‘นกตะกราม’ เกิดใหม่ในไทย ความหวังครั้งแรกหลังหายไปกว่า 40 ปี

‘นกตะกราม’ เกิดใหม่ในไทย ความหวังครั้งแรกหลังหายไปกว่า 40 ปี

ข่าวการฟัก ‘ลูกนกตะกราม’ สำเร็จจากตู้อบที่สวนสัตว์เปิดเขาเขียวเมื่อไม่กี่วันก่อน ทำให้ชื่อ ‘นกตะกราม’ กลับมาอยู่ในความสนใจของผู้คนอีกครั้ง หลักจากชื่อนี้หายไปจากความทรงจำมานมนาน

พร้อมได้ชวนย้อนวันวานว่า ครั้งหนึ่งประเทศไทยเคยมีนกชนิดนี้อยู่ ก่อนจะสูญพันธุ์ไป

นกตะกราม หรือ Greater Adjutant เป็นนกกระสาขนาดใหญ่ชนิดหนึ่ง ใหญ่ชนิดที่ว่าถ้ามันยืนตรงๆ ความสูงอาจพอๆ กับเด็กประถมคนหนึ่ง ปีกกางได้กว่าสองเมตรครึ่ง ชอบอาศัยอยู่ตามพื้นที่ชุ่มน้ำ หนองน้ำ บึงน้ำจืด

การมีอยู่ของ ‘นกตะกราม’ เปรียบได้กับการมี ‘ทีมเก็บกวาด’ ในระบบนิเวศ เพราะอาหารส่วนหนึ่งมาจากซากสัตว์ที่ตายแล้ว ช่วยเร่งกระบวนการย่อยสลายในธรรมชาติ หรือเปรียบได้กับแร้งของพื้นที่ชุ่มน้ำ

อย่างไรก็ดี ‘นกตะกราม’ ไม่ได้กินแค่ซาก แต่ยังล่าปลา กบ สัตว์เลื้อยคลานขนาดเล็ก รวมถึงสัตว์น้ำอีกหลายชนิด ในฐานะนักล่าในห่วงโซ่อาหารคอยควบคุมสมดุลประชากรของสัตว์อื่นไปพร้อมกัน

การที่ประชากร ‘นกตะกราม’ สามารถดำรงอยู่ได้ในพื้นที่หนึ่ง จึงหมายความถึงพื้นที่นั้นยังมีโครงสร้างระบบนิเวศที่เพียงพอรองรับสัตว์ผู้ล่าระดับบนของห่วงโซ่อาหาร

แต่ประเด็นนี้ต้องขั้นไว้ด้วยหมายเหตุตัวโตๆ ว่า ชีวิตความเป็นของ ‘นกตะกราม’ ไม่ได้สัมพันธ์กับธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์เสมอไป 

เพราะ ‘นกตะกราม’ มีความสามารถในการปรับตัวสูง สามารถใช้ประโยชน์จากพื้นที่ที่ถูกเปลี่ยนแปลงได้ เช่น การหากินตามกองขยะหรือพื้นที่ใกล้ชุมชนในอินเดีย เป็นพฤติกรรมสะท้อนถึงความยืดหยุ่นในการเอาชีวิตรอด 

และในอีกด้านหนึ่งถือเป็นหลักฐานว่า พื้นที่ชุ่มน้ำธรรมชาติที่เคยเป็นถิ่นอาศัยหลัก ได้เสื่อมโทรมหรือหายไปมากจนมันต้องปรับตัวเข้าหาแหล่งอาหารรูปแบบใหม่

ประเด็นนี้สัมพันธ์โดยตรงกับสถานะการอนุรักษ์ที่ระบุว่าเป็นสัตว์ใกล้สูญพันธุ์ โดยส่วนหนึ่งเป็นผลจากถิ่นที่อยู่อาศัยถูกทำลาย 

ย้อนกลับไปในอดีต ‘นกตะกราม’ เคยอาศัยอยู่ทั่วเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทั้งอินเดีย เนปาล บังกลาเทศ เมียนมา ไทย ลาว กัมพูชา เวียดนาม มาเลเซีย รวมถึงบางส่วนของอินโดนีเซีย

ในประเทศไทยเคยมีรายงานการพบตามพื้นที่ชุ่มน้ำหลายแห่ง 

แต่เมื่อเวลาผ่านไป พื้นที่ธรรมชาติค่อยๆ ถูกเปลี่ยนเป็นพื้นที่เกษตร เมือง ถนน และสิ่งปลูกสร้าง ต้นไม้ใหญ่ที่มันใช้ทำรังถูกตัด แหล่งน้ำหลายแห่งเสื่อมโทรมลง

สุดท้าย ‘นกตะกราม’ จึงสูญพันธุ์ไปในที่สุด

นอกเหนือจากนกในสวนสัตว์ ตามหลักฐานสาธารณะ ประชากรธรรมชาติของ ‘นกตะกราม’ ที่ชัดเจนจริงๆ เหลือกระจุกตัวอยู่เพียงไม่กี่แห่ง

จุดสำคัญที่สุดคือรัฐอัสสัม ประเทศอินเดีย ในแถบลุ่มแม่น้ำพรหมบุตร ซึ่งเป็นเหมือนฐานที่มั่นสุดท้ายของกลุ่มประชากรที่ใหญ่ที่สุด

อีกแห่งคือกัมพูชา บริเวณโตนเลสาบ ซึ่งยังเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำขนาดใหญ่ที่รองรับประชากรนกชนิดนี้ได้

นอกจากนั้น แม้มีรายงานการพบประปรายในบางประเทศ แต่ยังไม่มีหลักฐานชัดเจนว่ามีประชากรสืบพันธุ์ด้วยสถานะที่มั่นคง และส่วนมากพบเจอในฐานะนกอพยพที่หลงฝูง ดังที่ปรากฏพบในประเทศไทยหลายครั้ง

ดังนั้น กรณี ‘นกตะกราม’ เกิดใหม่ในรอบ 40 ปี จึงถือเป็นเรื่องสำคัญ และจุดประกายความหวังในการฟื้นคืนประชากรในอนาคต

แม้นาทีนี้อาจยังเป็นเพียงแนวคิด และคงไม่เกิดขึ้นในเร็ววัน แต่เรามีตัวอย่างความสำเร็จดังเช่นกรณีนกกระเรียนพันธุ์ไทย หรือกรณีพญาแร้งที่กำลังทำอยู่ก็มีแววความหวังเช่นกัน 

อย่างไรก็ดี เรื่องเช่นนี้จำเป็นต้องพึ่งอีกเงื่อนไขมหาศาล ถึงจะเพาะเลี้ยงสำเร็จ แต่ยังมีอีกหลายเรื่องต้องจัดการควบคู่ไปพร้อมกันทั้งเรื่องถิ่นอาศัย ความปลอดภัย แหล่งอาหาร การจัดการระยะยาว 

กว่า 40 ปี ที่ประเทศไทยไม่มี ‘นกตะกราม’ เกิดขึ้นเลย ในวันนี้ได้เกิดก้าวแรกขึ้นมาแล้ว จากนี้ไปอยู่ที่ว่าจะไปถึงก้าวที่สองได้เมื่อไหร่

ผู้เขียน

Website | + posts

โซเชียลมีเดียที่เขียนบันทึกประเด็นปัญหาสิ่งแวดล้อมในยุคแอนโทโปรซีน