ความหลากหลายทางชีวภาพ

ความหลากหลายทางชีวภาพ

‘ความหลากหลายทางชีวภาพ’ เป็นคำที่เริ่มใช้กันมาตั้งแต่ช่วงต้นศตวรรษที่ 20 เพียงแต่ในกาลก่อนยังเป็นคำเฉพาะในวงวิชาการ และแทบไม่มีใครนอกแวดวงวิทยาศาสตร์พูดถึงสักเท่าไหร่

ในความเป็นสาธารณะ คำนี้มาแพร่หลายจริงๆ เอาช่วงปลายทศวรรษ 1980 ในยามที่โลกเริ่มตื่นตัวกับปัญหาสิ่งแวดล้อม นักวิทยาศาสตร์เริ่มพูดตรงกันว่า สิ่งมีชีวิตบนโลกลดลงเร็วอย่างผิดปกติ 

ป่าฝนถูกทำลาย สัตว์หลายชนิดใกล้สูญพันธุ์ แมลงเริ่มหายไปจากที่ปัดหน้าฝนรถ แม้แต่ทะเลก็เริ่มเสื่อมโทรมจากมลพิษและการประมงเกินขนาด

หนึ่งในจดหมายเหตุสำคัญ มีขึ้นเมื่อ เอ็ดเวิร์ด ออสบอร์น วิลสัน (Edward O. Wilson) นักชีววิทยาชื่อดังออกหนังสือชื่อ ‘Biodiversity’ ทำให้คำนี้ดังไปทั่วโลก นักข่าว นักการเมือง องค์กรสิ่งแวดล้อม รวมถึงสหประชาชาติ เริ่มหยิบคำนี้มาใช้กันหมด

แต่นั่นไม่สำคัญเท่ากับผลสะเทือนที่ตามมา คำว่าความหลากหลายทางชีวภาพทำให้คนเริ่มมองธรรมชาติแบบใหม่ จากที่เคยมองแยกกันเป็นเรื่องสัตว์ป่า เรื่องป่าไม้ หรือเรื่องทะเล กลายเป็นการมองทุกสิ่งเชื่อมโยงกันหมด

มองป่าเป็นบ้านของสิ่งมีชีวิตจำนวนมหาศาล เป็นแหล่งต้นน้ำ เป็นที่กักคาร์บอนฯ เป็นพื้นที่ที่ช่วยควบคุมอุณหภูมิของโลก

มองแมลงตัวเล็กๆ ที่ไม่เคยเหลียวแล เริ่มเห็นความสำคัญว่าพวกมันช่วยผสมเกสรให้พืชที่มนุษย์ใช้เป็นอาหาร

รวมถึงมองเห็นความหลากหลายในพันธุกรรมพืช ที่ทำให้พืชสามารถต้านโรคหรือปรับตัวกับสภาพอากาศที่เปลี่ยนได้

กล่าวได้ว่า เดิมทีเมื่อเกิดปัญหาสิ่งแวดล้อม การแก้ไขปัญหามักมองเพียงแค่สัตว์ชนิดนี้ใกล้สูญพันธุ์ก็ช่วยเพาะพันธุ์ ป่าตรงนี้ถูกตัดก็ประกาศเขตอนุรักษ์เพิ่ม หรือแม่น้ำเสียก็แก้เฉพาะเรื่องน้ำอย่างเดียว จนพอแนวคิดเรื่องความหลากหลายทางชีวภาพแพร่หลาย โลกเริ่มเข้าใจว่าปัญหาสิ่งแวดล้อมมันเชื่อมกันหมด หากแก้ต้องแก้ทั้งระบบ หากสัตว์สูญพันธุ์จะเพาะพันธุ์อย่างเดียวไม่ได้ ต้องสร้างที่อยู่อาศัยที่ปลอดภัยให้กับสัตว์ชนิดนั้นๆ ด้วย 

แนวคิดนี้ส่งอิทธิพลมากในปี 1992 ที่ประชาคมโลกได้ร่วมสร้าง ‘อนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ’ หรือ Convention on Biological Diversity ซึ่งถือเป็นครั้งแรกๆ ที่ประเทศต่างๆ ยอมรับร่วมกันว่า “การรักษาความหลากหลายทางชีวภาพเป็นเรื่องระดับโลก” ไม่ใช่แค่ปัญหาภายในประเทศใดประเทศหนึ่ง

การตัดป่าในประเทศหนึ่งอาจกระทบสภาพภูมิอากาศของอีกประเทศ การสูญพันธุ์ของแมลงหรือสัตว์ทะเลในพื้นที่หนึ่งอาจสะเทือนต่อห่วงโซ่อาหาร ระบบเศรษฐกิจ และความมั่นคงของคนอีกซีกโลกได้

