มติประชุมปรับแนวเขตอช.ทับลาน กับประเด็นสำคัญที่ควรชัดเจนและต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

มติประชุมปรับแนวเขตอช.ทับลาน กับประเด็นสำคัญที่ควรชัดเจนและต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

15 มิถุนายน 2569 ได้มีการประชุมคณะกรรมการอุทยานแห่งชาติ ครั้งที่ 1/2569 มีวาระหนึ่งที่สาธารณชนให้ความสนใจและจับตาอย่าง เรื่องเพื่อพิจารณา การปรับปรุงแนวเขตอุทยานแห่งชาติทับลาน ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2566 พร้อมได้แถลงข่าวผลการประชุมในประเด็นดังกล่าว

นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช แถลงถึงแนวทางการดำเนินงาน ระบุว่า การปรับปรุงแนวเขตอุทยานแห่งชาติทับลานเป็นการดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2566 ตามข้อเสนอของคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ โดยที่ประชุมคณะกรรมการอุทยานแห่งชาติในวันนี้ มีมติเห็นควรให้เสนอทบทวนมติ ครม. ดังกล่าว เพื่อจัดระเบียบและจำแนกพื้นที่ให้ชัดเจน โดยพื้นที่ที่เสนอให้เพิกถอนออกจากแนวเขตอุทยานแห่งชาติ 

ผลการประชุม ได้จำแนกพื้นที่ตามผลการปรับปรุงแนวเขตอุทยานแห่งชาติทับลาน ตามมติ ครม. 14 มี.ค. 66 แบ่งได้ 2 ประเภท ประกอบด้วย (1) กลุ่มที่เสนอให้มีการเพิกถอนออกจากแนวเขตอุทยานแห่งชาติทับลาน และ (2) พื้นที่เตรียมการขยายเขตอุทยานแห่งชาติทับลาน

โดยกลุ่มที่เสนอให้มีการเพิกถอนออกจากแนวเขตอุทยานแห่งชาติทับลาน ประกอบด้วย 5 กลุ่ม ดังนี้

1.1. กลุ่มที่ 1 (สีเหลือง) พื้นที่อุทยานแห่งชาติทับลานทับซ้อนเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม เนื้อที่ประมาณ 53,416.47 ไร่ แนวทาง เห็นควรเพิกถอนอุทยานแห่งชาติ เพื่อส่งมอบให้ สปก. โดยให้ สปก.ดำเนินการ เนื่องจากราษฎรได้รับสิทธิตามกฎหมายว่าด้วยเขตปฏิรูปที่ดิน เป็นการครอบครองที่ดินตามสิทธิกฎหมาย

1.2. กลุ่มที่ 2 (สีขาวคาดเหลือง) เป็นพื้นที่โครงการหมู่บ้านตัวอย่างไทยสามัคคี ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2520 เนื้อที่ประมาณ 8,328 ไร่ แนวทาง เห็นควรเพิกถอนอุทยานแห่งชาติ เพื่อส่งมอบให้ สปก. ในพื้นที่โครงการหมู่บ้านตัวอย่างไทยสามัคคี

1.3. กลุ่มที่ 3 (สีส้ม) พื้นที่โครงการเพื่อความมั่นคง (พมพ. และ คจก.) ตามมติ ค.ร.ม. 28 กรกฎาคม 2535 เนื้อที่ประมาณ 87,500 ไร่ แนวทาง เห็นควรเพิกถอนอุทยานแห่งชาติ เพื่อส่งมอบให้ สปก. ดำเนินการ สำหรับพื้นที่ที่ยังไม่ได้ออกเอกสาร สปก. 4-01 ให้พิจารณาเป็น สปก.แปลงรวม ตามแบบ คทช.

1.4. กลุ่มที่ 4 (สีชมพู) พื้นที่ราษฎรที่อยู่นอกเขต สปก. และนอกโครงการเพื่อความมั่นคง เนื้อที่ 109,420.99 ไร่ แนวทาง เห็นควรให้กำหนดเป็นอุทยานแห่งชาติทับลานเนื่องจากเป็นพื้นที่ที่ไม่มีโครงการของรัฐจัดสรรให้ประชาชนใช้ประโยชน์ บางส่วนเป็นประชาชนอยู่อาศัยหรือทำกินที่มีการสำรวจพิสูจน์สิทธิการครอบครองไว้แล้วประมาณ 5,200 ราย และสำรวจตรวจสอบแปลงที่ดิน ตามม.64 แห่งพ.ร.บ.อช. 62 หากเพิกถอนอาจส่งผลกระทบต่อการบริหารจัดการพื้นที่ที่มีการครอบครองที่ดินของราษฎรที่อ้างว่ามีการครอบครองที่ดินมาก่อนประกาศอุทยานแห่งชาติ ต่อพื้นที่ป่าอนุรักษ์อื่นๆ ทั่วประเทศได้ จึงควรใช้แนวตามม. 64 แห่งพ.รบ.อช. 2562 สำหรับประชาชนที่ได้มีการสำรวจการพิสูจน์สิทธิการครอบครองที่ดิน สามารถดำเนินการตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง โดยจะดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 6 เดือน หากพิสูจน์สิทธิได้ว่าอยู่มาก่อนการเป็นที่ดินของรัฐ ให้ถือว่าราษฎรได้สิทธิตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องต่อไป ทั้งนี้ ไม่รอนสิทธิประชาชนที่อยู่อาศัยหรือทำกินอยู่เดิมที่จะขอพิสูจน์สิทธิการครอบครองที่ดินในพื้นที่ดังกล่าว

