แค่ปลูกต้นไม้คงไม่พอ แต่ต้องมีสัตว์ป่าอยู่ด้วย ‘สัตว์ป่า’ กุญแจที่หายไปของการแก้ปัญหาโลกร้อน
เวลาพูดถึงการแก้ปัญหาโลกร้อน หลายคนคงนึกถึงภาพการปลูกต้นไม้ การฟื้นฟูป่า หรือการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากโรงไฟฟ้าและรถยนต์
เพราะทั้งหมดล้วนเป็นมาตรการที่ถูกพูดถึงมานานในฐานะทางออกของวิกฤตสภาพภูมิอากาศ
แต่ปัจจุบันกลับมีคำถามหนึ่งที่น่าสนใจเพิ่มขึ้นมาอีกข้อ ถ้าหากวันหนึ่งป่าไม่มีสัตว์ป่า ระบบนิเวศสีเขียวตรงนั้นจะยังทำหน้าที่ดูดซับคาร์บอนได้เหมือนเดิมอีกหรือไม่?
คำถามนี้กำลังได้รับความสนใจมากขึ้น หลังนักวิทยาศาสตร์จากหลายประเทศร่วมกันออกแถลงการณ์เรียกร้องให้โลกยอมรับว่า ‘การอนุรักษ์สัตว์ป่า’ ควรถูกมองว่าเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทางหนึ่งด้วย
เพราะที่ผ่านมา เวลาพูดถึงธรรมชาติในฐานะตัวช่วยลดโลกร้อน ความสนใจมักอยู่ที่ต้นไม้ ดิน พื้นที่ชุ่มน้ำ หรือมหาสมุทร เพราะสิ่งเหล่านี้สามารถกักเก็บคาร์บอนได้ในปริมาณมหาศาล
แต่ในมุมของนักวิทยาศาสตร์ ระบบนิเวศไม่ได้ประกอบขึ้นจากต้นไม้เพียงอย่างเดียว
ยังมีสัตว์ป่าหลายชนิดทำหน้าที่เหมือนกลไกที่ทำให้ระบบทั้งหมดเดินต่อไปได้ หากกลไกเหล่านี้หายไป ความสามารถของธรรมชาติในการดูดซับและกักเก็บคาร์บอนก็อาจลดลงตามไปด้วย
ยกตัวอย่างเช่น ช้างป่า หลายคนรู้ว่าช้างช่วยนำพาเมล็ดจำนวนมาก เดินทางจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่งหลายกิโลเมตร เมล็ดที่ถูกขับถ่ายออกมาทำให้ต้นไม้สามารถกระจายพันธุ์ไปยังบริเวณที่ห่างออกไป และช่วยให้ป่าฟื้นตัวได้อย่างต่อเนื่อง
มากไปกว่านั้น ยังพบด้วยว่าพฤติกรรมการกินและการเดินทางของช้างแอฟริกา ยังช่วยคัดเลือกให้ต้นไม้ขนาดเล็กที่โตเร็วลดจำนวนลง
ขณะที่ต้นไม้เนื้อแข็งซึ่งเติบโตช้ากว่าแต่กักเก็บคาร์บอนได้มากกว่า มีโอกาสเติบโตจนกลายเป็นไม้ใหญ่ของผืนป่า
มีการประเมินว่า หากประชากรช้างป่าแอฟริกาฟื้นกลับมาใกล้ระดับเดิม ป่าฝนในแอฟริกากลางอาจกักเก็บคาร์บอนได้เพิ่มขึ้นอีกหลายพันล้านตัน เพราะช้างช่วยรักษาโครงสร้างของป่าให้มีต้นไม้ที่สะสมคาร์บอนได้สูงกว่าเดิม
สัตว์ผู้ล่าอย่างหมาป่าและเสือก็เช่นกัน การมีผู้ล่าช่วยควบคุมจำนวนสัตว์กินพืช ทำให้ต้นอ่อนไม่ถูกกินมากเกินไป ป่าจึงมีโอกาสเติบโตและกักเก็บคาร์บอนได้มากขึ้น
หรือในทะเล สัตว์ขนาดใหญ่อย่างวาฬก็มีบทบาทสำคัญไม่แพ้กัน