คำว่าความหลากหลายทางชีวภาพจึงเริ่มเข้าไปอยู่ในแทบทุกเรื่อง ตั้งแต่นโยบายป่าไม้ การประมง เกษตรกรรม การวางผังเมือง ไปจนถึงเรื่องเศรษฐกิจและสาธารณสุข

อย่างไรก็ดี เมื่อคำนี้ถูกใช้กว้างขึ้นเรื่อยๆ กลับพบว่าบางกรณีมันกลายเป็นเพียงคำสวยๆ แต่กลวงเปล่าในความหมาย และไม่ได้นำพาไปสู่การอนุรักษ์ได้จริง

ทุกวันนี้ เราอาจพบเห็นบริษัทขนาดใหญ่พูดเรื่องความหลากหลายทางชีวภาพในรายงานความยั่งยืน แต่ในอีกฉากหนึ่งยังทำลายป่า ใช้ทรัพยากรเกินขนาด หรือสร้างผลกระทบต่อระบบนิเวศอยู่เหมือนเดิม

บางโครงการชูเรื่องปลูกต้นไม้จำนวนมากแล้วบอกว่าช่วยเรื่องความหลากหลายทางชีวภาพ แต่กลับปลูกไม้ชนิดเดียวเต็มพื้นที่ จนแทบไม่ต่างจากสวนอุตสาหกรรม

ขณะที่บางประเทศประกาศเจตนารมย์ในการเพิ่มพื้นที่ป่า แต่พื้นที่เหล่านั้นยังถูกปักหมุดเป็นที่ตั้งของโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ เช่น เขื่อน หรืออ่างเก็บน้ำ 

ระยะหลังมานี้ เราจึงนักอนุรักษ์จำนวนหนึ่งเริ่มเตือนว่า ‘ความหลากหลายทางชีวภาพ’ อาจกลายเป็น ‘buzzword’ หรือคำฮิตที่ถูกใช้จนสูญเสียความหมายเดิม

หรือสรุปสั้นๆ ว่า บางครั้งคำว่าความหลากหลายทางชีวภาพถูกลดทอนให้กลายเป็น ‘ภาพลักษณ์สีเขียว’ มากกว่าจะเป็นการเปลี่ยนวิธีคิดต่อธรรมชาติจริงๆ

และอีกเรื่องที่สำคัญมาก คือคำนี้ทำให้หลายคนเข้าใจผิดว่า การอนุรักษ์คือการเก็บทุกอย่างให้เหมือนเดิม ทั้งที่ในโลกจริง ระบบนิเวศเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา และบางครั้งการอนุรักษ์ยังสัมพันธ์กับเรื่องสิทธิชุมชน การใช้ทรัพยากร หรือการอยู่ร่วมกันระหว่างคนกับป่า

ในหลายพื้นที่ทั่วโลก มีกรณีที่รัฐประกาศพื้นที่อนุรักษ์เพื่อปกป้องธรรมชาติ แต่กลับผลักชุมชนดั้งเดิมออกจากพื้นที่ ทั้งที่ชุมชนเหล่านั้นอยู่กับป่ามานานและมีบทบาทในการดูแลระบบนิเวศมาก่อนหน่วยงานของภาครัฐ จนละเลยข้อเท็จจริงว่า การรักษาธรรมชาติ ไม่ได้มีแค่การกันคนออกจากป่า แต่รวมถึงการหาวิธีให้คนกับธรรมชาติอยู่ร่วมกันได้อย่างสมดุลด้วย

ในวันที่คำว่า ‘ความหลากหลายทางชีวภาพ’ ถูกพูดตั้งแต่เวทีสหประชาชาติ ไปจนถึงโฆษณาของบริษัทขนาดใหญ่ จนให้ความรู้สึกว่า เพียงแค่พูดถึงก็เหมือนได้ลงมือทำอะไรบางอย่างแล้ว

แต่ในความจริง ระบบนิเวศไม่ได้ฟื้นตัวจากถ้อยคำเหล่านั้น

ธรรมชาติรับรู้จากสิ่งที่มนุษย์ทำ ไม่ใช่สิ่งที่มนุษย์พูด

และนั่นอาจเป็นเหตุผลว่า แม้เรื่องความหลากหลายทางชีวภาพถูกพูดถึงมากขึ้นทุกปี แต่สิ่งมีชีวิตจำนวนมหาศาลก็ยังคงหายไปจากโลกใบนี้อยู่ดี

อ้างอิง

ผู้เขียน

Website | + posts

ทำงานอิสระที่เกี่ยวข้องกับหนังสือ การเขียน เรื่องสิ่งแวดล้อมและดนตรีนอกกระแส - เวลาส่วนใหญ่ของชีวิตใช้ไปกับการนั่งมองความเคลื่อนไหวของใบไม้และสายลม