WILD-WRITE : จากคนเมือง ที่คิดถึงป่า

WILD-WRITE : จากคนเมือง ที่คิดถึงป่า

เช้าวันใหม่ที่สดใส ดูเหมือนว่าคนเมืองกรุงกำลังจะได้ตื่นมาพบกับแสงสว่างอีกครั้ง หลังจากที่สู้ฝ่าฟันกับวิกฤติโรคระบาดที่เกิดขึ้นมาหลายเดือน ตอนนี้สถานการณ์ทุเลาลงบ้างแล้ว วันนี้เป็นวันแรกที่ดิฉันได้กลับมาทำงานเป็นครั้งแรกในรอบหลายเดือนที่ผ่านมา

เมื่อมาถึงทุกคนต่างมีเรื่องราว มีเรื่องเล่ามากมายที่อยากพูดคุยกัน โต๊ะทำงานที่ถูกปล่อยทิ้งร้างไว้นาน เริ่มมีฝุ่นเกาะบ้างแล้ว ปลายตาข้างหนึ่งของดิฉันได้เหลือบไปเห็นบางอย่างที่ข้างกระจก มันคือต้นไม้ที่ดิฉันปลูกไว้  เป็นของขวัญจากเพื่อนร่วมงานในโอกาสต่าง ๆ บัดนี้มันได้ถูกปล่อยทิ้งไว้ไร้ซึ่งคนดูแลไม่มีคนรดน้ำ บางต้นเหี่ยวแห้งเป็นสีน้ำตาลบางต้นเหี่ยวเฉารอวันตาย ความรู้สึกผิดเข้ามาครอบงำภายในจิตใจทันที ว่าทำไมเราลืมไปเสียสนิทว่าเคยปลูกต้นไม้ไว้ ตอนที่ได้มามันสวยดี เราชื่นชม และถ่ายรูปอวดใครต่อใคร

พอเวลาผ่านไป เรากลับไม่ได้คิดใส่ใจ ดูแลอย่างจริงจัง  โชคยังดี ที่บางต้นคือผู้อยู่รอดอย่างแท้จริง เพราะยังหยัดยืนในความสวย เขียวขจี สีมิได้ตก ทำให้เรายังพอมีสีพื้นที่สีเขียวให้ได้ชื่นชมอยู่ ภายในใจก็แอบตำหนิตัวเอง และสัญญากับใจว่าต้นที่เหลืออยู่ เราจะดูแลมันให้ดี ชดเชยกับสิ่งที่ละเลยไป

และพลางหวนคิดถึงว่า ป่านนี้ป่าไม้ ธรรมชาติจะเป็นอย่างไรบางหนอ นานแค่ไหนแล้วที่ไม่ได้สัมผัสความรู้สึกเย็น ๆ บรรยากาศสบาย ๆ อย่างเมื่อครั้งไปเที่ยวชมป่า ถ้าโรคระบาดนี้จากไปแล้วล่ะก็ คงรีบแพ็คกระเป๋าเตรียมออกไปเที่ยวให้สาสมกับความคิดถึง ชดเชยความอัดอั้นจากการโดนกักตัวมาเป็นเวลานาน

แต่กระนั้นเอง ตัวดิฉันได้ฉุกคิดอย่างบางขึ้นมาว่า แปลกดีแท้ ต้นไม้ที่เราตั้งใจปลูกหากขาดการดูแล ไม่นานก็เฉาตาย แต่ผืนป่า หากไร้ซึ่งเงามนุษย์ มันกลับเติบใหญ่ สวยงาม และอุดมสมบูรณ์ขึ้นเป็นไหน ๆ ตามธรรมชาติของมันเอง 

หรือนี่จะเป็นบทพิสูจน์ว่า เมื่อไร้การทำลาย ธรรมชาติจะทำหน้าที่ของมันเอง

แต่ถึงอย่างไร มนุษย์ รวมถึงสัตว์น้อยใหญ่ก็ยังจำเป็นต้องพึ่งพาธรรมชาติอยู่ สิ่งที่เราควรตระหนัก คือการอยู่ร่วมกันอย่างไร ระหว่างคน และป่า ที่จะทำให้เกิดความสูญเสียน้อยที่สุดต่างหาก

