เบื้องหลังมังงะ ‘อะเมซิ่งแร้ง’ โปรเจกต์พลิกฟื้นระบบนิเวศ และสร้างอาชีพให้นักวาดในเรือนจำ

เบื้องหลังมังงะ ‘อะเมซิ่งแร้ง’ โปรเจกต์พลิกฟื้นระบบนิเวศ และสร้างอาชีพให้นักวาดในเรือนจำ

ภาพจำของ ‘พญาแร้ง’ มักถูกผูกติดกับความตายและลางร้าย แต่ในโลกแห่งความเป็นจริง สัตว์ปีกที่มาพร้อมกับหัวล้านเลี่ยนชนิดนี้ คือ ‘เทศบาลประจำผืนป่า’ ผู้ทำหน้าที่เก็บกวาดซากสัตว์และหยุดยั้งการแพร่กระจายของเชื้อโรคร้ายไม่ให้ลุกลามสู่แหล่งน้ำและชุมชน

ทว่าน่าเศร้าที่เมื่อกว่า 30 ปีก่อน พญาแร้งฝูงสุดท้ายได้สูญพันธุ์ไปจากผืนป่าห้วยขาแข้งเนื่องจากกินซากเสือที่ถูกนายพรานวางยาเบื่อ

ปัจจุบันพวกมันจึงเหลือเพียงความหวังริบหรี่ใน ‘โครงการพญาแร้งคืนถิ่น’ ที่กำลังพยายามเพาะพันธุ์และฟื้นฟูประชากรให้แร้งได้กลับมาโบยบินอีกครั้ง

เพื่อสื่อสารวิกฤตทางนิเวศวิทยานี้ให้เข้าถึงผู้คนและเยาวชนได้ง่ายขึ้น โปรเจกต์การ์ตูนมังงะสุดท้าทายในชื่อ ‘อะเมซิ่งแร้ง’ จึงถือกำเนิดขึ้น

แต่นี่ไม่ใช่แค่มังงะอนุรักษ์ธรรมชาติธรรมดา เพราะผู้อยู่เบื้องหลังลายเส้นอันประณีตเหล่านี้ คือ ‘ผู้ต้องขัง’ จากเรือนจำกลางเขาบิน ผู้ไม่เคยเห็นพญาแร้งตัวเป็นๆ และต้องเรียนรู้ศาสตร์แห่งการวาดการ์ตูนผ่านการสื่อสารทางจดหมายหลังลูกกรง

ผลงานชิ้นนี้จึงเป็นทั้งความหวังเพื่อต่อลมหายใจให้พญาแร้ง พร้อมมอบโอกาส วิชาชีพ และชุบชีวิตใหม่ให้กับนักวาดหลังกำแพงอีกด้วย

และนี่คือบทสัมภาษณ์ที่เจาะลึกเบื้องหลังโปรเจกต์ที่ผสานการอนุรักษ์ ศิลปะ และการให้โอกาสคนไว้ด้วยกัน

ผ่านมุมมองของ เจิมใจ พรพิบูลย์ ผู้บริหารและ CEO สำนักพิมพ์วิบูลย์กิจ ผู้เป็นสะพานเชื่อมเรื่องราวจากกรงเพาะเลี้ยงกลางป่าลึก สู่หน้ากระดาษมังงะที่จะเปลี่ยนภาพจำของพญาแร้งไปตลอดกาล

จุดเริ่มต้นที่ทำให้สำนักพิมพ์มังงะ หันมาสนใจทำเรื่องราวการอนุรักษ์พญาแร้ง เกิดขึ้นได้อย่างไร?

จุดเริ่มต้นมาจากเมื่อปีที่แล้ว (พ.ศ. 2568) พี่มีโอกาสไปร่วมงานเสวนาของมูลนิธิสืบนาคะเสถียร ที่โรงแรมอุทัยเฮอริเทจ จังหวัดอุทัยธานี วันนั้น ดร.กบ (น.สพ.ดร.ไชยยันต์ เกษรดอกบัว) มาเป็นวิทยากรและเล่าว่าพญาแร้งที่กำลังจะสูญพันธุ์ พอได้ฟังเราตกใจมากเพราะจำได้ว่าเห็นสัตว์ชนิดนี้มาตั้งแต่เด็กๆ จึงเกิดคำถามกับตัวเองว่าเราจะปล่อยให้มันสูญพันธุ์ไปเฉยๆ ได้อย่างไร ทั้งภาครัฐและเอกชนต้องช่วยกัน

ในฐานะสำนักพิมพ์มังงะ เรามองเห็นศักยภาพของสื่อประเภทนี้ที่จะเข้าไปช่วยสื่อสารเรื่องยากๆ ให้เข้าถึงง่ายขึ้น โดยเฉพาะกับกลุ่มเยาวชน