และ 1.5. กลุ่มที่ 5 (สีขาวคาดแดง) ที่ราชพัสดุ สนามฝึกซ้อมรบ ก่อนการกำหนดเป็นอุทยานแห่งชาติ เนื้อที่ 6,621 ไร่ แนวทาง เห็นควรเพิกถอนอุทยานแห่งชาติ ตามการใช้ประโยชน์ในที่ราชพัสดุในราชการทหารเนื้อที่ประมาณ 6,621 ไร่

ในส่วนพื้นที่เตรียมการขยายเขตอุทยานแห่งชาติทับลาน เนื้อที่ประมาณ 86,966.29 ไร่

แนวทาง เห็นควรให้กรมอุทยานแห่งชาติฯ และกรมป่าไม้ ร่วมสำรวจบริเวณที่จะขยายเขตตามสภาพพื้นที่ ที่เหมาะสมจะกำหนดเป็นอุทยานแห่งชาติทับลานต่อไป และความเห็นประกอบการดำเนินการ ดังนี้

2.1 พื้นที่ที่มีสภาพป่าหรือพื้นที่ที่ไม่มีบุคคลใดครอบครองโดยชอบด้วยกฎหมายสมควรรักษาไว้เป็นพื้นที่ป่าหรือพื้นที่สาธารณประโยชน์ของชุมชนเพื่อให้เป็นป่าชุมชนในการใช้ประโยชน์ร่วมกัน

2.2 ขอให้สำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (สคทช.) พิจารณานำเรื่องนี้เสนอคณะรัฐมนตรี เพื่อโปรดพิจารณาทบทวนมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2566 ตามข้อเสนอนี้ต่อไป

2.3 พื้นที่ภายหลังการเพิกถอนเขตอุทยานแห่งชาติทับลาน บริเวณที่ติดแนวเขตป่าอนุรักษ์หรือแนวกันชน (Buffer Zone) ให้หน่วยงานที่รับผิดชอบพื้นที่ ส่งเสริมให้ราษฎรที่อยู่อาศัยหรือทำกินในพื้นที่คำนึงถึงผลกระทบต่อระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อม

2.4 บรรดาคดีที่เกิดขึ้นก่อนการปรับปรุงแนวเขตอุทยานแห่งชาติทับลาน ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2566 ให้สปก. ดำเนินการกับผู้กระทำความผิดตามกฎหมาย สปก. และกฎหมายที่เกี่ยวข้องต่อไป

2.5 พื้นที่กลุ่มที่ 1, 2, 3 ที่เตรียมเพิกถอนไม่รับรองสิทธิรายที่ถูกดำเนินคดี ทั้งนี้ให้เป็นไปตามกระบวนการตามกฎหมาย

อธิบดีกรมอุทยานฯ กล่าวด้วยว่า ในส่วนพื้นที่ที่อยู่ระหว่างการดำเนินคดีบุกรุกป่าและอยู่ในชั้นการพิจารณาของศาล จะไม่ได้รับผลกระทบจากกระบวนการปรับปรุงแนวเขตนี้ และยังคงต้องดำเนินไปตามกระบวนการยุติธรรมเช่นเดิม ยืนยันว่าคดีทั้งหมดต้องเดินหน้าอย่างเด็ดขาด ไม่มีการรับรองสิทธิ์หรือนิรโทษกรรมให้แก่ผู้กระทำความผิด และพื้นที่ที่เตรียมเพิกถอนในกลุ่มที่ 1-3 จะไม่รับรองสิทธิ์แก่ผู้ที่อยู่ระหว่างการถูกดำเนินคดีอย่างเด็ดขาด

นอกจากนี้ กรมอุทยานฯ ได้รายงานความคืบหน้าให้คณะกรรมการมรดกโลกทราบเป็นระยะ โดยรัฐบาลได้กำหนดแนวกันชน (Buffer Zone) เพื่อป้องกันผลกระทบต่อระบบนิเวศโดยรอบ มั่นใจว่าจะไม่ส่งผลกระทบต่อสถานะการเป็นมรดกโลกอย่างแน่นอน

