่อน อาจเกิดการรั่วไหลได้ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อลุ่มน้ำบางปะกง เนื่องจากสถาบันฯ อยู่ใกล้กับแม่น้ำนครนายก และแม่น้ำนครนายกไหลรวมกับแม่น้ำปราจีนบุรีบรรจบที่ลุ่มน้ำบางปะกง อีกทั้ง หากนิวเคลียร์ไหลลงแม่น้ำนครนายก ผ่านคลองรังสิต และจะไหลลงคลองในกรุงเทพฯ ทำให้เกิดมลพิษทางน้ำในพื้นที่จังหวัดที่ใกล้ชิดลุ่มน้ำดังกล่าว
ประสงค์ ปาณศรี สมาคมพลเมืองนครนายก นำเสนอถึงโครงการเจ้าพระยา 2 ที่อาจเรียกได้ว่า เป็นความทุกข์ของคนหัวเมือง เพื่อคนกรุง เนื่องจากความเสียหายจากน้ำท่วมใหญ่ปี 2554 หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงเกิดความคิดในการจัดทำโครงการฯ ดังกล่าว เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ และบรรเทาปัญหาอุทกภัยในพื้นที่ภาคตะวันออก ลุ่มน้ำเจ้าพระยาใหญ่ กรุงเทพ และปริมาณฑล โดยการพัฒนาปรับปรุงคลองชัยนาท-ป่าสัก ร่วมกับการก่อสร้างคลองระบายน้ำหลากแนวใหม่แม่น้ำป่าสัก-อ่าวไทย

ภายใต้โครงการเจ้าพระยา 2 ปรากฎ 9 แผนงาน โดยโครงการคลองระบายน้ำหลากป่าสัก-อ่าวไทย ส่งน้ำจากประตูน้ำมโนรมย์ ผ่านชัยนาท-ป่าสัก ถึงคลองพระราม 6 และไปป่าสัก-อ่าวไทย และปรับปรุงคลองรพีพัฒน์เดิมเพื่อส่งน้ำไปอ่าวไทย รวมถึงมีการสร้างภูมิทัศน์ใหม่ ระยะ 135.55 กิโลเมตร ซึ่งขณะนี้กำลังอยู่ในขั้นตอนงานสำรวจ ออกแบบ โครงการคลองระบายน้ำหลากป่าสัก-อ่าวไทยระยะที่ 1 จังหวัดฉะเชิงเทรา ขนาดความกว้าง 200 เมตร และสูง 10 เมตร
ทั้งนี้ โครงการฯ ได้ดำเนินการจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม และยื่นทางสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) ตรวจสอบและให้ข้อแนะนำทั้งหมด 4 ครั้งแล้ว ซึ่ง สผ. มีการตีกลับเล่มรายงานในหลายด้าน เนื่องจากรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมของโครงการมีข้อมูลที่ไม่ครอบคลุม
โดยปกติ พื้นที่ที่ติดกับทะเล มักมีปัญหาขาดแคลนน้ำจืดสำหรับอุปโภค และบริโภค ในขณะที่พื้นที่ด้านบนของลุ่มน้ำ พบปัญหาน้ำท่วม แต่หากโครงการเจ้าพระยา 2 แล้วเสร็จ อาจเกิดปัญหาใหม่ เนื่องจากโครงการมีการสูบน้ำจากที่ดินเดิม 50 กิโลเมตร เพื่อเป็นแม่น้ำใหม่ที่ลอยบนผิวดิน และคร่อมอยู่บนคลองเดิม อีกทั้ง คลองเดิมต้องมีการวางท่อลอดใต้ 200 เมตร กลายเป็นการบล็อคเส้นทางน้ำ เกิดสายน้ำใหม่โดยอัตโนมัติ ซึ่งไม่ได้คำนึงถึงคนที่ต้องใช้น้ำในเส้นทางน้ำเดิม
การเปลี่ยนภูมิประเทศแบบฉับพลันเช่นนี้ ส่งผลให้แม่น้ำทรุด มวลน้ำมหึมาพัดผ่าน ทำให้บางพื้นที่ได้รับความเสี่ยงกลายเป็นพื้นที่รับน้ำโดยไม่ทันตั้งตัว รวมถึงส่งผลกระทบต่อสัตว์น้ำในพื้นที่ ปลาอาจช็อคน้ำจืดได้ และวิถีชีวิต การเดินทางของผู้คนเปลี่ยน อาจเกิดการแย่งน้ำ
