“เหมือนกลับมาบ้านกันอีกครั้งหนึ่ง”
‘เพิ่มศักดิ์ กนิษฐชาต’ หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง เริ่มต้นเรื่องเล่าบนเวทีรำลึก 36 ปี สืบ นาคะเสถียร ด้วยประโยคสั้นๆ ที่พาคนฟังกลับไปยังความหมายของบ้านหลังหนึ่งที่คนคนหนึ่งเคยยอมสละชีวิตเพื่อรักษาไว้ และมีคนอีกหลายรุ่นเข้ามารับไม้ต่อในวันนี้
ตามมุมของหัวหน้าเขตฯ ห้วยขาแข้งไม่ได้เป็นบ้านของใครเพียงคนใดคนหนึ่ง เขาเอ่ยว่า แม้แต่กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช หรือกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมก็ไม่ได้เป็นเจ้าของบ้านแต่เพียงฝ่ายเดียว เช่นเดียวกับคำว่า ‘มรดกโลก’ ที่เป็นสถานะของพื้นที่ ไม่ใช่ชื่อเจ้าของ
คนที่อยู่ในบ้านหลังนี้จริงๆ คือสิ่งมีชีวิตจำนวนมาก และคนที่อยู่นอกบ้านก็ได้รับประโยชน์จากมัน
และนี่คือเรื่องราวของบ้านที่ชื่อ ‘ห้วยขาแข้ง’
จุดเริ่มต้นจากควายป่า
หัวหน้าเขตฯ พาเราขึ้นไทม์แมชชีนย้อนไปปี พ.ศ. 2515 ในวันที่ป่าห้วยขาแข้งยังไม่ได้เป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ตอนนั้นมีการพิจารณาใช้พื้นที่ป่า้วยขาแข้งเพื่อทำเหมืองแร่ ขณะที่เจ้าหน้าที่ป่าไม้ยืนยันว่าที่นี่ยังเป็นถิ่นอาศัยของ ‘ควายป่า’
ข้อถกเถียงครั้งนั้นมีเงื่อนไขสำคัญว่า หากสามารถพิสูจน์ได้ว่าควายป่ายังมีอยู่จริง การพิจารณาสัมปทานจะถูกยกเลิก
ทีมสำรวจนำโดย ผ่อง เล่งอี้ ได้เดินทางเข้าไปในพื้นที่เพื่อหาหลักฐาน ก่อนจะได้ภาพควายป่ากลับออกมา
เพียงสัตว์ป่าชนิดหนึ่งได้กลายเป็นหลักฐานสำคัญที่ช่วยยืนยันว่าพื้นที่แห่งนี้ยังมีคุณค่ามากพอที่จะต้องรักษาไว้
จนวันที่ 4 กันยายน 2515 ห้วยขาแข้งได้รับการประกาศเป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า
จากนั้นบ้านหลังนี้ก็ค่อยๆ เติบโตขึ้น ทั้งในแง่ของการคุ้มครองพื้นที่และการกลับมาของสัตว์ป่า จนวันที่ 9 ธันวาคม 2534 ผืนป่าทุ่งใหญ่-ห้วยขาแข้งได้รับการประกาศเป็นมรดกโลกทางธรรมชาติแห่งแรกของประเทศไทย
เพิ่มศักดิ์เล่าว่า ‘สืบ นาคะเสถียร’ เป็นหนึ่งในคนสำคัญที่ผลักดันให้เห็นว่าการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพจำเป็นต้องมีผืนป่าขนาดใหญ่ ห้วยขาแข้งเพียงแห่งเดียวคงยังไม่พอ การรักษาพื้นที่ต่อเนื่องไปถึงป่าทุ่งใหญ่นเรศวรทั้งฝั่งตะวันออกและตะวันตกจึงมีความสำคัญสืบเนื่องกัน
เพราะเป็นป่าผืนเดียวกัน หรือคือ บ้านหลังเดียวกันนั่นเอง
บ้านหลังนี้มีใครอยู่บ้าง
เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้งมีพื้นที่ประมาณ 2,780 ตารางกิโลเมตร เป็นผืนป่าที่มีภูเขาสูงสลับพื้นที่ราบและมีป่าหลายประเภท ตั้งแต่ป่าเบญจพรรณ ป่าเต็งรัง ไปจนถึงป่าดิบและป่าสนสองใบ
