รายงานการสำรวจขององค์กรไวลด์แอด (WildAid) ใน พ.ศ. 2560 ซึ่งจัดทำโดยบริษัท แรพพิด เอเชีย (Rapid Asia) ได้เผยให้เห็นสัญญาณการเติบโตของตลาดหูฉลามในประเทศไทย โดยผลสำรวจพบว่าร้อยละ 57 ของคนไทย ที่อาศัยภายในเขตเมืองทั่วประเทศเคยบริโภคหรือยังบริโภคหูฉลาม และร้อยละ 61 มีความตั้งใจจะบริโภคหูฉลามในอนาคต จากผลสำรวจทำให้เห็นว่า ตลาดการค้าฉลามในประเทศไทยมีแนวโน้มเติบโตเป็นตลาดสำคัญ
จากนั้น ปี พ.ศ. 2566 ไวล์ดเอด ร่วมกับบริษัท แรพพิด เอเชีย อีกครั้ง เพื่อจัดทำการสำรวจประเมินและเปรียบเทียบแนวโน้มการบริโภคและความต้องการบริโภคหูฉลามในประเทศไทย พบว่าความต้องการบริโภคหูฉลามในประเทศไทยลดลงในช่วงระยะเวลา 6 ปีที่ผ่านมา
เมื่ออ้างอิงจากการเจริญเติบโตของประชากรเมืองในช่วงระยะเวลาดังกล่าว จำนวนประมาณการของผู้บริโภคหูฉลามปรับตัวลดลงจาก 6.6 ล้านราย เป็น 5.3 ล้านราย
นอกจากนี้ คามถี่ในการบริโภคก็ปรับตัวลดลงเช่นกัน ใน พ.ศ. 2560 คนเมืองที่บริโภคหูฉลามมากกว่าหนึ่งครั้งต่อปี มีสัดส่วนร้อยละ 86 ของผู้บริโภคหูฉลาม หรือราว 5.7 ล้านคน ในขณะที่ พ.ศ. 2566 ผู้บริดภคกลุ่มนี้มีสัดส่วนลดลงอยู่ที่ ร้อยละ 43 หรือ 3.2 ล้านราย
การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ทำให้ประมาณการได้ว่า คนเมืองบริโภคหูฉลามลดลงราวร้อยละ 34 หรือเทียบเท่า การเสิร์ฟหูฉลามที่ลดลงไป 8.17 ล้านครั้ง ตั้งแต่ พ.ศ. 2560
ผลสำรวจพบหลักฐานที่บ่งชี้ว่า โครงการรณรงค์เพื่อลดความต้องการบริโภคมีส่วนที่ทำให้การบริโภคหูฉลามลดลง โดยการประเมินผลใช้ KAP Score หรือโมเดลในการวัดผลการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรม เป็นตัวชี้วัดทัศนคติโดยรวมของผู้บริโภค ทั้งในแง่ของความรู้ ทัศนคติ และพฤติกรรมในการบริโภคหูฉลาม
KAP Index หรือตัวชี้วัดหลักของโมเดล KAP Score มีการปรับตัวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจาก 24 คะแนนเป็น 41 คะแนน ซึ่งหมายความว่า ผู้บริโภคมีความตระหนักถึงผลกระทบทางลบของการบริโภคหูฉลามมากขึ้นกว่าเดิม และเริ่มตั้งคำถามถึงการฆ่าฉลามหลาย 10 ล้านตัวเพื่อครีบและเนื้อของมัน
โดยในช่วงเวลาดังกล่าว องค์กรไวลด์แอด ได้จัดทำโครงการรณรงค์เพื่อให้ผู้บริโภคเกิดความตระหนักรู้และเข้าใจบทบาทและความสำคัญของฉลาม และเพื่อเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภค
อย่างไรก็ดี แม้การบริโภคหูฉลามลดลง แต่ผลสำรวจล่าสุดเผยให้เห็นว่าประเทศไทยยังคงเป็นตลาดผู้บริดภคหูฉลามที่สำคัญ โดยร้อยละ 56 ของผู้ตอบแบบสอบถามระบุว่า ต้องการลองรับประทานซุปหูฉลามในอนาคต ลดลงเล็กน้อยจากร้อยละ 61ในการสำรวจเมื่อ พ.ศ. 2560 และมีผู้บริโภคจำนวนมากที่รับประทานหูฉลามที่บ้านผ่านการสั่งอาหารทางออนไลน์ และการซื้อจากร้านอาหารกลับบ้าน ซึ่งคาดว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงทีเกิดขึ้นหลังจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19
งานวิจัยเรื่อง Global shark fishing mortality still rising despite widespread regulatory changeซึ่งประเมินอัตราการตายของปลาฉลามทั่วโลกจากการล่า พบว่า ความต้องการบริโภคเนื้อฉลามและผลิตภัณฑ์อื่นๆ นอกเหนือจากครีบมีการปรับตัวเพิ่มสูงขึ้้นทั่สโลก
ผลสำรวจ พ.ศ. 2566 มีการสำรวจการบริโภคเนื้อฉลามในประเทศไทย ซึ่งเป็นส่วนที่ยังไม่สำรวจมาก่อนใน พ.ศ. 2560 ผลสำรวจพบว่า คนเมืองมักบริโภคเนื้อฉลามที่ร้านอาหารกับเพื่อนและครอบครัว บริโภคเมื่อมีการนัดพบทางธุรกิจ และบริโภคเมื่อเดินทางท่องเที่ยว
ขณะเดียวกัน ผู้ตอบแบบสอบถามจำนวนมากระบุว่มักบริโภคเนื้อฉลามที่บ้าน ทั้งนี้ หนึ่งในสามของคนไทยที่อาศัยในเขตเมืองระบุว่ามีความสนใจจะบริโภคเนื้อฉลามในอนาคต เรื่องจากมีความสงสัยใคร่รู้ ซึ่งบ่งชี้ว่าตลาดการบริโภคเนื้อฉลามมีแนวโน้มที่จะเติบโต
ด้านการสำรวจความคิดเห็นของเจ้าของร้านอาหารที่ขายเมนูซุปหูฉลาม จัดทำโดย บริษัท พี.ไอ.วาย รีเสิร์ช ให้กับองค์กรไวลด์เอดพบว่า เจ้าของร้านอาหารส่วนใหญ่มองว่า ยังไม่มีเหตุผลใดที่ร้านอาหารจะเลิกจำหน่ายเมนูหูฉลาม ดังจะเห็นได้จากการที่เมนูหูฉลามสามารถหารับประทานได้ทั่วไปจากร้านอาหารในพื้นที่ถนนเยาวราช เนื่องจากผู้บริโภคได้คาดหวังว่าจะมีเมนูดังกล่าวจำหน่าย
จากที่กล่าวมา การค้าหูฉลามในประเทศไทยยังคงเป็นภัยคุกคามต่อประชากรฉลามทั่วโลก ความพยายามในการลดการบริโภค เช่น การดำเนินโครงการรณรงค์เพื่อการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผ่านการให้ความรู้และชักชวนให้ผู้บริโภคและผู้ที่มีแนวโน้มจะบริโภคไม่ซื้อผลิตภัณฑ์ที่ทำจากฉลาม จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง
เช่นเดียวกับการกำหนดนโยบายที่มีความสำคัญ เช่น การบริหารจัดการภาคประมง เพื่อจำกัดและลดการจับปลาฉลามเป็นสัตว์น้ำพลอยได้ การจำกัดการจับปลาฉลามและการควบคุมการค้า การปรับปรุงระบบตรวจสอบย้อนกลับของผลิตภัณฑ์ปลาฉลาม การยกระดับการคุ้มครองถิ่นที่อยู่อาศัย และยกระดับการคุ้มครองปลาฉลามชนิดพันธุ์ที่เสี่ยงสูญพันธุ์ให้มากยิ่งขึ้น
ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมทาง https://www.wildaidthai.org/