ชัชวาล ปัญญาวาทีนันท์ อดีตอธิบดีกรมชลประทาน เคยกล่าวไว้ว่า หลักการป้องกันน้ำท่วม คือ ให้น้ำไหลผ่านคลองต่าง ๆ แล้วสูบหรือระบายน้ำลงทะเลให้ได้มากที่สุด “สงครามน้ำที่ดีที่สุด ถ้าไม่เก็บกักน้ำไว้ใช้ประโยชน์ ก็คือการยอมให้มันผ่านคลองต่าง ๆ ไปลงทะเลให้เร็วที่สุด”

กมลลักษณ์ สุขพลี กลุ่มรักษ์คลองมะเดื่อ ร่วมนำเสนอในประเด็นของโครงการเขื่อนคลองมะเดื่อ โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของพื้นที่คลองมะเดื่อในฐานะพื้นที่ที่มีความหลากหลายทางชีวภาพสูง คลองมะเดื่อเป็นพื้นที่ลุ่มน้ำชั้นที่ 1A พื้นที่ต้นน้ำลำธารที่ยังมีสภาพป่าสมบูรณ์ อีกทั้ง ความนิยมด้านการท่องเที่ยว เหมาะสำหรับ 1 day trip ใกล้กรุงเทพฯ ด้วยธรรมชาติและกิจกรรมสำหรับสาย Adventure มากมาย
จากการศึกษาของทีมวิจัยไทบ้าน พบว่า โครงการเขื่อนคลองมะเดื่อถูกเสนอขึ้น เพื่อนำน้ำไปรองรับการขยายตัวของอุตสาหกรรมที่กำลังจะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วภายใต้โครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ซึ่งคลองมะเดื่อเป็นชุมชนในหุบเขา ภูมิประเทศที่เหมาะสมในการทำเขื่อน โครงการฯ แจ้งว่า ประชาชนในพื้นที่จะได้รับน้ำ หมายความว่า ชุมชนจะได้รับน้ำทับซ้อนกับพื้นที่ชลประทานเขื่อนขุนด่านปราการชลที่อยู่ห่างกันเพียง 3 กิโลเมตร
อีกทั้ง โครงการฯ แนะให้ชุมชนปรับเปลี่ยนการใช้ประโยชน์ที่ดินจากการปลูกข้าวฟางลอยเป็นปลูกบลูเบอร์รี่ ซึ่งขัดกับวิถีชีวิตของชุมชน โดยชาวบ้านสามารถอาศัยอยู่ได้ในระบบนิเวศน้ำหลากนี้ ไม่ได้ปลูกบ้านในร่องน้ำ ขัดทางน้ำ แต่ปลูกบ้านบนที่ราบเชิงเขา มีพื้นที่ recreation ให้คนไปพักผ่อน บางส่วนทำสวน
การศึกษาความหลากหลายในพื้นที่ พบพืช 126 ชนิด สมุนไพร 88 ชนิดที่ชาวบ้านใช้อยู่ พบนกเงือก พบปลา 23 ชนิด สัตว์น้ำชนิดสำคัญ คือ ปลาแค้ และปูหินน้ำตก (Endemic Species) ที่ในรายงาน EIA ของกรมชลประทานไม่มีระบุไว้ และหอยหอม หอยเฉพาะถิ่น (Endemic Species) ของป่าเขาใหญ่ ที่เป็นแหล่งรายได้หลักของชุมชน อีกทั้ง ตะกอง 1 ใน OUV ของการเป็นมรดกโลก ซึ่งสามารถพบได้ทุกช่วงวัย
พื้นที่คลองมะเดื่อ เป็นแนวกั้นชนช้างให้คนนครนายกในหน้าแล้ง หากมีการก่อสร้างเขื่อน จะส่งผลให้พื้นที่หากินของช้างถูกทำลาย และช้างจะเข้าเมือง
ในด้านการท่องเที่ยว ชุมชนมีรายได้จากการท่องเที่ยว ในฤดูท่องเที่ยว 300,000 บาทต่อปี ร้านค้าริมทางของคนตัวเล็กตัวน้อย 3.5 ล้านบาท/ปี รวมถึงการทำน้ำมันกฤษณาส่งออก ซึ่งเป็นภูมิปัญหาดั้งเดิม โดยพรานล่าไม้หอมนำเมล็ดพันธุ์มาปลูกในพื้นที่ และพัฒนากลั่นเป็นน้ำมันขาย
การสร้างเขื่อน จะช่วยน้ำท่วม ได้เพียง 50-60 ซม. งบประมาณกว่า 6,000 ล้าน อาจไม่คุ้มที่เสียความหลากหลายทางชีวภาพ ป่าราว 2,000 ไร่ และพื้นที่อากาศสะอาด อีกทั้ง คำถามสำคัญ ชาวบ้านจะไปอยู่ที่ใด
