รวมประชุม กมธ.ที่ดิน ให้ข้อมูลและข้อห่วงกังวลต่อผลการปรับปรุงแนวเขต อช.ทับลาน

รวมประชุม กมธ.ที่ดิน ให้ข้อมูลและข้อห่วงกังวลต่อผลการปรับปรุงแนวเขต อช.ทับลาน

25 มิถุนายน 2569 มูลนิธิสืบนาคะเสถียรได้เข้าร่วมประชุมกับกรรมาธิการการที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อให้ข้อมูลและข้อห่วงกังวลต่อผลการปรับปรุงแนวเขตอุทยานแห่งชาติทับลาน ตามมติคณะกรรมการอุทยานแห่งชาติ ครั้งที่ 1/2569 เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2569

โดยมูลนิธิสืบฯ ได้นำเสนอข้อห่วงกังวลสำคัญ 4 ประเด็นในที่ประชุมดังนี้

1. การคัดกรองผู้ได้รับสิทธิในพื้นที่ที่ส่งมอบให้ ส.ป.ก. : ควรมีกลไกตรวจสอบคุณสมบัติของผู้ได้รับสิทธิอย่างชัดเจน โปร่งใส และตรวจสอบได้ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นว่าผู้ได้รับประโยชน์เป็นผู้มีสิทธิตามกฎหมายอย่างแท้จริง และป้องกันการเปลี่ยนมือหรือการนำที่ดินไปใช้ผิดวัตถุประสงค์

2. แนวทางจัดการพื้นที่ที่ยังมีข้อพิพาท : พื้นที่ที่ถูกเพิกถอนออกจากเขตอุทยานฯ แต่ยังอยู่ระหว่างการดำเนินคดี การขยายการครอบครองจากพื้นที่ ส.ป.ก. เดิม (ส.ป.ก. บวม) ควรมีความชัดเจนว่าหน่วยงานใดจะเป็นผู้รับผิดชอบในการตรวจสอบข้อเท็จจริง การบังคับใช้กฎหมาย และการดำเนินคดีต่อไป 

3. การพิสูจน์สิทธิภายใต้มาตรา 64 แห่งพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562 : กังวลว่าการดำเนินการสำรวจและพิสูจน์สิทธิของประชาชนในพื้นที่ให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลา 6 เดือน อาจเป็นกรอบเวลาที่ท้าทายต่อการดำเนินงานในทางปฏิบัติและจะไม่แล้วเสร็จ จึงควรกำหนดแผนงาน ขั้นตอน และกลไกติดตามประเมินผลที่ชัดเจน 

4. มาตรการลดผลกระทบต่อระบบนิเวศและคุณค่าพื้นที่มรดกโลกทางธรรมชาติ : แม้จะมีการขยายพื้นที่อุทยานแห่งชาติเพื่อชดเชยพื้นที่ที่ถูกเพิกถอน แต่พื้นที่ที่จะขยายเพิ่มเติมส่วนใหญ่ยังมีรูปแบบการใช้ประโยชน์ที่แตกต่างจากพื้นที่อนุรักษ์เดิม จึงควรกำหนดมาตรการฟื้นฟูและรักษาความสมบูรณ์ของระบบนิเวศอย่างเข้มข้น เพื่อคงไว้ซึ่งคุณค่าความโดดเด่นเป็นสากล (OUV) ของพื้นที่มรดกโลก โดยเฉพาะความเชื่อมโยงของถิ่นอาศัยและเส้นทางเคลื่อนย้ายของสัตว์ป่าหายาก

ทั้งนี้ มูลนิธิสืบฯ มีจุดยืนที่ชัดเจนมาตั้งแต่แรกในการคัดค้านการเพิกถอนพื้นที่อุทยานแห่งชาติทับลาน 265,000 กว่าไร่แบบเหมาเข่ง (ยื่นหนังสือต่อ ปธ.คณะกรรมาธิการการที่ดิน ทบทวนขั้นตอนเพิกถอนพื้นที่ทับลาน) เนื่องจากเห็นว่าปัญหาในพื้นที่มีความซับซ้อนและประกอบด้วยทั้งการทับซ้อนระหว่างหน่วยงานรัฐด้วยกันเอง และการทับซ้อนระหว่างชุมชนกับรัฐ 

