“เคยเข้าป่ามาก่อนไหม”
คำถามง่ายๆ ในเช้าวันเสาร์ที่ป่าชุมชนบ้านเขาแหลม อำเภอแม่เปิน จังหวัดนครสวรรค์ ทำให้เด็กนักเรียนประถมหลายคนเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบปฏิเสธ ไม่ก็ส่ายหน้าแทนคำพูด
คำถามนั้นไม่ได้ถูกถามขึ้นลอยๆ เพราะเช้าวันนี้ด็กๆ กำลังจะเข้าร่วมการประกวดวาดภาพในหัวข้อ “ป่าแม่เปินในฝัน” หนึ่งในกิจกรรมของงานเทศกาลอาหารปลอดสารพิษจากป่าแม่เปิน แต่ก่อนจะเริ่มวาด ผู้จัดกิจกรรมเลือกพาพวกเขาไปทำความรู้จักกับป่าของจริงก่อน
ป่าแม่เปินในสายตาของเด็กหลายคนตามคำบอกเล่าไร้เดียงสา เป็นเพียงแนวต้นไม้สีเขียวที่มองเห็นอยู่ไกลๆ ระหว่างทางไปโรงเรียน เป็นฉากหลังของหมู่บ้านที่คุ้นตา แต่ไม่ค่อยมีเหตุผลให้เดินเข้าไปทำความรู้จัก
“หนูกลัวเดินไปเจอกับงูค่ะ” เด็กคนหนึ่งให้เหตุผล มีเสียงหัวเราะเบาๆ จากเพื่อนร่วมกลุ่มตามมา ก่อนที่ทุกคนจะเริ่มออกเดินไปตามทางดินแคบซึ่งทอดลึกเข้าไปในป่า
ระหว่างทางที่เดินสำรวจป่าชุมชน วิทยากรจากกรมป่าไม้ เธียรวิชญ์ มูสิกะวงศ์ ผู้อำนวยการสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 4 นครสวรรค์ และเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าจากหน่วยป้องกันรักษาป่า นว.1 นครสวรรค์ ชวนเด็กๆ สังเกตต้นไม้รอบตัว พันธุ์ไม้ต่างๆ ที่งอกเงย ด้วยภาษาที่เข้าใจง่าย ไม่มีศัพท์แสงทางวิชาการ อธิบายทั้งวิธีสังเกตและแยกแยะ
บางชนิดเด็กๆ เคยเห็นอยู่ทุกวันแต่ไม่เคยรู้ว่าชื่ออะไร บางต้นเป็นชื่อที่ไม่เคยได้ยินมาก่อน
“รู้ไหมต้นไม้ต้นนี้ชื่ออะไร นักเรียนดูออกไหมว่าต้นเต็งกับต้นรังต่างกันอย่างไร”
“นี่คือเห็ดอะไร กินได้ไหมคะ”
“เราจะเจอสัตว์ป่าไหมคะ” คำถามเล็กๆ ค่อยๆ เกิดขึ้นตลอดเส้นทาง
บางคนคุยแลกเปลี่ยนว่า ญาติเคยเดินทางมาเห็ดในป่าชุมชนแล้วเห็นวัวแดง จนเกิดหัวข้อสนทนาใหม่ จากเรื่องทรัพยากรเป็นเรื่องสัตว์ป่าแทน ซึ่งทีมวิทยากรได้อธิบายว่าวันนี้สัตว์ป่าจากห้วยขาแข้ง ได้กระจายตัวเข้ามาหากินในพื้นที่ป่าชุมชนมากมายหลายชนิด นอกจากวัวแดงแล้วยังมีช้าง เสือโคร่ง หมูป่า และลิง
เด็กคนหนึ่งตาลุกวาวพลางหันไปบอกเพื่อนว่า อยากวาดรูปช้างในการประกวด บางคนเอ่ยถามหัวหน้าป่าไม้ถึงสัตว์ชนิดอื่นๆ บางคนเอ่ยถามครูที่ปรึกษาที่เดินเรียงแถวอยู่ข้างหลังว่า ถ้าเสือโผล่มาครูจะช่วยหนูไหมคะ



แต่ช่วงเวลาที่ทำให้เด็กหลายคนหยุดฟังจริงๆ กลับเกิดขึ้นเมื่อการเดินทัศนศึกษาสวนทางกับครอบครัวหนึ่งที่เพิ่งกลับจากเก็บหาของป่าออกมาพอดี
ในมอเตอร์ไซค์พ่วงข้างคันเก่ามีตะกร้ารวมกับกระสอบอยู่สามใบ ใบแรกบรรจุไข่เม็ดแดง อีกใบใส่หน่อไม้ ส่วนใบสุดท้ายเต็มไปด้วยพืชผักที่เด็กๆ ไม่ค่อยคุ้นชื่อสักเท่าไหร่
