เรื่องราวความเคลื่อนไหวของสัตว์ป่าในพงไพร นอกจากความอุสาหะของคนทำงานอนุรักษ์แล้ว เครื่องมืออย่าง ‘กล้องดักถ่ายภาพสัตว์ป่า’ ถือได้ว่าเป็นดวงตาอีกข้างที่ช่วยบันทึก ประติดประต่อข้อมูล และเผยเรื่องราวต่างๆ ให้ได้เห็นในชั่วยามที่เราไม่สามารถตามติดได้ตลอด
ไม่ว่าภาพเสือโคร่งที่เดินผ่านลำธารในคืนราตรีประดับดาว ช้างป่าที่หยุดนิ่งจ้องกล้องอย่างระแวดระวัง หรือสมเสร็จสัตว์ป่าที่เคยถูกขนานนามว่าพบเจอยากมากก็มีให้เห็นเกร่อล้น
หากไร้ซึ่ง ‘กล้องดักถ่าย’ ที่มีประวัติศาสตร์มานานนับ 100 ปี ในบางความเคลื่อนไหวคงยากจะได้เห็น
ก่อนที่เทคโนโลยีจะพัฒนาสู่ระบบอัตโนมัติอย่างปัจจุบัน เรื่องราวการเฝ้ามองโดยไม่รบกวน เริ่มจากการทดลองเล็กๆ ของมนุษย์ที่พยายามเข้าใจธรรมชาติให้มากที่สุด
บุคคลแรกที่ถูกการยอมรับในฐานะผู้บุกเบิกแนวคิดนี้คือ เอ็ดเวิร์ด มูยบริดจ์ (Eadweard Muybridge) ช่างภาพชาวอังกฤษ ผู้มีชื่อเสียงจากการทดลองถ่ายภาพการเคลื่อนที่ของม้าในช่วงปี ค.ศ. 1878 – 1884
มูยบริดจ์ วางกลไกติดกล้องประมาณ 12 ตัวเรียงกัน และขณะที่ม้าวิ่งผ่านหน้ากล้องเหล่านั้น จะมีสายไฟเล็กๆ ต่อกับตัวกระตุ้นกล้อง และม้าก็จะถ่ายภาพขณะที่มันวิ่งอยู่ข้างหน้า
อันที่จริงเรื่องนี้เกิดขึ้นเพราะข้อถกเถียงเรื่องการเคลื่อนที่ของม้า เพื่อตอบคำถามว่า กีบทั้งสี่ของม้าลอยขึ้นจากพื้นพร้อมกันหรือไม่ หรือว่ามีกีบใดกีบหนึ่งแตะพื้นตลอดเวลาเพื่อช่วยพยุงตัวม้า แต่ มูยบริดจ์ สนใจว่าวิทยาศาสตร์การถ่ายภาพสามารถตอบคำถามนั้นได้หรือไม่ต่างหากจึงได้ทำการทำลองนี้ขึ้น

อย่างไรก็ตาม บุคคลที่ได้รับการขนานนามว่าเป็น ‘บิดาแห่งกล้องดักถ่ายภาพสัตว์ป่า’ อย่างแท้จริงคือ จอร์จ ชิราส ที่ 3 (George Shiras III) สมาชิกสภาคองเกรสชาวอเมริกันและนักกฎหมายจากเพนซิลเวเนีย
เจ้าตัวเริ่มต้นการทดลองในช่วงทศวรรษที่ 1890 ในพื้นที่คาบสมุทรตอนบนของรัฐมิชิแกน โดยได้รับแรงบันดาลใจจากภูมิปัญญาการล่าสัตว์ของชนเผ่าโอจิบเว (Ojibwe – ชาติพันธุ์พื้นเมืองที่มีถิ่นที่อาศัยอยู่ในสหรัฐอเมริกาและแคนาดา) ด้วยไฟส่องจากเรือแคนูในเวลากลางคืน
วิธีนั้นเรียกว่า ‘Jacklighting’ คือเอาไฟไปวางไว้หน้าสุดของเรือแคนู แสงไฟจะส่องไปข้างหน้า ทำให้เรามองเห็นสัตว์ในความมืด ที่สำคัญคือสัตว์จะ ‘จ้องไฟ’ อย่างสงสัยและหยุดนิ่ง เหมือนถูกสะกดไว้ชั่วคราว ทำให้คนบนเรือเห็นดวงตาสัตว์สะท้อนแสงไฟ กลายเป็นเหมือนจุดสว่างสองจุดในความมืด ทำให้เล็งเหยื่อที่ต้องการล่าได้ง่าย
แต่สิ่งที่ จอร์จ ชิราส ที่ 3 ทำ คือเปลี่ยนจากการลั่นไกมาเป็น ‘ลั่นชัตเตอร์’