คือ อาจารย์กบพูดสนุกมากเลยค่ะ เรานึกว่าถ้าสนุกขนาดนั้นถ้าเป็นมังงะยิ่งสนุกใหญ่เลย เพราะว่ามังงะมันตลกได้ อย่างที่บอกว่ามีนายพรานเอาเหยื่อไปล่อเสือ ปรากฏว่าแร้งมากิน ตายยกฝูงเลย ถ้าทำเป็นการ์ตูน มันต้องสนุกแน่เลย แต่ถ้าเป็นภาพถ่ายมันคงน่ากลัว

ความน่าสนใจอีกอย่างคือผู้วาดภาพมังงะชุดนี้เป็นผู้ต้องขังในเรือนจำ ทางสำนักพิมพ์เข้าไปร่วมงานกับพวกเขาได้อย่างไร?

ก่อนหน้านี้สำนักพิมพ์มีโครงการมอบหนังสือให้กรมราชทัณฑ์เพื่อกระจายไปยังเรือนจำ 96 แห่งทั่วประเทศ พอเราได้เข้าไปเยี่ยมชมทัณฑสถานหญิงกลาง คลองเปรม ได้เห็นกิจกรรมสร้างอาชีพต่างๆ เราจึงเสนอว่าสำนักพิมพ์สามารถสอนวาดมังงะให้ได้นะ เพราะนี่คือวิชาชีพที่สามารถสร้างรายได้และขายได้ในราคาแพง

ทางกรมราชทัณฑ์สนใจมากและเลือก ‘เรือนจำกลางเขาบิน’ จังหวัดราชบุรี ให้เราเข้าไปสอน เพราะที่นั่นมีชมรมนักวาดรูปที่เก่งระดับขายผลงานได้ เราส่ง บก.บริหาร และนักเขียนการ์ตูนรางวัลระดับนานาชาติเข้าไปสอนและสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้ต้องขัง 14 คน ซึ่งทุกคนตั้งใจมาก นั่งฟังตาไม่กะพริบเลยค่ะ เขาตื่นเต้นมากว่านี่คืออาชีพ จนสุดท้ายเราคัดเลือกผู้ต้องขังที่มีฝีมือโดดเด่นเหลือ 3 คน เพื่อมารับหน้าที่วาดผลงานชิ้นนี้โดยเฉพาะ

การทำงานร่วมกับนักวาดที่อยู่หลังกำแพง ซึ่งไม่สามารถออกมาเห็นสภาพแวดล้อมจริงได้ มีความท้าทายหรืออุปสรรคอะไรบ้าง?

ยากถึงขั้นเกือบตายเลยค่ะ เพราะเราอยู่กรุงเทพฯ และเข้าไปสอนแบบเจอตัวได้แค่ครั้งเดียว หลังจากนั้นการทำงานทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการบรีฟงาน หรือส่งสตอรี่บอร์ด ต้องทำผ่านการส่งจดหมายไปรษณีย์เป็นปึกๆ ทั้งหมด

ช่วงแรกงานที่ส่งมาใช้ไม่ได้เลย เพราะเขาวาดรูปเก่งแบบภาพวาดศิลปะทั่วไป คือวาดหน้าตรงหมด ไม่เข้าใจศาสตร์ของการวาดมังงะที่ต้องมีการจัดหน้า (Layout) มีมุมกล้องซูมเข้าซูมออก หรือการเล่าเรื่องผ่านช่องจากซ้ายไปขวา เราต้องแก้ปัญหาด้วยการส่งหนังสือสอนวาดมังงะเล่มใหญ่ๆ และส่งการ์ตูนเรื่อง ‘จอมเวทฝึกหัดกับหมวกมหัศจรรย์’ ไปให้พวกเขาใช้เป็นกรณีศึกษา

นอกจากเรื่องทักษะแล้ว ยังมีเรื่องความกดดันทางจิตใจด้วย เพราะหัวหน้าผู้คุมมาบอกว่าเขาเครียดครับ เขียนไม่ออก เราก็เลยบอกว่าหัวหน้าใจเย็นๆ สิ ไปถามเช้าถามเย็น ผู้ต้องขังก็เครียดสิ แค่เจอหน้าผู้คุมเขาก็ไม่อยากเจอแล้ว ไปถามว่าเสร็จรึยังๆ… ให้นักวาดเครียดไม่ได้ ต้องผ่อนคลายค่ะ”

และเนื่องจากพวกเขาไม่เคยเห็นพญาแร้งหรือกรงเพาะเลี้ยงของจริงที่ห้วยขาแข้ง เราต้องเสิร์ชหาภาพนิ่งและคลิปวิดีโอจากอินเทอร์เน็ตส่งไปให้พวกเขาดูเป็นต้นแบบทั้งหมด เพื่อให้วาดกรงสูง 6 ชั้นกลางป่าออกมาได้สมจริงที่สุด

ในด้านของเนื้อเรื่อง อะไรคือความ ‘อะเมซิ่งแร้ง’ ที่การ์ตูนเรื่องนี้ต้องการสื่อสารออกมา?

