ตอนเริ่มต้น โครงการจัดการระบบนิเวศในพื้นที่ป่าสงวนเพื่อแนวเชื่อมต่อป่าตะวันตกสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน ไม่ได้มีไผ่ 17,788 ต้น
มีเพียงพื้นที่ทำกินของชุมชน ขั้นกลางระหว่างเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาสนามเพรียงกับอุทยานแห่งชาติคลองวังเจ้า
เมื่อมีเป้าหมายว่า โครงการฯ จะฟื้นฟูพื้นที่ให้เกิดแนวเชื่อมต่อป่าระหว่างเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาสนามเพรียง กับอุทยานแห่งชาติคลองวังเจ้า และเพื่อให้เกิดการกระจายตัวของสัตว์ป่าระหว่างเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาสนามเพรียง กับอุทยานแห่งชาติคลองวังเจ้า การชวนคนในพื้นที่เข้ามาร่วมปลูกร่วมสร้างสะพานระบบนิเวศด้วย ‘ไผ่’ จึงเป็นก้าวแรก
ตั้งแต่ปี 2564 มูลนิธิสืบนาคะเสถียรเริ่มทำงานกับชุมชนในพื้นที่เป้าหมาย ชวนเจ้าของที่ดินและเกษตรกรเข้ามาทดลองปลูก ‘ไผ่ซางหม่น’ ซึ่งตกผลึกร่วมกันว่านี่คือ ไม้เศรษฐกิจที่สามารถใช้ประโยชน์ได้เมื่อเติบโตขึ้น
จากการชักชวนในช่วงแรก ค่อยๆ มีคนเข้าร่วมมากขึ้น ปัจจุบันมีสมาชิก 92 ราย ใน 4 ชุมชน จากบ้านหนองบัวสามัคคี บ้านไร่พิจิตร บ้านหนองแดน และบ้านปางขนุน
สำหรับคนที่เข้าร่วม การปลูกไผ่หมายถึงการเปลี่ยนพื้นที่บางส่วนจากการทำเกษตรแบบเดิมมาเป็นพื้นที่ปลูกไม้ที่ต้องใช้เวลาเติบโต รายได้จากพื้นที่จึงไม่ได้เกิดขึ้นทันที
โครงการจึงมีกองทุนส่งเสริมการปลูกไม้เศรษฐกิจเข้ามารองรับ โดยชดเชยการเสียโอกาสจากการใช้พื้นที่ในอัตรา 20 บาทต่อต้นต่อปี เป็นเวลา 5 ปี และจ่ายตามจำนวนต้นที่รอดจริง
หลังจากตกลงเข้าร่วม งานปลูกจึงเริ่มขึ้นทีละแปลง
บางพื้นที่ปลูกเป็นแนว บางพื้นที่รวมกันเป็นกลุ่มต้นไผ่ตามลักษณะของแปลงที่ดิน เป้าหมายคือให้พื้นที่สีเขียวที่กระจายอยู่ตามพื้นที่ทำกิน และได้แบ่งรูปแบบการจัดการเป็นโซนการปลูกไว้ทั้งหมด 5 โซน ค่อยๆ ทยอยเพิ่มจำนวนและเชื่อมต่อกันในอนาคต
ตลอดระยะ 5 ปีแรก มีการปลูกไผ่รวม 23,337 ต้น บนพื้นที่ 233 ไร่ 1 งาน
ตัวเลขนี้เกิดขึ้นจากการปลูกจริงของสมาชิกในพื้นที่ แต่ไม่ได้หมายความว่าไผ่ทั้งหมดจะรอดมาถึงวันนี้
หลังผ่านวันฝนผ้าเปลี่ยนฤดู ไผ่บางส่วนเสียหายจากหลายสาเหตุ ทั้งการขาดการดูแล สภาพอากาศที่แห้งแล้ง และไฟป่า สุดท้ายเหลือไผ่ที่รอดอยู่ 17,788 ต้น หรือประมาณ 77 เปอร์เซ็นต์
ถ้าเริ่มจากไผ่ 100 ต้น วันนี้จึงเหลืออยู่ประมาณ 77 ต้น
ช่วงเวลานี้เองที่การปลูกเริ่มเปลี่ยนจากเรื่องของการเอากล้าไม้ลงดิน มาเป็นเรื่องของการดูแลต้นที่มีอยู่ สมาชิกต้องเรียนรู้ว่าไผ่ในแต่ละพื้นที่ต้องดูแลอย่างไร รับมือกับความแห้งแล้งและไฟอย่างไร รวมถึงจะใช้ประโยชน์จากไผ่ที่เริ่มโตขึ้นอย่างไร
ในปี 2568 สมาชิกบางส่วนเริ่มทดลองขยายพันธุ์ไผ่ด้วยการตอนกิ่ง และสามารถขยายพันธุ์ได้มากกว่า 1,500 กิ่ง