ทุกครั้งที่วาฬขับถ่าย มูลของมันจะเติมธาตุอาหารให้กับผิวน้ำ กระตุ้นการเจริญเติบโตของแพลงก์ตอนพืช ซึ่งเป็นสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กที่ดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากบรรยากาศได้มหาศาล และยังเป็นจุดเริ่มต้นของห่วงโซ่อาหารในทะเลอีกด้วย
เพราะทุกครั้งที่วาฬขึ้นมาหายใจและขับถ่ายใกล้ผิวน้ำ คือการลำเลียงธาตุอาหารจากทะเลลึกกลับขึ้นมาหล่อเลี้ยงสิ่งมีชีวิตที่อยู่ด้านบน ส่งผลให้แพลงก์ตอนพืชเติบโตได้ดีขึ้น
จนเมื่อวันที่พวกมันจากไป ซากวาฬจะค่อยๆ จมลงสู่ก้นทะเลพร้อมคาร์บอนที่สะสมอยู่ในร่างกาย ทำให้คาร์บอนส่วนนี้ถูกกักเก็บไว้ใต้ทะเลลึกเป็นเวลาหลายร้อยปี
ตัวอย่างเหล่านี้ทำให้นักวิทยาศาสตร์เริ่มตั้งคำถามว่า ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เราอาจให้ความสำคัญกับ ‘ป่า’ จนลืมองค์ประกอบอีกส่วนที่ทำให้ป่าทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ
กระบวนการทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นจากกิจกรรมของสัตว์ ไม่ว่าจะเป็นการกระจายเมล็ดพันธุ์ การผสมเกสร การควบคุมประชากรสัตว์ชนิดอื่น การเคลื่อนย้ายธาตุอาหาร หรือแม้แต่การขุดดิน เมื่อกระบวนการเหล่านี้ยังทำงาน ระบบนิเวศก็มีความแข็งแรง สามารถฟื้นตัวจากความเสียหายได้ดี และมีศักยภาพในการกักเก็บคาร์บอนได้มากขึ้น
และเมื่อเร็วๆ นี้ นักวิทยาศาสตร์กว่า 300 คนจากหลายประเทศจึงร่วมกันเผยแพร่แถลงการณ์ฉันทามติทางวิทยาศาสตร์ โดยเสนอให้รัฐบาลและองค์กรระหว่างประเทศยอมรับบทบาทของสัตว์ป่าในฐานะหนึ่งในแนวทางรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
แถลงการณ์ต้องการชี้ให้เห็นว่า หากการวางนโยบายด้านภูมิอากาศมองเพียงพื้นที่ป่า โดยไม่คำนึงถึงสัตว์ที่อาศัยอยู่ในป่า ภาพของระบบนิเวศก็จะยังไม่สมบูรณ์
อีกทั้งที่ผ่านมา หลายองค์กรด้านการอนุรักษ์พยายามผลักดันให้การฟื้นฟูประชากรสัตว์ป่าถูกบรรจุไว้ในนโยบายด้านสภาพภูมิอากาศ ไม่ใช่แยกเป็นอีกประเด็นหนึ่งเหมือนที่ผ่านมา
เพราะสุดท้ายแล้ว การอนุรักษ์สัตว์ป่ามีคุณค่าไม่ต่างจากการรักษากลไกที่ทำให้ป่า แม่น้ำ และมหาสมุทรยังคงทำหน้าที่ของมันได้อย่างเต็มที่
อ่านแถลงการณ์ที่ The Wildlife and Climate Consensus – final statement
อ้างอิง
ผู้เขียน
โซเชียลมีเดียที่เขียนบันทึกประเด็นปัญหาสิ่งแวดล้อมในยุคแอนโทโปรซีน