อธิบดีกรมอุทยานฯ ยังทิ้งท้ายด้วยว่า ภารกิจเร่งด่วนหลังจากนี้คือการส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่จริงเพื่อเปลี่ยนเส้นในแผนที่ให้เป็นเส้นแนวเขตจริงในภูมิประเทศให้ชัดเจน พร้อมทั้งเร่งรัดสอบสวนสิทธิ์กลุ่มที่ 4 ภายใน 6 เดือน เพื่อสร้างความสมดุลระหว่างการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ การคุ้มครองสิทธิ์ของชุมชนดั้งเดิม และการป้องกันการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบจากผืนป่าไทยอย่างสูงสุดต่อไป

ภาณุเดช เกิดมะลิ ประธานมูลนิธิสืบนาคะเสถียรได้แสดงความเห็นถึงผลการพิจารณาของคณะกรรมการอุทยานแห่งชาติว่า โดยรวมถือว่าได้แยกกลุ่มเป้าหมายในการจัดการแก้ปัญหาภายในพื้นที่ ไม่ได้เพิกถอนทั้งแนวเขตแบบเหมาเข่งทั้ง 2.6 แสนไร่ 

อย่างไรก็ตาม สำหรับพื้นที่ที่มีการเสนอให้เพิกถอนออกจากเขตอุทยานแห่งชาติ รวมถึงพื้นที่ที่ยังคงอยู่ภายใต้การบริหารจัดการของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ยังมีประเด็นสำคัญที่ควรได้รับความชัดเจนและการติดตามอย่างใกล้ชิด ประกอบด้วย 

1. การคัดกรองผู้ได้รับสิทธิในพื้นที่ที่ส่งมอบให้ ส.ป.ก. หลังการเพิกถอนพื้นที่และส่งมอบให้ ส.ป.ก. ควรมีมาตรการและกลไกที่ชัดเจนในการตรวจสอบคุณสมบัติของผู้ได้รับสิทธิ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่สาธารณชนว่าผู้ได้รับประโยชน์จากที่ดินเป็นผู้ที่มีคุณสมบัติตามกฎหมาย ส.ป.ก. อย่างแท้จริง และไม่เกิดการนำที่ดินไปใช้ผิดวัตถุประสงค์หรือเปลี่ยนมือไปสู่กลุ่มทุนและผู้ที่ไม่มีสิทธิ

2. แนวทางจัดการพื้นที่ที่ยังมีข้อพิพาท พื้นที่ที่มีการเพิกถอนออกจากเขตอุทยานฯ แต่ยังเป็นพื้นที่ที่อยู่ระหว่างการดำเนินคดี การขยายการครอบครองจากพื้นที่ ส.ป.ก. เดิม (ส.ป.ก. บวม) ควรมีความชัดเจนว่าหน่วยงานใดจะเป็นผู้รับผิดชอบในการตรวจสอบข้อเท็จจริง การบังคับใช้กฎหมาย และการดำเนินคดีต่อไป 

3. การพิสูจน์สิทธิภายใต้มาตรา 64 แห่งพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562 กังวลว่าการดำเนินการสำรวจและพิสูจน์สิทธิของประชาชนในพื้นที่ให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลา 6 เดือน อาจเป็นกรอบเวลาที่ท้าทายต่อการดำเนินงานในทางปฏิบัติและจะไม่แล้วเสร็จ จึงควรกำหนดแผนงาน ขั้นตอน และกลไกติดตามประเมินผลที่ชัดเจน 

4. มาตรการลดผลกระทบต่อระบบนิเวศและคุณค่าพื้นที่มรดกโลกทางธรรมชาติ แม้ว่าจะมีการขยายพื้นที่อุทยานแห่งชาติทับลานเพิ่มเติมเพื่อชดเชยพื้นที่ที่ถูกเพิกถอน แต่พื้นที่ที่เตรียมขยายส่วนใหญ่ยังเป็นพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ พื้นที่ทำกิน และพื้นที่ป่าชุมชน ซึ่งมีบริบทการใช้ประโยชน์แตกต่างจากพื้นที่ป่าอนุรักษ์เดิม จึงควรมีการกำหนดมาตรการเพิ่มเติมในการรักษาและฟื้นฟูความสมบูรณ์ของระบบนิเวศ โดยเฉพาะในฐานะที่พื้นที่มรดกโลกทางธรรมชาติ ซึ่งมีความสำคัญต่อถิ่นอาศัยและเส้นทางเคลื่อนย้ายของสัตว์ป่าหายากหลายชนิด ทั้งนี้ ควรมีมาตรการดูแล เพื่อรักษาคุณค่าความโดดเด่นเป็นสากล (OUV) ของพื้นที่ตามหลักเกณฑ์การเป็นมรดกโลก โดยเฉพาะด้านความสมบูรณ์ของระบบนิเวศและถิ่นอาศัยของสัตว์ป่า

ทั้งนี้ จากผลการประชุมดังกล่าวและแนวทางจัดการที่เกิดขึ้น ยังมีอีกคำถามที่น่าสนใจว่า โมเดลนี้จะถูกนำไปใช้แก้ไขปัญหาในลักษณะเดียวกันนี้กับพื้นที่อื่นๆ อีกหรือไม่