เราหยิบเรื่องราวจากโครงการพญาแร้งคืนถิ่นมาผูกเป็นสตอรี่บอร์ด เลือกมุมที่สนุกและน่าติดตามมาเล่า เช่น ‘ภารกิจแอบล้วงไข่พญาแร้ง’ เพราะพญาแร้งออกไข่แค่ปีละ 1 ใบ การแอบเอาไข่มาฟักเองจากรังที่เป็นตึกสูง 6 ชั้น จะช่วยกระตุ้นให้แม่นกออกไข่ใบใหม่ ซึ่งเป็นวิธีเพิ่มประชากรที่น่าสนใจมาก

ส่วนความ Amazing ของสายพันธุ์นี้ คือประโยชน์ที่พวกเขามีต่อระบบนิเวศ พี่ประทับใจประวัติศาสตร์ยุค ร.4 – ร.5 ที่มีอหิวาตกโรคระบาด (ตำนานแร้งวัดสระเกศ) ก็เอาศพทั้งหมดไปไว้แล้วให้แร้งกิน ความสามารถพิเศษคือ น้ำลายของแร้งมันทำลายเชื้อโรคฮ่ะ… มันก็เลยทำให้หยุดการระบาดได้

นอกจากนั้น นักวาดของเราตอนแรกวาดแร้งออกมาเหมือนนกทั่วไป เราต้องสอนให้เขาจับคาแรกเตอร์ให้ได้ว่า แร้งต้อง ‘หัวล้าน’ เพราะมันคือวิวัฒนาการที่ออกแบบมาเพื่อให้แร้งสามารถมุดหัวเจาะเข้าไปในซากเหยื่อเพื่อกินอาหารได้โดยที่เชื้อโรคไม่ติดขน นี่คือความมหัศจรรย์ของธรรมชาติที่ทำให้แร้งทำหน้าที่เป็น ‘เทศบาลของผืนป่า’ อย่างสมบูรณ์แบบ

เป้าหมายต่อไปของการ์ตูนชุดนี้คืออะไร และผู้อ่านจะสามารถติดตามผลงานได้ช่องทางไหน?

เราจะจัดทำเป็นรูปแบบ E-Book โดยรายได้จากการดาวน์โหลดทั้งหมดจะมอบให้กับ ‘โครงการพญาแร้งคืนถิ่น’ เพื่อสนับสนุนการทำงานต่อไป และเราตั้งใจว่า เราไม่ได้ทำแค่ภาษาไทย แต่จะแปลเป็นภาษาอังกฤษ ญี่ปุ่น จีนด้วย

และนอกจากเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมแล้ว เรายังมีเป้าหมายด้านการให้โอกาสคน ตอนที่ บก.เข้าไปในเรือนจำไปสอน ตั้งเป้าหมายเลยว่า วันหนึ่งเมื่อคุณวาดมังงะได้ คุณส่งผลงานออกมาเลย แล้วเงินที่ได้เนี่ย… เราจะพับเอาให้คุณเข้าไปในเรือนจำเลย เพราะฉะนั้นก็จะเป็นอาชีพที่ดี

ท้ายที่สุด อยากฝากอะไรถึงสังคมเกี่ยวกับเรื่องพญาแร้งบ้าง?

อยากฝากสองเรื่องหลักๆ ค่ะ หนึ่งคืออยากให้ทุกคนช่วยกัน ไม่ให้แร้งสูญพันธุ์ไปจากผืนป่าไทย และสองคืออยากให้เปลี่ยนภาพจำ อยากให้รู้ว่า พญาแร้งน่ารักค่ะ เขาไม่ใช่นักฆ่า เขากินเหยื่อจากซาก เพราะฉะนั้นเขาเป็นคนนิสัยดี เป็นสัตว์ที่นิสัยดีมากเลย สังคมไทยอาจจะติดภาพว่าแร้งเป็นสัตว์อัปมงคลหรือน่ากลัว แต่แท้จริงแล้วเขาเป็นสัตว์ที่น่ารักและคอยดูแลระบบนิเวศให้พวกเรามาตลอดค่ะ

ถอดความและเรียบเรียงจากเวที รำลึก 36 ปี สืบ นาคะเสถียร

ผู้เขียน

+ posts

นักสื่อสารผู้หลงใหลในธรรมชาติ เชื่อว่าการเล่าเรื่องที่ดีสามารถเปลี่ยนมุมมองและปลุกพลังการอนุรักษ์ได้

Website | + posts

ทำงานอิสระที่เกี่ยวข้องกับหนังสือ การเขียน เรื่องสิ่งแวดล้อมและดนตรีนอกกระแส - เวลาส่วนใหญ่ของชีวิตใช้ไปกับการนั่งมองความเคลื่อนไหวของใบไม้และสายลม