ซึ่งทับลานมีชุมชนบางส่วนที่อยู่ก่อนประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติ บางชุมชนถูกประกาศเป็น ส.ป.ก. และมีการส่งมอบถูกต้องตามกฎหมาย และถูกอุทยานแห่งชาติทับลานประกาศครอบ ชัดเจนว่านี่คือความผิดพลาดของรัฐ ซึ่งคนกลุ่มนี้ควรได้รับความเป็นธรรม แต่ที่ต้องไปดูต่อคือ ผู้ที่ได้ ส.ป.ก. ในตอนนั้น กับตอนนี้เป็นคนเดียวกันหรือไม่ มีการซื้อขายเปลี่ยนมือหรือไม่ มีการขยายพื้นที่เพิ่มเติมหรือไม่ และถ้าพบว่ามีการซื้อขายเปลี่ยนมือจะดำเนินการอย่างไร

มูลนิธิสืบฯ เห็นว่าการแก้ไขปัญหาการถือครองและใช้ประโยชน์ที่ดินในพื้นที่อนุรักษ์ควรดำเนินการเป็นรายกรณี โดยอาศัยข้อเท็จจริงและบริบทของแต่ละพื้นที่ มากกว่าการเพิกถอนสถานะพื้นที่อนุรักษ์แบบเหมาเข่ง เนื่องจากแต่ละกรณีมีที่มาและเงื่อนไขที่แตกต่างกัน ทั้งด้านช่วงเวลา นโยบาย และสถานะสิทธิของผู้ครอบครอง การใช้แนวทางเดียวกันกับทุกกรณีอาจไม่ก่อให้เกิดความเป็นธรรม และอาจกลายเป็นบรรทัดฐานที่ถูกนำไปใช้กับพื้นที่อนุรักษ์อื่นในอนาคต

จากมติที่ประชุมในวันนี้ ได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการพิสูจน์สิทธิรายแปลง และให้ความชอบธรรมกับกลุ่มประชาชนที่ถูกต้องตามกฎหมาย 

ส่วน ส.ป.ก. บวม หรือเกินกว่าพื้นที่จริง หากตรวจสอบพบส่วนที่เกินมาจะดำเนินการยึดคืนกลับมาเป็นของรัฐทันที ผู้ที่ทำผิดกฎหมายจะถูกดำเนินคดีอย่างเด็ดขาดโดยไม่มีข้อละเว้น

กลุ่มนายทุนหรือกลุ่มที่ไม่ถูกต้อง จะใช้กฎหมายของกรมอุทยานแห่งชาติฯ เข้ามาควบคุม โดยมีคณะกรรมการพิสูจน์สิทธิ อีกทั้งรัฐมนตรีกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ยืนยันว่า “กรณีทับลานเป็นกรณีเฉพาะ” จะไม่นำแนวทางดังกล่าวไปใช้กับพื้นที่ป่าอนุรักษ์อื่น การแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินในพื้นที่อนุรักษ์ยังคงมีกฎหมายรองรับอยู่แล้ว ได้แก่ พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562 มาตรา 64 และ พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562 มาตรา 121

และการหาข้อยุติในครั้งนี้ถือเป็นการแลกเปลี่ยนข้อมูลทางวิทยาศาสตร์และการกระจายตัวของสัตว์ป่าและข้อเท็จจริงในพื้นที่มาแลกเปลี่ยนร่วมกัน ซึ่งนำไปสู่ข้อสรุปและมาตรการที่คำนึงถึงทั้งการคุ้มครองทรัพยากรธรรมชาติ ความเป็นธรรมต่อประชาชน และการรักษาคุณค่าของผืนป่ามรดกโลกในระยะยาว