ราวกลางเดือนมิถุนายน สหราชอาณาจักรประกาศเดินหน้ามาตรการใหม่เพื่อสกัดการตัดไม้ทำลายป่าผิดกฎหมาย
มาตราการดังกล่าวระบุว่า ในอนาคตอันใกล้สินค้าที่วางจำหน่ายในประเทศ เช่น กาแฟ โกโก้ ปาล์มน้ำมัน ถั่วเหลือง ยางพารา เนื้อวัว ฯลฯ ห้ามมีส่วนเชื่อมโยงกับการทำลายป่าที่ผิดกฎหมายในประเทศต้นทาง และบริษัทที่นำเข้าสินค้าเสี่ยงจะต้องพิสูจน์ได้ว่าวัตถุดิบไม่ได้มาจากพื้นที่ที่ถูกบุกรุกป่าอย่างผิดกฎหมาย หากไม่ปฏิบัติตามอาจถูกลงโทษ (อยู่ระหว่างการออกกฎหมายลำดับรอง เพื่อกำหนดรายละเอียดการบังคับใช้)
โดยกฎจะเน้นห้ามสินค้าที่เกี่ยวข้องกับการตัดไม้หรือเปลี่ยนแปลงพื้นที่ป่าที่ผิดกฎหมายตามกฎหมายของประเทศผู้ผลิต และในอนาคตจะขยับไปสู่มาตรฐานที่เข้มงวดกว่า คือ สินค้านำเข้าต้องไม่เกี่ยวข้องกับการทำลายป่าเลย ไม่ว่าจะถูกกฎหมายหรือไม่ก็ตาม
ในเหตุการณ์ที่เชื่อมโยงถึงกัน ก่อนหน้านั้นรัฐบาลโคลอมเบียได้ผ่านกฎหมายครั้งประวัติศาสตร์ที่กำหนดให้ วัวทุกตัวต้องสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ตั้งแต่ฟาร์มต้นทางจนถึงซูเปอร์มาร์เก็ต
กฎหมายดังกล่าวมีเพื่อป้องกันไม่ให้เนื้อวัวที่มีส่วนเชื่อมโยงกับการบุกรุกป่าเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งถือเป็นประเทศป่าเขตร้อนแห่งแรกที่ออกกฎหมายระดับชาติในลักษณะนี้ และถูกมองว่าอาจเป็นต้นแบบให้กับประเทศอื่นๆ ในลุ่มน้ำแอมะซอน
ที่ผ่านมา การเลี้ยงวัวเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญที่สุดของการตัดไม้ทำลายป่าในแอมะซอนของโคลอมเบีย หลายพื้นที่มีการเผาหรือถางป่าเพื่อเปลี่ยนเป็นทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์ โดยเฉพาะในอุทยานแห่งชาติและพื้นที่คุ้มครอง
อีกทั้งในโคลอมเบียยังมีปัญหาผู้บุกรุกใช้การเลี้ยงวัวเป็นเครื่องมือยึดครองที่ดินเพื่ออ้างสิทธิ์ ขณะเดียวกันกลุ่มติดอาวุธและเครือข่ายค้ายาเสพติดก็เก็บค่าคุ้มครองจากผู้เลี้ยงวัว และออกใบอนุญาตผิดกฎหมายให้ถางป่า ทำให้การตัดไม้กลายเป็นแหล่งรายได้ของอาชญากรรม
แน่นอนว่า กฎหมายตรวจสอบย้อนกลับวัวเกิดขึ้นในช่วงที่หลายประเทศ โดยเฉพาะสหภาพยุโรป กำหนดให้สินค้านำเข้าต้องพิสูจน์ว่า ไม่เกี่ยวข้องกับการตัดไม้ทำลายป่า หากโคลอมเบียไม่มีระบบตรวจสอบที่น่าเชื่อถือ ก็อาจสูญเสียตลาดส่งออกสำคัญ
และหากกฎหมายบังคับใช้ได้จริง ก็จะช่วยทั้งรักษาป่าแอมะซอน เพิ่มความโปร่งใสของอุตสาหกรรมปศุสัตว์ และสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคทั่วโลก
แม้ทั้งสองเหตุการณ์จะเกิดขึ้นคนละประเทศ และเป็นกฎหมายคนละฉบับ แต่ต่างเชื่อมโยงถึงกัน
ในอดีต การแก้ปัญหาการตัดไม้ทำลายป่ามักมุ่งไปที่ต้นทางอย่างการพยายามจับผู้บุกรุกหรือเพิ่มพื้นที่คุ้มครอง แต่ในโลกความเป็นจริง ผืนป่าหลายแห่งได้ถูกเปลี่ยนเป็นสินค้าที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นเนื้อวัว ถั่วเหลือง ปาล์มน้ำมัน กาแฟ หรือโกโก้ ที่ออกเดินทางผ่านพ่อค้าคนกลาง โรงงานแปรรูป ผู้ส่งออก ผู้นำเข้า และซูเปอร์มาร์เก็ต ก่อนจะไปอยู่ในตะกร้าสินค้าของผู้บริโภคทั่วโลก