ไผ่ที่เคยได้รับมาปลูกจากโครงการ เริ่มกลายเป็นต้นพันธุ์ที่สมาชิกสามารถนำไปขยายต่อได้ด้วยตัวเอง และเป็นต้นทุนกล้าไผสำหรับสมาชิกรายใหม่ๆ ที่จะเข้ามาร่วมโครงการในปีต่อๆ ไป
ขณะเดียวกัน ไผ่ที่โตพอเริ่มถูกนำมาใช้ประโยชน์แล้ว มีไผ่ประมาณ 450 ต้น จากพื้นที่ 20 ไร่ ถูกนำไปใช้เป็นไม้ค้ำยันในสวนลำไยของสมาชิก
จากกล้าไม้ชุดแรกในปี 2564 ผ่านการปลูก การดูแล ต้นที่รอดและต้นที่เสียหาย จนถึงวันที่สมาชิกเริ่มขยายพันธุ์เองและนำไผ่บางส่วนไปใช้ในพื้นที่ทำกิน
วันนี้ตัวเลขอยู่ที่ 23,337 ต้นที่เคยปลูก และ 17,788 ต้นที่ยังรอดอยู่
ห้าปีที่ผ่านมา จากกล้าที่นำมาปลูก กลายเป็นต้นที่ต้องดูแล เป็นต้นที่บางส่วนตายไปจากพื้นที่ เป็นต้นที่เริ่มนำมาใช้ และเป็นต้นพันธุ์ที่กำลังถูกขยายต่อ
ส่วนไผ่ที่ยังยืนอยู่ในแปลงวันนี้ กำลังเดินทางต่อจากจุดที่โครงการเริ่มต้นเอาไว้
ในปี 2569 มูลนิธิสืบนาคะเสถียร ยังคงดำเนินโครงการจัดการระบบนิเวศในพื้นที่ป่าสงวนเพื่อแนวเชื่อมต่อป่าตะวันตกสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน ได้รับการสนับสนุนงบประมาณทำกิจกรรมจากกลุ่มธุรกิจพืชครบวงจร ข้าว ขนส่ง และบริการ เครือเจริญโภคภัณฑ
เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs)
เป้าหมายที่ 8 ส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ต่อเนื่อง ครอบคลุม และยั่งยืน การจ้างงานเต็มที่ และมีผลิตภาพ และการมีงานที่สมควรสำหรับทุกคน
8.3 ส่งเสริมนโยบายที่มุ่งเน้นการพัฒนาที่สนับสนุนกิจกรรมที่มีผลิตภาพ การสร้างงานที่สมควร ความเป็นผู้ประกอบการ ความสร้างสรรค์และนวัฒกรรม และส่งเสริมการเกิดและการเติบโตของวิสาหกิจรายย่อย ขนาดเล็ก และขนาดกลาง ซึ่งรวมถึงผ่านทางการเข้าถึงบริการทางการเงิน
เป้าหมายที่ 12 สร้างหลักประกันให้มีแบบแผนการผลิตและการบริโภคที่ยั่งยืน
12.2 บรรลุการจัดการที่ยั่งยืนและการใช้ทรัพยากรทางธรรมชาติอย่างมีประสิทธิภาพ ภายในปี 2573
เป้าหมายที่ 15 ปกป้อง ฟื้นฟู และสนับสนุนการใช้ระบบนิเวศบนบกอย่างยั่งยืน จัดการป่าไม้อย่างยั่งยืน ต่อสู้การกลายสภาพเป็นทะเลทราย หยุดการเสื่อมโทรมของที่ดินและฟื้นสภาพกลับมาใหม่ และหยุดการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ
15.1 สร้างหลักประกันว่าจะมีการอนุรักษ์ การฟื้นฟู และการใช้ระบบนิเวศบนบกและในน้ำจืดในแผ่นดินรวมทั้งบริการทางระบบนิเวศอย่างยั่งยืน เฉพาะอย่างยิ่ง ป่าไม้ พื้นที่ชุ่มน้ำ ภูเขาและเขตแห้งแล้ง โดยเป็นไปตามข้อบังคับภายใต้ความตกลงระหว่างประเทศ ภายในปี 2563
15.2 ส่งเสริมการดำเนินการด้านการบริหารจัดการป่าไม้ทุกประเภทอย่างยั่งยืน หยุดยั้งการตัดไม้ทำลายป่า ฟื้นฟูป่าที่เสื่อมโทรม และเพิ่มการปลูกป่าและฟื้นฟูป่าทั่วโลก ภายในปี 2563
ผู้เขียน
ทำงานอิสระที่เกี่ยวข้องกับหนังสือ การเขียน เรื่องสิ่งแวดล้อมและดนตรีนอกกระแส - เวลาส่วนใหญ่ของชีวิตใช้ไปกับการนั่งมองความเคลื่อนไหวของใบไม้และสายลม



