การนำเศษไม้หรือวัสดุเหลือใช้จากการจัดการป่ามาผลิตเป็นถ่านอัด ไม่ได้มีข้อดีเพียงแค่ “เปลี่ยนของเหลือทิ้งให้มีมูลค่า” เท่านั้น แต่ยังเป็นเครื่องมือสำคัญในการลดความเสี่ยงไฟป่า ลดมลพิษทางอากาศ และสร้างรายได้ให้กับชุมชนในระยะยาว
1. ลดการสะสมของเชื้อเพลิงในป่าและลดความเสี่ยงไฟป่า
เศษไม้ กิ่งไม้ และวัสดุเหลือใช้ที่กองสะสมอยู่ในพื้นที่ป่าหรือพื้นที่เกษตร เป็นเชื้อเพลิงชั้นดีที่ทำให้ไฟป่าลุกลามรุนแรงขึ้น หากนำวัสดุเหล่านี้มาแปรรูปจะช่วยลดปริมาณเชื้อเพลิงสะสม และลดโอกาสการเกิดไฟป่าได้อย่างเป็นรูปธรรม เป็นการบริหารจัดการเชื้อเพลิงเป็นมาตรการเชิงป้องกันที่สำคัญ อีกทั้งยังส่งผลต่อปัญหาฝุ่น PM 2.5 โดยตรง
2. ลดการเผาในที่โล่ง
ในหลายพื้นที่ เกษตรกรมักเลือกเผาเศษไม้หรือวัสดุเหลือใช้เพราะเป็นวิธีที่ง่ายและต้นทุนต่ำ แต่การเผากลางแจ้งทำให้เกิดควันและฝุ่นละอองขนาดเล็กจำนวนมาก การนำเศษไม้มาอัดเป็นถ่านหรือเชื้อเพลิงชีวมวล จึงเป็นการเปลี่ยนวิธีจัดการจาก ‘เผาทิ้ง’ เป็น ‘ใช้ประโยชน์’ ช่วยลดลดผลกระทบด้านคุณภาพอากาศและลดผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน โดยเฉพาะปัญหา PM 2.5 ในพื้นที่และพื้นที่ใกล้เคียง
3. เปลี่ยนของเหลือทิ้งให้กลายเป็นพลังงานทดแทน
เศษไม้ ขี้เลื่อย เปลือกไม้ หรือวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรจำนวนมาก ยังมีคุณค่าทางพลังงานอยู่ การนำมาแปรรูปเป็นถ่าน ทำให้สามารถใช้เป็นเชื้อเพลิงทดแทนได้ ทั้งในครัวเรือน ร้านอาหาร หรือภาคอุตสาหกรรม ซึ่งเชื้อเพลิงชีวมวล ถือเป็นพลังงานหมุนเวียนที่ช่วยใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ลดการสูญเสียทรัพยากรโดยเปล่าประโยชน์ และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากกว่าการปล่อยให้วัสดุเหล่านี้ถูกเผา
4. ให้ความร้อนสูง เผาไหม้นาน และใช้งานสะดวก
ในกรณีแปรรูปเป็นถ่านอัดแท่ง ข้อดีอย่างหนึ่ง คือมีขนาดและรูปร่างสม่ำเสมอ จึงจัดเก็บ ขนส่ง และป้อนเชื้อเพลิงได้สะดวกกว่าเศษไม้ทั่วไป อีกทั้งยังมีประสิทธิภาพการเผาไหม้ที่ดี ให้ความร้อนสูง และเผาไหม้ได้นาน ข้อมูลจากสถาบันนโยบายสาธารณะ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ระบุว่า ถ่านอัดแท่งมีคุณสมบัติสำคัญคือ มีขนาดและรูปร่างแบบเดียวกัน สามารถใช้ป้อนเป็นเชื้อเพลิงได้อย่างต่อเนื่อง มีประสิทธิภาพการเผาไหม้ที่สมบูรณ์ และสะดวกต่อการเก็บรักษาและใช้งาน นอกจากนี้ ถ่านบางชนิดยังเป็น ‘ถ่านไร้ควัน’ ซึ่งให้ความร้อนสูงและมีเถ้าน้อย เหมาะกับการประกอบอาหารหรือปิ้งย่าง ช่วยลดควันและมลภาวะในระหว่างการใช้งาน
5. สร้างรายได้และมูลค่าเพิ่มให้ชุมชน
