คณะนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่และเครือข่ายนักวิจัย ได้ค้นพบพืชชนิดใหม่ของโลกในสกุลสังหยูดอกใหญ่ วงศ์กระดังงา จากป่าดิบชื้นในจังหวัดนราธิวาส โดยพบขึ้นอยู่บริเวณป่าใกล้ลำธารในอำเภอจะแนะ และอำเภอระแงะ
พืชชนิดนี้เป็นไม้ต้นขนาดเล็ก สูงประมาณ 3 – 4 เมตร มีดอกที่โดดเด่นสะดุดตา กลีบดอก 6 กลีบ เรียงเป็น 2 ชั้น ชั้นละ 3 กลีบ
โดยกลีบดอกชั้นนอกมีสีขาวครีม ส่วนกลีบดอกชั้นในมีสีม่วงแดงแต้มสีครีม ปลายกลีบประกบกันเป็นรูปโดมอย่างสวยงาม
ภายในมีช่องว่างซึ่งเป็นทางเข้าของแมลงผสมเกสร เมื่อออกดอกพร้อมกันทั้งต้นจะมีความโดดเด่นเป็นพิเศษ ขณะที่ผลเป็นผลกลุ่ม โดยผลย่อยแต่ละผลมีเมล็ดได้มากถึง 12 เมล็ด
สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานนามไทยว่า ‘รุจิสิริน’
อย่างไรก็ดี ตลอดการศึกษาวิจัย นักพฤกษศาสตร์พบและเก็บตัวอย่างของรุจิสิรินได้เพียงไม่กี่ครั้งจากพื้นที่ใน 2 อำเภอของจังหวัดนราธิวาส ซึ่งหมายความว่าพืชชนิดนี้อาจมีการกระจายพันธุ์จำกัด
และน่าสนใจว่า เป็นการพบในป่าดิบชื้นที่เคยถูกรบกวนและอยู่ติดกับสวนยางพารา บริเวณใกล้ลำธาร ที่ระดับความสูงเพียง 100 – 200 เมตรจากระดับน้ำทะเล
แสดงให้เห็นว่าพื้นที่ธรรมชาติขนาดเล็กที่หลงเหลืออยู่นอกเขตอนุรักษ์ยังคงมีคุณค่าต่อความหลากหลายทางชีวภาพอย่างมาก
คณะวิจัยประกอบด้วย รองศาสตราจารย์ ดร.ธนวัฒน์ เชาวสกู ภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ นางสาวชนิตา อยู่สุขขี ครูโรงเรียนท่าช้างวิทยาคาร จังหวัดสิงห์บุรี และ ดร.อานิสรา ดำทองดี นักวิจัยหลังปริญญาเอก ร่วมกับนักวิจัยอิสระอีก 3 คน ได้แก่ กิติศักดิ์ ฌานธำรง (อ๋องย่อง) อับดุลรอแม บากา และอิสมาแอล สามะแอ
ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่ทรงสนับสนุนการศึกษาและอนุรักษ์พันธุกรรมพืชของไทยมาอย่างต่อเนื่อง มหาวิทยาลัยเชียงใหม่จึงได้กราบบังคมทูลขอพระราชทานนามสำหรับพืชชนิดใหม่นี้ และขอพระราชทานพระราชานุญาตใช้คำว่า ‘Sirindhorn’ เป็นชื่อระบุชนิดทางวิทยาศาสตร์
ต่อมาทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานนามไทยว่า ‘รุจิสิริน’ และพระราชทานพระราชานุญาตให้ใช้ชื่อวิทยาศาสตร์ Pseuduvaria sirindhorniana Yoosukkee, Damth. & Chaowasku เพื่อเฉลิมพระเกียรติในโอกาสที่ทรงเจริญพระชนมายุครบ 72 พรรษา ในปี พ.ศ. 2570
ผลการศึกษารับรองว่า ‘รุจิสิริน’ เป็นพืชชนิดใหม่ของโลก ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารวิชาการนานาชาติ Blumea ปีที่ 70 ฉบับที่ 3 เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2569 โดยใช้หลักฐานจากทั้งลักษณะทางสัณฐานวิทยาและข้อมูลพันธุกรรมดีเอ็นเอที่แสดงความสัมพันธ์ทางวิวัฒนาการ
นักวิจัยเสนอว่าควรอนุรักษ์ถิ่นอาศัยของพืชชนิดนี้อย่างเร่งด่วน ควบคู่กับการใช้เทคโนโลยีชีวภาพ โดยเฉพาะการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ เพื่อขยายพันธุ์และนำไปปลูกอนุรักษ์ในสวนพฤกษศาสตร์หรือหน่วยงานต่างๆ ก่อนจะล้มหายไปจากธรรมชาติมากกว่านี้
เนื่องจากพื้นที่ที่พบพืชชนิดนี้ไม่ได้อยู่ภายใต้การคุ้มครองของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช และกำลังเผชิญแรงกดดันจากการเปลี่ยนแปลงพื้นที่ป่าไปเป็นสวนยางพารา สวนปาล์มน้ำมัน และสวนไม้ผล
แม้รุจิสิรินจะเป็นพืชหายาก แต่ในทางวิชาการยังไม่สามารถระบุได้ว่าอยู่ในสถานะใกล้สูญพันธุ์หรือไม่
โดยคณะผู้วิจัยเสนอให้จัดอยู่ในสถานะ ‘ข้อมูลไม่เพียงพอ’ ตามเกณฑ์สหภาพสากลว่าด้วยการอนุรักษ์ธรรมชาติ (IUCN) เนื่องจากยังมีข้อมูลการกระจายพันธุ์และจำนวนประชากรในธรรมชาติไม่มากพอสำหรับการประเมินความเสี่ยง
การค้นพบ ‘รุจิสิริน’ นอกจากทำให้เราได้รู้จักพันธุ์ไม้ชนิดใหม่แล้ว ยังเป็นการเพิ่มองค์ความรู้ด้านความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศไทย โดยเฉพาะในจังหวัดนราธิวาส อีกหนึ่งแหล่งความหลากหลายทางชีวภาพที่ยังรอการศึกษา
โดยนักวิจัยระบุว่าพื้นที่แห่งนี้ยังเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่ได้รับการสำรวจทางพฤกษศาสตร์น้อยที่สุดของประเทศ ส่งผลให้ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา มีการค้นพบพืชชนิดใหม่จำนวนไม่น้อยจากผืนป่าภาคใต้ตอนล่าง
และเป็นสิ่งย้ำเตือนว่า ความหลากหลายทางชีวภาพสามารถพบได้ทั่วไป ไม่เฉพาะในผืนป่าอนุรักษ์เท่านั้น ผืนป่านอกเขตอนุรักษ์เต็มไปด้วยเรื่องราวของพืชพรรณที่รอการศึกษาและปกป้องอีกจำนวนมาก
ซึ่งหากสูญเสียพื้นที่ธรรมชาติเหล่านี้ไป อาจหมายถึงการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพชนิดต่างๆ ที่โลกยังไม่ทันได้รู้จักอย่างถาวร
- อ่านรายงานการค้นพบโดยละเอียดได้ที่ Molecular phylogenetic and morphological evidence supports the recognition of Pseuduvaria sirindhorniana (Annonaceae), a new species from southern Thailand
- ภาพประกอบ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
ผู้เขียน
โซเชียลมีเดียที่เขียนบันทึกประเด็นปัญหาสิ่งแวดล้อมในยุคแอนโทโปรซีน