สภาพพื้นที่ที่หลากหลายทำให้มีสัตว์ป่าหลากหลายชนิดอาศัยอยู่ ทั้งสมเสร็จ เลียงผา แมวลายหินอ่อน วัวแดง และเสือโคร่ง ซึ่งล้วนแต่เป็นสัตว์ป่าหายากไม่ได้พบเห็นได้ในผืนป่าทุกแห่งของประเทศ หรือแม้แต่ในระดับโลกก็ตาม
เพิ่มศักดิ์เล่าถึงเสือโคร่งในฐานะหนึ่งในตัวชี้ให้เห็นว่าระบบนิเวศของห้วยขาแข้งยังทำงานอยู่ เพราะเมื่อมีผู้ล่า ก็ต้องมีสัตว์เหยื่อเพียงพอให้มันดำรงชีวิต
เขายกตัวอย่างงานวิจัยที่ติดตามเสือโคร่งมายาวนาน และเรื่องราวของเสือที่ออกล่าและหากินในพื้นที่ โดยบางครั้งสามารถพบเห็นได้จากจุดชมสัตว์ป่าที่เปิดให้ประชาชนเข้าถึง
ส่วนบนท้องฟ้า นกเงือกหลายชนิดใช้ห้วยขาแข้งเป็นพื้นที่หากินและทำรัง บางชนิดเดินทางไกลออกจากผืนป่าไปยังพื้นที่อื่นก่อนกลับมายังจุดเดิมในแต่ละปี
“มีรายงานจากมูลนิธิศึกษาวิจัยนกเงือก ของท่านอาจารย์พิไล พูลสวัสดิ์ ที่ได้ติดวิทยุแซทเทิลไลท์ดาวเทียม ‘นกเงือกกรามช้างปากเรียบ’ มาทำรังที่ห้วยขาแข้งประมาณเดือนมกราคมถึงพฤษภาคม แล้วออกจากรังบินเลาะแนวสันเขาถนนธงชัย ลงไปตะนาวศรี ไปจนถึงเบลุม (ป่าฝนเบลุม-เตเม็งกอร์ – Belum-Temengor) ที่มาเลเซียนะครับ แล้วก็บินกลับมาทำรังวางไข่ในริมห้วยขาแข้งทุกปี”
เรื่องเหล่านี้ตอกย้ำว่า บ้านหลังนี้ไม่ได้มีแค่พื้นที่ป่าที่อยู่ภายในขอบเขต แต่ยังเชื่อมต่อกับพื้นที่อื่นผ่านการเคลื่อนที่ของสัตว์และระบบนิเวศ
และตรงนี้เอง ก็ทำให้การดูแลบ้านหลังนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย


คนดูแลบ้าน
“พวกผมเป็นแค่คนรับจ้างดูแลบ้าน” เพิ่มศักดิ์ใช้คำนี้อธิบายบทบาทของเจ้าหน้าที่ที่ทำงานอยู่ในห้วยขาแข้ง
พื้นที่ขนาดใหญ่มีเจ้าหน้าที่และคนทำงานหลายฝ่าย ทั้งหน่วยลาดตระเวน เจ้าหน้าที่ดูแลไฟป่า งานวิจัย และงานสนับสนุนอื่นๆ การลาดตระเวนใช้ GPS บันทึกเส้นทาง มีการใช้กล้องดักถ่าย และนำโดรนเข้ามาช่วยในสถานการณ์ที่เหมาะสม
“เรามี 21 ชุดลาดตระเวน เจ้าหน้าที่ประมาณ 180 คน ทำการลาดตระเวน เราทำงานทั้งในพื้นที่และนอกพื้นที่ เราเดินเท้าประมาณ 8,000 กว่ากิโลเมตร ไม่รวมถึงปัจจุบัน ปีหนึ่งลาดตระเวนเป็นหมื่นกว่ากิโลเมตร มีทางเรือลาดตระเวนด้วยนะครับ เพราะว่าเรามีหน่วยทางน้ำอยู่”
แต่ถึงจะมีคนเฝ้าบ้านอยู่ตลอด บ้านหลังนี้ก็มีข้อจำกัดอย่างหนึ่ง คือ ‘มันไม่มีรั้ว’
“สัตว์ป่าไม่รู้หรอกว่า ตรงไหนคือรั้วบ้านของห้วยขาแข้ง เขาเห็นเป็นป่าเขาก็ออกไป”
และนั่นกลายเป็นโจทย์อีกด้านของการอนุรักษ์ เมื่อจำนวนสัตว์ป่าเพิ่มขึ้น พื้นที่ที่สัตว์ใช้ชีวิตก็ไม่ได้หยุดอยู่ตรงแนวเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า
ช้างออกไปหากินในพื้นที่เกษตร วัวแดงขยายพื้นที่หากินออกไป เสือโคร่งก็อาจเคลื่อนตามสัตว์เหยื่อ
