วันอนุรักษ์ควายไทย ลมหายใจสุดท้ายของควายป่าไทย และความหวังที่เราต้องร่วมกันรักษา

วันอนุรักษ์ควายไทย ลมหายใจสุดท้ายของควายป่าไทย และความหวังที่เราต้องร่วมกันรักษา

วันอนุรักษ์ควายไทย ลมหายใจสุดท้ายของควายป่าไทย และความหวังที่เราต้องร่วมกันรักษา

ครั้งหนึ่ง ‘ควายป่า’ เคยถูกนิยามว่า เป็นสิ่งมีชีวิตที่ “หายากยิ่งกว่านางงาม” แถมยังเคยถูกเข้าใจผิดว่าสูญพันธุ์ไปก่อนห้วยขาแข้งจะประกาศเป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเสียอีก  

กระทั่งคณะสำรวจของกรมป่าไม้ นำโดยคุณผ่อง เล่งอี้ สำรวจพบหลักฐานการมีอยู่ ที่ต่อมาเป็นหนึ่งข้อมูลสำคัญของการประกาศให้ห้วยขาแข้งเป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า และช่วยรักษาลมหายใจของควายป่าให้ยังคงอยู่จนถึงปัจจุบัน

แต่กระนั้น ปฏิเสธมิได้ว่ากว่าสามทศวรรษของงานอนุรักษ์ ควายป่าที่ถูกเรียกว่าเป็น ‘ฝูงสุดท้าย’ ของห้วยขาแข้ง และผืนป่าไทย มีจำนวนประชากรค่อนข้างคงที่ ไม่อาจเพิ่มไปมากกว่าที่เป็นอยู่ 

สาเหตุสำคัญเป็นเพราะถิ่นที่อยู่อาศัยที่เหมาะสมค่อนข้างจำกัด

ควายป่าต้องพึ่งพาพื้นที่ราบริมน้ำ ซึ่งมีพืชอาหารที่เหมาะสม แต่พื้นที่ลักษณะนี้ในห้วยขาแข้งมีอยู่อย่างจำกัด 

อีกทั้งในฤดูฝน เกิดน้ำหลากเข้าท่วมที่ราบจนพืชอาหารถูกน้ำท่วมหรือพัดหายไป ทำให้ควายป่าต้องเคลื่อนย้ายลงไปหากินในพื้นที่อื่น แถมจุดที่เคลื่อนย้ายยังประชิดกับชุมชนที่ประกอบอาชีพเลี้ยงปศุสัตว์ ทั้งวัว ควายบ้าน 

ซึ่งการเข้าใกล้กันระหว่างควายป่ากับสัตว์เลี้ยงก่อให้เกิดความเสี่ยงทั้งในแง่การผสมข้ามสายพันธุ์ และการแพร่ระบาดของโรคติดต่อร้ายแรง และการระบาดครั้งเดียวอาจทำลายประชากรควายป่ากลุ่มสุดท้ายของไทยได้ในเวลาอันสั้น

ดังนั้น การอนุรักษ์ควายป่าจึงไม่อาจหยุดอยู่แค่การปกป้องฝูงสุดท้ายที่มี หรือการปกป้องพื้นที่ แต่ต้องก้าวไปสู่การจัดการเชิงรุก

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช รวมถึงเครือข่ายนักวิชาการ ได้ทำงานอย่างหนักเพื่อป้องกันการบุกรุกและดูแลถิ่นอาศัยของควายป่า 

ขณะเดียวกัน มีหน่วยงานอนุรักษ์เป็นพลังเสริมทั้งการประสานกับชุมชนโดยรอบ การผลักดันแนวกันชนระหว่างพื้นที่เลี้ยงสัตว์กับเขตอนุรักษ์ 

แต่ถึงอย่างนั้น ด้วยมาตรการที่มีอยู่ นักอนุรักษ์ต่างเห็นตรงกันว่า ยังเป็นเพียงการตามแก้ปัญหามากกว่าการวางแผนเพื่ออนาคต

หากต้องการให้ควายป่ายังอยู่รอดปลอดภัย ยังมีสิ่งใดที่ต้องทำอีกหลายเรื่อง

คำตอบหนึ่งคือการสร้างประชากรสำรอง โดยจัดตั้งแหล่งเพาะเลี้ยงหรือพื้นที่รองรับแห่งที่สอง เพื่อขยายพันธุ์ควายป่าและเพิ่มจำนวนประชากรอย่างเป็นระบบ หากเกิดเหตุไม่คาดคิดกับประชากรในธรรมชาติ เพื่อให้มีต้นทุนเพียงพอสำหรับฟื้นฟูประชากรคืนสู่ป่า

อีกคำตอบคือการเสริมความหลากหลายทางพันธุกรรม ผ่านการศึกษาด้าน DNA และการบริหารจัดการเชิงวิทยาศาสตร์ เพื่อป้องกันปัญหาการผสมพันธุ์ในวงจำกัด ซึ่งอาจทำให้ประชากรอ่อนแอลงในระยะยาว

ทั้งหมดนี้ต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างสัตวแพทย์ นักวิทยาศาสตร์ นักอนุรักษ์ หน่วยงานรัฐ และภาคประชาชน