Roundtable : ร่วมออกแบบแนวทางและกลไกการทำงานร่วมกัน
การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพรายชนิด และการสูญเสียระบบนิเวศ ถิ่นอาศัยดั้งเดิมของสัตว์ กลายเป็นปัญหาที่ถูกละเลย เมื่อระบบนิเวศถูกรบกวน สัตว์ในพื้นที่นั้น ๆ ก็ถูกรบกวน หลายระบบนิเวศถูกคุกคาม สัตว์ที่เคยพบจำนวนมาก ปัจจุบันกลับกลายเป็นหายาก ไปจนถึงสูญพันธ์ ซึ่งระบบนิเวศทางน้ำ เช่น พื้นที่ชุ่มน้ำ ปากแม่น้ำ น้ำจืด น้ำกร่อย น้ำทะเล เป็นระบบนิเวศที่เปราะบาง ถูกคุกคามอย่างมาก
โจทย์การอนุรักษ์ คือ การเปิดมุมมอง เพิ่มการตระหนักรู้ ให้ผู้คนเข้าใจความสำคัญของระบบนิเวศทั้งทางตรงและทางอ้อม และสามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างยั่งยืน ดังเช่น ระบบนิเวศทุ่งน้ำหลากปากพลี ที่ชุมชนสามารถใช้ประโยชน์ได้ ทั้งการทำนาข้าว จับสัตว์น้ำ เพื่อสร้างรายได้ และความมั่นคงทางอาหาร นำไปสู่เศรษฐกิจหมุนเวียนในจังหวัด รวมถึงการท่องเที่ยวจากการมีสภาพแวดล้อมที่ดี และสัตว์สำคัญ
ประเด็นในพื้นที่ คือ วิธีการจัดการตอซังฟางข้าวที่เหมาะสม เพื่อลดการเผา และฝุ่น PM 2.5 โดยควรต้องมีการร่วมมือหลายภาคส่วนในการเพิ่มมูลค่าให้กับฟางข้าว นำไปทำผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ พร้อมช่วยเปิดตลาดสักระยะหนึ่ง เพื่อให้สินค้าติดตลาด และชุมชนสามารถจัดการต่อได้เอง เพื่อเพิ่มรายได้นอกเหนือจากการทำการเกษตรกรรมที่ประสบปัญหาราคาต่ำ
เมื่อเศรษฐกิจต้องพึ่งพาธรรมชาติ จึงต้องมีการดูแลรักษาธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้ดี เพื่อผลกระทบทางบวกต่อชุมชน ทั้งในด้านการพัฒนาสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม

ดร.นพ.วิรุฬ ลิ้มสวาท เลขาธิการมูลนิธิสถาบันวิจัยสังคมและสุขภาพ กล่าวโดยสรุปว่า การจัดการฝุ่น เป็นจุดเริ่มต้นในการทำความเข้าใจเพื่อสร้างอนาคตที่อุดมสมบูรณ์ทั้งน้ำ อากาศ และอาหารให้กับลูกหลาน
การดำเนินงานในระดับ micro เริ่มแล้ว เกิดความร่วมมือในหลายภาคส่วนระหว่างพื้นที่ ระหว่างจังหวัด แต่การจะแก้ไขปัญหาได้อย่างแท้จริง ต้องมีการดำเนินงานในระดับ macro หรือระดับนโยบาย ในวันที่ทุกพื้นที่ของประเทศไทยล้วนประสบปัญหาฝุ่น ซึ่งมีสาเหตุแตกต่างกันออกไป
ถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลต้องผลักดัน พ.ร.บ. อากาศสะอาด ให้เป็นวาระแห่งชาติ เพื่อประชาชนทุกคน ทำความเข้าใจในแต่ละพื้นที่ โดยร่วมมือและให้อำนาจกับท้องถิ่นในการจัดการเพื่อการแก้ไขปัญหาที่ตรงจุดอย่างเหมาะสม เพราะ “อากาศสะอาด คือ สิทธิขั้นพื้นฐานที่ทุกคนพึงมี”
ผู้เขียน
มนุษย์หมีแข็ง ช่างสังเกต ชอบมองท้องฟ้า ต้นไม้สีเขียว ฟังเพลงไปเรื่อย และถ่ายรูปทุกสิ่งอย่าง I can do this all day.