ตั้งแต่ปี 2561 ห้วยขาแข้งเริ่มเก็บข้อมูลเหตุการณ์ความขัดแย้งระหว่างคนกับสัตว์ป่าอย่างเป็นระบบ โดยช้างเป็นสัตว์ที่มีรายงานเหตุการณ์มากที่สุด มีข้อมูลสะสมหลายร้อยครั้ง
สำหรับคนทำงานในป่า ปัญหานี้ไม่สามารถแก้ด้วยการพาสัตว์กลับเข้าป่าอย่างเดียวได้
แต่ยังต้องทำงานด้านมวลชนร่วมกับมวลชนโดยรอบ ลดความขัดแย้ง และเป็นแนวร่วมในงานอนุรักษ์
เมื่อคนรอบบ้านเข้ามาช่วยกันดูแล
เพิ่มศักดิ์เล่าว่า ในช่วงแรกการทำงานกับชุมชนรอบห้วยขาแข้งไม่ได้ราบรื่นนัก เมื่อสัตว์ป่าออกนอกพื้นที่ ความเสียหายที่เกิดขึ้นทำให้เกิดแรงปะทะระหว่างเจ้าหน้าที่กับชาวบ้าน
แต่เมื่อปัญหาเกิดขึ้นต่อเนื่อง วิธีทำงานก็เปลี่ยนไป
“ต้องเรียนตามตรงว่า เรากระทบกระทั่งกับชาวบ้านที่อยู่โดยรอบตลอด จนกระทั่งเรามีชุดผลักดันช้างป่าเข้าไปพูดไปคุย”
เจ้าหน้าที่เริ่มทำงานร่วมกับชุมชนมากขึ้น เกิดเครือข่ายเฝ้าระวังสัตว์ป่าและกลุ่มอาสาสมัคร ‘คนเฝ้าช้าง’ ที่ช่วยติดตามและแจ้งเตือนเมื่อพบสัตว์ป่าออกนอกพื้นที่ มีหน่วยงานท้องถิ่นจังหวัดอุทัยธานีเข้ามาสนับสนุนระบบแจ้งเตือนและงบประมาณ จากเดิมที่การดูแลป่าเป็นหน้าที่ของคนในเครื่องแบบ บ้านหลังนี้เริ่มมีคนรอบบ้านเข้ามาช่วยดูแลด้วย
“เราโชคดีที่ได้มวลชนมาช่วยดูแลเรื่องสัตว์ป่าที่ออกไปนอกพื้นที่ เป็นจิตอาสาทำงานโดยยังไม่ได้รับเงินเดือนเลย”
บ้านที่ต้องส่งต่อ
ช่วงท้ายของการเล่า หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าพูดถึงสิ่งที่เขาเห็นเปลี่ยนไปจากวันที่กลับมารับตำแหน่งหัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง
จากเคยคิดว่าการกลับเข้ามรับตำแหน่งหัวหน้าต้อง ‘บู๊’ กับปัญหา แต่เมื่อได้ทำงานจริง สิ่งที่เห็นมากขึ้นคือความร่วมมือระหว่างเจ้าหน้าที่ ชุมชน อาสาสมัคร หน่วยงานท้องถิ่นจังหวัด และคนอีกหลายกลุ่ม
แน่นอนว่าห้วยขาแข้งไม่ใช่ไม่มีปัญหา ทั้งการลักลอบล่าสัตว์ ไฟป่า โรคในสัตว์ และความขัดแย้งระหว่างคนกับสัตว์ป่ายังเป็นเรื่องที่ต้องรับมือกันต่อไป
แต่คนที่ดูแลบ้านวันนี้ไม่ได้โดดเดี่ยวเดียวดายเหมือนก่อน
และชวนให้คิดต่อว่า “เราจะส่งต่อบ้าน ให้คนรุ่นต่อไปยังไง จะส่งในสภาพหลังคารั่ว คานหัก ผนังแตก หรือจะส่งในสภาพที่ยังดีๆ อยู่ ผมคิดว่าพวกเราที่มากันตรงนี้อย่างน้อยก็คือรักทรัพยากรธรรมชาติกันอยู่แล้ว มันเป็นสิ่งที่เราทำกันอยู่”
เพราะในวันที่เด็กคนหนึ่งถามว่า “ทำไมควายป่าถึงสูญพันธุ์” หรือ “ทำไมเสือโคร่งถึงหายไปจากป่า” เราจะตอบเขาอย่างไร
เหล่านี้คือสิ่งที่หัวหน้าเขตชวนให้ช่วยกันคิดและชวนทุกคนมาร่วมลงมือทำกันต่อ
ผู้เขียน
ทำงานอิสระที่เกี่ยวข้องกับหนังสือ การเขียน เรื่องสิ่งแวดล้อมและดนตรีนอกกระแส - เวลาส่วนใหญ่ของชีวิตใช้ไปกับการนั่งมองความเคลื่อนไหวของใบไม้และสายลม