นอกจากนี้ในกรณีถ้าสัตว์อยู่ไกลจากฝั่ง เขาจะใช้วิธีที่ล้ำมากสำหรับยุคนั้น คือทำ ‘กล้องดักถ่าย’ (camera trap) โดยขึงเชือกหรือเส้นลวดไว้ในป่า พอสัตว์เดินชน เชือกจะไปกระตุ้นให้กล้องทำงานอัตโนมัติ พร้อมแฟลชที่ถ่ายภาพในทันที
ความน่าสนใจคือ แฟลชในยุคนั้นยังไม่เหมือนปัจจุบัน แต่มาจากการระเบิดผงแมกนีเซียม ซึ่งให้แสงสว่างจ้ามากในเสี้ยววินาที แน่นอนว่ากลไกดังกล่าวมีผลเสียตามมา เนื่องจากสัตว์ป่าที่ถูกถ่ายภาพมักอยู่ในสภาวะตกใจหรือหลบหนี
แต่กระนั้นวิธีการของ จอร์จ ชิราส ถือเป็นการบุกเบิกการถ่ายภาพสัตว์ป่า และถูกยอมรับว่าเป็นผลงานที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์อย่างยิ่ง และยังปูทางไปสู่การถ่ายภาพสัตว์ป่าในเวลาต่อมา
ผลงานของ จอร์จ ชิราส ได้รับการตีพิมพ์ในนิตยสาร National Geographic ฉบับเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 1906 ซึ่งเป็นฉบับประวัติศาสตร์ที่เต็มไปด้วยภาพสัตว์ป่าในเวลากลางคืนซึ่งไม่มีใครเคยเห็นมาก่อน และสร้างแรงสั่นสะเทือนให้แก่แวดวงการถ่ายภาพและการอนุรักษ์ทั่วโลก [สามารถรับชมภาพได้ที่ Meet Grandfather Flash, the Pioneer of Wildlife Photography]

แต่หากจะนับว่าใครเป็นผู้นำกล้องดักถ่ายภาพสัตว์ป่ามาใช้เพื่อการศึกษาทางนิเวศวิทยา คงต้องตัดภาพมาที่เรื่องราวของ แฟรงค์ เอ็ม. แชปแมน (Frank M. Chapman) นักปักษีวิทยาและภัณฑารักษ์จากพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ธรรมชาติอเมริกัน
ในปี ค.ศ. 1927 แชปแมน ได้เห็นรอยเท้าของแมวอย่างน้อยสองสายพันธุ์บนเกาะบาร์โร โคโลราโด (Barro Colorado Island) ประเทศปานามา แต่เขาไม่เคยเห็นสัตว์ที่หลบซ่อนตัวเก่งเหล่านี้มาก่อน และเขาคิดว่ากล้องดักถ่ายภาพอาจช่วยคลายความสงสัยของเขาได้ โดยใช้เทคนิคที่ชิราสพัฒนาขึ้น
ก่อนที่ต่อมาเขาจะได้คำตอบที่มากกว่าคำถามแรก คือ เขาพบว่าบนเกาะบาร์โร โคโลราโด เป็นที่อยู่อาศัยของทั้งหมูป่า แรด เสือดาว และเสือพูมา
พร้อมกันด้วยภาพถ่ายที่ได้ แชปแมน ยังสามารถจำแนกสัตว์แต่ละตัวได้ ตัวอย่างเช่น เขาถ่ายเสือพูมาได้สองภาพในเวลาห่างกันสามเดือน และระยะห่างหนึ่งไมล์ โดยเขาสรุปว่าเป็นเสือตัวเดียวกัน เพราะรูปร่าง ขนาด สัดส่วน ลวดลาย และความยาวของขาหน้าตรงกัน
แชปแมนเขียนถึงภาพถ่ายเหล่านี้ว่า “สมมติว่านี่เป็นเพียงเสือพูมาตัวเดียวกัน ภาพทั้งสองแสดงให้เห็นถึงคุณลักษณะที่โดดเด่นที่สุดอย่างหนึ่งของการล่าสัตว์ด้วยกล้องได้อย่างยอดเยี่ยม นั่นคือ เราสามารถถ่ายภาพสัตว์ตัวเดียวกันได้ไม่จำกัดจำนวนครั้ง และยังคงปล่อยมันให้เป็นอิสระเหมือนเดิมได้”