ลุงเจ้าของมอเตอร์ไซค์พ่วงข้าง ค่อยๆ หยิบของในตระกร้าขึ้นมาเล่าทีละอย่าง อธิบายตามคำขอของเจ้าหน้าที่ป่าไม้ว่าให้ช่วยแบ่งปันประสบการณ์ ว่าได้เก็บหาอะไร เอาไปทำอะไร
ชื่อผักบางชนิด อาจชวนให้คิ้วขมมวดเป็นปม แต่พอบอกว่าเอาใส่แกงอะไร ต้มกับอะไร หรือตำกับอะไร ก็พากันร้องอ๋อคนละทีสองที
เรื่องเล่าส่วนนี้ไม่ได้อยู่ในแผนการสอนที่เตรียมไว้ แต่กลับทำให้ป่าที่อยู่ตรงหน้ามีรายละเอียดชัดเจนยิ่งขึ้น ต้นไม้แต่ละต้นเริ่มมีชื่อเรียก ผักแต่ละชนิดเริ่มมีรสชาติ และของป่าแต่ละอย่างก็มีปลายทางอยู่บนสำรับอาหารของคนในชุมชน
เด็กๆ จึงได้เห็นว่าป่าเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันอย่างไร ของที่เก็บจากป่ากลายเป็นอาหาร เป็นวัตถุดิบ รวมถึงเป็นรายได้ให้คนชุมชนได้อย่างไร
ต่างจากที่ได้อ่านในแบบเรียน ที่เล่าถึงต้นไม้เพียงเรื่องราวทางนิเวศวิทยา เช่นเดียวกับป่าที่ถูกเขียนไว้ว่าเป็นทรัพยากรของชาติ ที่ฟังแล้วออกจะเข้าใจยากและดูไกลตัวไปเสียหน่อย
วิทยากรจากหน่วยป้องกันรักษาป่าเสริมว่า ป่าชุมชนบ้านเขาแหลมที่พวกเรายืนอยู่ ทรัพยากรที่งอกเงยใหม่ในป่าแห่งนี้สร้างรายได้ให้ชาวบ้านมากถึง 16 ล้านบาทต่อปีทีเดียว เพราะเป็นป่าชุมชนขนาดใหญ่ มีทรัพยากรเยอะ และที่สำคัญ เพราะมีคณะกรรมการป่าชุมชนดูแลอยู่ตลอดทั้งปี


ในวงการสิ่งแวดล้อมศึกษา มีข้อค้นพบที่ได้รับการยืนยันมาอย่างต่อเนื่องว่า ความผูกพันกับป่าไม่ได้เกิดจากการอ่านหนังสือเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการได้ออกไปสัมผัสด้วยตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นการเดินในป่า การสังเกตแมลง การเล่นริมลำธาร หรือการพูดคุยกับผู้คนที่ใช้ชีวิตอยู่กับผืนป่า
ประสบการณ์เหล่านี้ทำให้เด็กคุ้นเคยกับป่าทีละน้อย และความคุ้นเคยนั่นเองที่กลายเป็นจุดเริ่มต้นของความผูกพันเมื่อยามเติบโตเป็นผู้ใหญ่
ในเรื่องเดียวกัน แต่เป็นมุมตรงกันข้าม งานวิจัยจากประเทศญี่ปุ่นซึ่งสำรวจนักเรียนประถมกว่า 5,000 คน พบว่า เด็กที่มีโอกาสใช้เวลากับธรรมชาติน้อย มักรู้สึกกลัวหรือรังเกียจสิ่งมีชีวิตอย่างแมลง แมงมุม และสัตว์ตัวเล็กๆ หากเด็กเติบโตมากับความรู้สึกเช่นนี้ ก็ไม่ง่ายนักที่จะมองเห็นสัตว์ป่าหรือผืนป่าเป็นสิ่งที่อยากรู้จักหรืออยากดูแล
นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ผู้จัดกิจกรรมเลือกพาเด็กๆ เดินเข้าป่าก่อนจะเริ่มวาดภาพ เพราะภาพที่เกิดขึ้นหลังจากได้เห็น ได้ฟัง และได้สัมผัส ย่อมแตกต่างจากภาพที่เกิดขึ้นจากจินตนาการเพียงอย่างเดียว
และการจัดกิจกรรมเช่นวันนี้เป็นหนึ่งในภารกิจที่หน่วยป้องกันรักษาป่า นว.1 แม่กระสี (เจ้าภาพร่วมเทศกาลอาหารปลอดสารพิษจากป่าแม่เปิน) ให้ความสำคัญมาโดยตลอด ดังได้จัดกิจกรรมโครงการค่ายเยาวชนรักษ์ป่าแม่เปิน มาต่อเนื่องนับ 10 ปี หรือหากมีกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับป่าชุมชนจะต้องมีกิจกรรมที่ชวนเยาวชนเข้ามามีส่วนร่วมอย่างน้อยหนึ่งกิจกรรมเสมอ