การเปลี่ยนวัสดุที่ไม่มีมูลค่าให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่สร้างรายได้ ชุมชนสามารถผลิตถ่านอัดแท่งเพื่อใช้เอง ลดค่าใช้จ่ายด้านเชื้อเพลิง หรือพัฒนาเป็นสินค้าชุมชนเพื่อจำหน่ายได้
ภายใต้โครงการบริหารจัดการเชื้อเพลิงและการป้องกันไฟป่าอย่างมีส่วนร่วมในพื้นที่เป้าหมายในผืนป่าตะวันตก โดยมูลนิธิสืบนาคะเสถียร การจัดการเชื้อเพลิงมีเป้าหมายมากกว่าการป้องกันไฟป่า แต่ยังเชื่อมโยงกับการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชน โดยส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากวัสดุเชื้อเพลิงอย่างเหมาะสม เพื่อสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ
ในเดือนมิถุนายน มูลนิธิสืบนาคะเสถียรได้จัดกิจกรรมอบรมให้ความรู้เรื่องการจแปรรูปเศษวัสดุเหลือจากการเกษตรเป็นเชื้อเพลิงชีวมวล และให้ความรู้เรื่องการแปรรูปอื่นๆ ให้กับชุมชนบ้านยูไนท์ ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันออก และชุมชนบ้านหม่องกั๊วะ กับชุมชนบ้านนุเซโป้ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอุ้มผาง

เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs)
เป้าหมายที่ 3 สร้างหลักประกันว่าคนมีชีวิตที่มีสุขภาพดีและส่งเสริมสวัสดิภาพสำหรับทุกคนในทุกวัย
3.9 ลดจำนวนการตายและการเจ็บป่วยจากสารเคมีอันตรายและจากมลพิษและการปนเปื้อนทางอากาศ น้ำ และดิน ให้ลดลงอย่างมาก ภายในปี 2573
เป้าหมายที่ 13 ปฎิบัติการอย่างเร่งด่วยเพื่อต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและผลกระทบที่เกิดขึ้น
13.3 พัฒนาการศึกษา การสร้างความตระหนักรู้ และขีดความสามารถของมนุษย์และของสถาบันในเรื่องการลดปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การปรับตัว การลดผลกระทบ การเตือนภัยล่วงหน้า
เป้าหมายที่ 15 ปกป้อง ฟื้นฟู และสนับสนุนการใช้ระบบนิเวศบนบกอย่างยั่งยืน จัดการป่าไม้อย่างยั่งยืน ต่อสู้การกลายสภาพเป็นทะเลทราย หยุดการเสื่อมโทรมของที่ดินและฟื้นสภาพกลับมาใหม่ และหยุดการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ
15.3 ต่อสู้การกลายสภาพเป็นทะเลทราย ฟื้นฟูแผ่นดินที่เสื่อมโทรม รวมถึงแผ่นดินที่ได้รับผลกระทบจากการกลายสภาพเป็นทะเลทราย ความแห้งแล้ง และอุทกภัย และพยายามที่จะบรรลุถึงโลกที่ไร้ความเสื่อมโทรมของที่ดิน ภายในปี 2573
15.4 สร้างหลักประกันว่าจะมีการอนุรักษ์ระบบนิเวศภูเขาและความหลากหลายทางชีวภาพของระบบนิเวศเหล่านั้น เพื่อจะเพิ่มพูนขีดความสามารถของระบบนิเวศเหล่านั้นที่จะให้ผลประโยชน์อันสำคัญต่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ภายในปี 2573
ผู้เขียน
ทำงานอิสระที่เกี่ยวข้องกับหนังสือ การเขียน เรื่องสิ่งแวดล้อมและดนตรีนอกกระแส - เวลาส่วนใหญ่ของชีวิตใช้ไปกับการนั่งมองความเคลื่อนไหวของใบไม้และสายลม