นั่นหมายความว่า หากห่วงโซ่อุปทานยังรับซื้อสินค้าที่มาจากพื้นที่บุกรุกป่า การบุกรุกป่าก็ไม่ต่างอะไรกับธุรกิจที่สร้างกำไร
กฎหมายของสหราชอาณาจักรและโคลอมเบียเป็นเหมือน ‘คนละด้านของเหรียญเดียวกัน’ ฝั่งหนึ่งคือประเทศผู้นำเข้าอย่างสหราชอาณาจักร ที่กำหนดเงื่อนไขว่าบริษัทต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าสินค้าที่นำเข้ามาไม่ได้เกี่ยวข้องกับการทำลายป่า หากพิสูจน์ไม่ได้ ก็ไม่สามารถวางจำหน่ายได้
ส่วนอีกฝั่งคือประเทศผู้ผลิตอย่างโคลอมเบีย ที่ต้องสร้างระบบตรวจสอบย้อนกลับวัวทุกตัวตั้งแต่ฟาร์มต้นทาง เพื่อให้สามารถพิสูจน์ต่อประเทศคู่ค้าได้ว่า เนื้อวัวไม่ได้มาจากพื้นที่ที่บุกรุกป่า
หรือกล่าวได้อีกอย่าง หากอังกฤษกำลังสร้าง ‘กำแพง’ ไม่ให้สินค้าที่ทำลายป่าเข้าสู่ตลาด โคลอมเบียก็กำลังสร้าง ‘หนังสือเดินทาง’ ให้สินค้าของตัวเอง พิสูจน์ความโปร่งใสและสามารถผ่านกำแพงนั้นได้
และจริงๆ แล้ว เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัวของไทย เพราะสินค้าหลายชนิดที่อยู่ในกฎหมายของอังกฤษและสหภาพยุโรป ไม่ว่าจะเป็นยางพารา ปาล์มน้ำมัน กาแฟ โกโก้ ไม้ หรือโค ล้วนเป็นสินค้าที่ประเทศไทยผลิตและส่งออกด้วย
แม้ไทยจะยังไม่มีกฎหมายแบบอังกฤษ แต่ภาครัฐได้เริ่มพัฒนาระบบ EUDR One Data Thailand ซึ่งเป็นฐานข้อมูลสำหรับตรวจสอบย้อนกลับสินค้าเกษตร เพื่อให้ผู้ส่งออกสามารถพิสูจน์ได้ว่าสินค้ามาจากแปลงผลิตใด อยู่พิกัดไหน และไม่ได้เกี่ยวข้องกับการตัดไม้ทำลายป่า โดยเชื่อมข้อมูลเกษตรกร ข้อมูลที่ดิน ข้อมูลป่าไม้ และข้อมูลภูมิสารสนเทศไว้ในระบบเดียว
เพราะหากต้องการขายสินค้าให้ตลาดยุโรป ผู้ส่งออกไทยก็ต้องปฏิบัติตามกฎของประเทศปลายทางอยู่ดี หากพิสูจน์ไม่ได้ว่าสินค้าปลอดการตัดไม้ทำลายป่า ก็อาจไม่สามารถส่งออกได้
เรื่องที่กล่าวมาเป็นดั่งสิ่งสะท้อนกฎการค้าโลกยุคใหม่ จากเดิมที่แข่งขันกันเรื่องราคา คุณภาพ หรือมาตรฐานความปลอดภัยของสินค้า
มาเป็นการแข่งขันเรื่อง ความโปร่งใสของห่วงโซ่อุปทาน ผู้ซื้อไม่ได้ต้องการรู้แค่ว่าสินค้าดีหรือไม่ แต่ต้องการรู้ด้วยว่า สินค้านี้มาจากไหน ผลิตบนที่ดินแปลงใด และระหว่างทางได้ทำลายป่าหรือไม่
อ้างอิง
- Government steps up action to tackle illegal deforestation
- Colombia Passes First-Ever National Law Requiring Beef to Be Traced Back to Its Origins
- กรมอุทยานฯ จับมือ 11 หน่วยงาน ลงนาม MOU ขับเคลื่อน “EUDR One Data Thailand” ยกระดับสินค้าเกษตรไทยสู่มาตรฐานโลก รองรับกฎระเบียบยุโรป
ผู้เขียน
ทำงานอิสระที่เกี่ยวข้องกับหนังสือ การเขียน เรื่องสิ่งแวดล้อมและดนตรีนอกกระแส - เวลาส่วนใหญ่ของชีวิตใช้ไปกับการนั่งมองความเคลื่อนไหวของใบไม้และสายลม