และหลังจากนั้นเทคโนโลยีกล้องดักถ่ายภาพสัตว์ป่ามีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในช่วงทศวรรษที่ 1980 เมื่อมีการนำเซนเซอร์อินฟราเรดมาใช้แทนระบบเส้นลวด
ระบบดังกล่าวได้กลายเป็นมาตรฐานสำหรับกล้องดักถ่ายภาพสัตว์ป่าในปัจจุบัน เนื่องจากมีความน่าเชื่อถือสูง ใช้พลังงานน้อย และสามารถตรวจจับสัตว์ที่มีความร้อนในร่างกายได้แม่นยำ
อย่างไรก็ดี แม้นวัตกรรมการถ่ายจะก้าวหน้า แต่ระบบบันทึกในยุคนั้นยังต้องอาศัยระบบฟิล์ม (ทศวรรษ 1980 – 1990) การศึกษาวิจัยจึงเผชิญกับข้อจำกัดมหาศาล จากจำนวนปริมาณฟิล์มที่จำกัด
และหากกล้องถูกกระตุ้นโดยการไหวเอนของกิ่งไม้หรือสัตว์ขนาดเล็กที่เคลื่อนที่ผ่านหน้าเซนเซอร์ ข้อมูลที่ถูกบันทึกอาจไม่เป็นไปตามที่ต้องการ อีกทั้งการล้างฟิล์มยังต้องใช้เวลาและความระมัดระวังสูง เป็นอุปสรรคต่อการติดตามสถานการณ์บางเรื่องที่ต้องการความไวเป็นคำตอบ
จนเมื่อโลกของกล้องก้าวเข้าสู่ยุคดิจิทัลในทศวรรษ 2000 ถือเป็นการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญของการสำรวจสัตว์ป่า
ระบบดิจิทัลช่วยให้สามารถเก็บภาพได้นับหมื่นภาพในหน่วยความจำขนาดเล็ก ลดภาระการเข้าพื้นที่เพื่อเปลี่ยนสื่อบันทึกข้อมูล รวมถึงการพัฒนาของเทคโนโลยีแฟลชอินฟราเรดทำให้กล้องสามารถถ่ายภาพในเวลากลางคืนได้โดยไม่สร้างแสงสว่างรบกวนการใช้ชีวิตของสัตว์ป่าจนเสียพฤติกรรมธรรมชาติ
และยังช่วยซ่อนตำแหน่งของกล้องจากการถูกขโมยหรือทำลายโดยมนุษย์ผู้เข้าป่าเพียงเพื่อหวังผลประโยชน์ส่วนตน
ตลอดปี 2569 มูลนิธิสืบนาคะเสถียร มีแผนงานการสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้กับสัตว์ป่า ในพื้นที่กันชนเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง ผ่านการศึกษาและจัดทำข้อมูลผ่านการติดตั้งกล้องดักภ่ายภาพสัตว์ป่าในกลุ่มป่าเขาอีนวยและสวนป่า ก่อนพัฒนากลไกการจัดการให้เกิดพื้นที่ปลอดภัยให้กับมนุษย์และสัตว์ป่า เพื่อลดความขัดแย้งและความรุนแรงในอนาคต
อ้างอิง
- How Eadweard Muybridge revolutionized photography and got away with murder
- Meet Grandfather Flash, the Pioneer of Wildlife Photography
- Monitoring Elusive Mammals
- The Art and Science of Camera Trapping
ผู้เขียน
ทำงานอิสระที่เกี่ยวข้องกับหนังสือ การเขียน เรื่องสิ่งแวดล้อมและดนตรีนอกกระแส - เวลาส่วนใหญ่ของชีวิตใช้ไปกับการนั่งมองความเคลื่อนไหวของใบไม้และสายลม