ขณะนี้สังคมเรากำลังเข้าสู่ชีวิตวิถีใหม่ ที่เรียกกันว่า New normal เพื่อปรับตัวให้อยู่รอด หลังจากที่ถูกคุกคามจากโรคร้าย คงจะดีหากผืนป่า และธรรมชาติได้รับการปฏิบัติแบบ New normal หลังจากโดนคุกคามเฉกเช่นเดียวกัน

ที่ผู้คนจะเที่ยวกันอย่างสร้างสรรค์  ไม่ใช่สร้างภาระ

ชื่นชมกันอย่างพอเหมาะ  ไม่ใช่อย่างที่พอใจ

พึ่งพาอย่างรู้คุณค่า ไม่ใช่นำไปค้าตีราคา

ดูแล และรักษ์ป่า อย่างเข้าใจ

ดิฉันเองเชื่ออย่างยิ่งว่าก้นลึกหัวใจของมนุษย์ทุกคนมีหัวใจรักในธรรมชาติ อันดูได้จากระเบียงบ้าน หน้าต่าง หน้าบ้าน บนโต๊ะทำงาน ห้องน้ำ ริมรั้ว ริมถนน เกาะกลางถนนทุกที่ทุกแห่งทุกหน อย่างน้อย ๆ ในพื้นแห่งหนึ่งจะต้องมีต้นไม้เล็ก หรือใหญ่ สักหนึ่งต้น

แม้เหตุผลจะเพื่อความสวยงาม หรือความร่มเย็นต่างกันไป แต่นั่นคือข้อบ่งชี้ว่ามนุษย์เรายังต้องการธรรมชาติมาประโลมใจอยู่ ไม่เว้นแม้แต่เมืองกรุงที่แม้จะมีความศรีวิไล เชิดฉาย ไฮเทคโนโลยีขนาดไหน ก็ยังต้องการพื้นที่สีเขียว เหมือนต้นไม้ต้นเล็ก ๆ ที่ดิฉันปลูกเอาไว้ริมหน้าต่าง ให้รู้สึกผ่อนคลายขึ้นบ้างยามทำงาน

ดิฉันไม่ใช่ผู้วิเศษมาจากไหน ไม่มีอำนาจไปบอกใครให้รักษ์ป่า และไม่ใช่คนกล้าที่ยึดมั่นในอุดมการณ์ได้อย่างคุณสืบ นาคะเสถียร แต่ดิฉันมุ่งมั่นตั้งใจแล้วว่า สองมือคู่นี้ของดิฉัน จะปกป้องดูแลป่าขนาดย่อมริมหน้าต่างที่เหลืออยู่อย่างเต็มที่

เพราะหน้าที่ดูแลธรรมชาติ ไม่ใช่หน้าที่ของใครคนใดคนหนึ่ง แต่คือหน้าที่ของเราทุกคน

 

หัวเหลียง

 

WILD-WRITE โครงการเปิดรับต้นฉบับบทความ สารคดี บทกวี บอกเล่าเรื่องราว สืบ นาคเสถียร ในความทรงจำ เนื่องในวาระครบรอบ 30 ปี สืบ นาคะเสถียร

ชวนเล่าเรื่อง สืบ นาคะเสถียร ในมุมมองความประทับใจของคุณ หรือจะเป็นเรื่องราวที่เก่ียวข้องกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม คุณประโยชน์ของทรัพยากรธรรมชาติ หรือแม้แต่ความประทับใจจากการเดินทางเที่ยวชมไพรกว้างและมหาสมุทรสุดขอบฟ้าก็ยินดีเปิดรับ

บอกสิ่งที่คุณคิด บรรยายสิ่งที่คุณรู้สึก และบอกเล่าเรื่องราวอย่างสร้างสรรค์

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่ กิจกรรม WILD WRITE ชวนเล่าเรื่องจากป่าสู่เมือง (ซีรีย์ 1)