หลังเสร็จกิจกรรมเดินป่าช่วงเช้า เมื่อยามบ่ายมาเยือน เด็กๆ กลับมานั่งวาดภาพกันเงียบๆ
สีเขียวถูกระบายเป็นภาพป่าที่ค่อยๆ ปรากฏขึ้นบนกระดาษแต่ละแผ่น มีทั้งต้นเต็ง ต้นรัง เห็ด ผักป่า ลำห้วย วัวแดง และช้าง หลายอย่างเพิ่งผ่านสายตาพวกเขาเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อน
จากเช้าวันที่หลายคนตอบว่าไม่เคยเข้าป่า ไม่กี่ชั่วโมงต่อมา พวกเขากำลังวาดป่าผืนเดิม ด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป พร้อมกับมีรายละเอียดมากกว่าที่เคย




หมายเหตุ เทศกาลอาหารปลอดสารพิษจากป่าแม่เปิน จัดโดย องค์การบริหารส่วนตำบลแม่เปิน สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 4 สาขานครสวรรค์ และมูลนิธิเพื่อการพัฒนาเชิงพื้นที่ มูลนิธิสืบนาคะเสถียร และเครือข่ายป่าชุมชนแม่เปิน
การสนับสนุนงานเครือข่ายป่าชุมชนเป็นส่วนหนึ่งของโครงการสร้างความพร้อมต่อการรับมือสภาพภูมิอากาศในพื้นที่แนวกันชนของผืนป่าตะวันตก ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจาก ธนาคารฮ่องกงและเซี่ยงไฮ้แบงกิ้งคอร์ปอเรชั่น จำกัด
เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs)
เป้าหมายที่ 12 สร้างหลักประกันให้มีแบบแผนการผลิตและการบริโภคที่ยั่งยืน
12.2 บรรลุการจัดการที่ยั่งยืนและการใช้ทรัพยากรทางธรรมชาติอย่างมีประสิทธิภาพ ภายในปี 2573
เป้าหมายที่ 13 ปฎิบัติการอย่างเร่งด่วยเพื่อต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและผลกระทบที่เกิดขึ้น
13.3 พัฒนาการศึกษา การสร้างความตระหนักรู้ และขีดความสามารถของมนุษย์และของสถาบันในเรื่องการลดปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การปรับตัว การลดผลกระทบ การเตือนภัยล่วงหน้า
เป้าหมายที่ 15 ปกป้อง ฟื้นฟู และสนับสนุนการใช้ระบบนิเวศบนบกอย่างยั่งยืน จัดการป่าไม้อย่างยั่งยืน ต่อสู้การกลายสภาพเป็นทะเลทราย หยุดการเสื่อมโทรมของที่ดินและฟื้นสภาพกลับมาใหม่ และหยุดการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ
15.6 สร้างหลักประกันว่าจะมีการแบ่งปันผลประโยชน์ที่เกิดจากการใช้ประโยชน์ทรัพยากรพันธุกรรมอย่างเท่าเทียมและยุติธรรม และส่งเสริมการเข้าถึงทรัพยากรเหล่านั้นอย่างเหมาะสม
อ้างอิง
- How can we mitigate against increasing biophobia among children during the extinction of experience?
ผู้เขียน
ทำงานอิสระที่เกี่ยวข้องกับหนังสือ การเขียน เรื่องสิ่งแวดล้อมและดนตรีนอกกระแส - เวลาส่วนใหญ่ของชีวิตใช้ไปกับการนั่งมองความเคลื่อนไหวของใบไม้และสายลม



