แปลกปลอม แต่กลมกลืน : กรงพญาแร้ง ณ ซับฟ้าผ่า

แปลกปลอม แต่กลมกลืน : กรงพญาแร้ง ณ ซับฟ้าผ่า

ลึกเข้าไปในผืนป่าห้วยขาแข้ง ผืนป่ามรดกโลกที่เราพยายามแตะต้องให้น้อยที่สุด
มีสิ่งหนึ่งตั้งตระหง่านอยู่อย่างขัดสายตา

โครงเหล็กสูงราวตึก 6 ชั้น กว้างเท่าสนามฟุตซอล ขึงด้วยตาข่ายจนมิด ตั้งอยู่กลางดงไม้ที่หน่วยพิทักษ์ป่าซับฟ้าผ่า ความรู้สึกแรกที่เห็นคือคำว่า “ผิดที่ผิดทาง” สิ่งปลูกสร้างขนาดนี้ไม่ควรอยู่กลางเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า

แต่ยิ่งเข้าใกล้และรู้จักเรื่องราวของมัน ความรู้สึกนั้นก็ค่อยๆ เปลี่ยนไป
จนอาจกล่าวได้ว่า นี่คือสิ่งปลูกสร้างที่ “ถูกที่” ที่สุดเท่าที่เคยมีใครสร้างไว้ในป่าผืนนี้

พญาแร้ง นกที่หายไปจากฟ้าเมืองไทย

แม่มิ่ง พญาแร้ง
มิ่ง แม่พันธุ์พญาแร้งตัวแรก ในกรงกลางป่าห้วยขาแข้ง

พญาแร้งเคยเป็นส่วนหนึ่งของท้องฟ้าเหนือผืนป่าใหญ่ หัวสีแดงเข้มสะดุดตา ปีกกว้างสยาย ร่อนวนหาอาหารจากที่สูง แต่วันนี้ถ้าอยากเห็นพญาแร้งในธรรมชาติของไทย คำตอบคือเห็นไม่ได้อีกแล้ว

ราว 30 ปีก่อน พญาแร้งฝูงสุดท้ายในห้วยขาแข้งล้มตายจากการกินซากที่ถูกวางยาเบื่อ และนับจากวันนั้นก็ไม่มีรายงานพบอีกเลย จนถือว่าสูญพันธุ์ไปจากท้องฟ้าของไทย

การหายไปของมันไม่ใช่เรื่องเล็ก เพราะพญาแร้งคือเทศบาลของป่า เมื่อมีสัตว์ล้มตาย แร้งคือผู้ที่กำจัดซากได้รวดเร็วและหมดจด ระบบย่อยอันทรงพลังของมันทำลายเชื้อโรคในซาก ตัดวงจรการระบาดที่อาจลามสู่สัตว์อื่น
เมื่อแร้งหายไป จึงไม่ได้ทิ้งแค่ความว่างเปล่าบนท้องฟ้า แต่ทิ้งช่องโหว่ไว้ในระบบนิเวศทั้งระบบ

โครงการพญาแร้งคืนถิ่นจึงถือกำเนิดขึ้นเพื่อเติมเต็มท้องฟ้าที่ว่างเปล่านี้ โดยมีเป้าหมายปลายทางคือการนำพญาแร้งกลับมาโบยบินเหนือห้วยขาแข้งอีกครั้ง

(อ่านเรื่องราวการสูญสิ้นของพญาแร้งจากป่าเมืองไทยเพิ่มเติม)

สร้างบ้าน เพื่อพาเขากลับ

กรงพญาแร้ง
ภาพกรงพญาแร้งระยะไกล ที่ดูเป็นทั้งสิ่งแปลกปลอม และกลมกลืนกับป่า

หลายคนสงสัยว่า ในเมื่อมีพญาแร้งในสวนสัตว์อยู่แล้ว ทำไมไม่เพาะให้มากๆ แล้วค่อยปล่อย ทำไมต้องลำบากยกกรงขึ้นไปกลางป่า

คำตอบอยู่ที่ธรรมชาติของการนำสัตว์ป่ากลับคืน เราจับสัตว์จากกรงเลี้ยงไปปล่อยกลางป่าทันทีไม่ได้
ต้องมีช่วงปรับตัวให้คุ้นกับสภาพพื้นที่ก่อน กับสัตว์ที่ขยายพันธุ์เร็วและปล่อยทีละมากๆ เรายอมให้ธรรมชาติคัดเลือกจนเหลือรอดบางส่วนได้
แต่พญาแร้งออกไข่ครั้งละฟองเดียว เลี้ยงลูกนานเป็นปี และเหลือน้อยเต็มที เราเสียไปแม้แต่ตัวเดียวก็เจ็บปวด

โครงการจึงเลือกพาพ่อแม่พันธุ์ขึ้นมาเริ่มต้นครอบครัวในป่าจริงเลย แทนการเพาะในสวนสัตว์จนได้จำนวนแล้วค่อยขนมาปรับตัวซึ่งกินเวลานับสิบปี เพื่อให้ลูกที่เกิดมาได้รู้จักป่า แดด ลม และสัญชาตญาณระวังภัย ตั้งแต่ลืมตาดูโลกวันแรก

แล้วทำไมต้องเป็นซับฟ้าผ่า ในผืนป่ากว้างกว่า 1.7 ล้านไร่ คำตอบมาจากงานวิจัยล้วนๆ พญาแร้งต้องการสองสิ่งหลัก คืออาหารกับที่ทำรัง เรื่องอาหาร มันกินซาก ซึ่งจะมีก็ต่อเมื่อมีสัตว์กินพืชหนาแน่นอย่างวัวแดงและมีเสือคอยล่า
บริเวณซับฟ้าผ่าคือจุดที่มีทั้งเหยื่อและผู้ล่าหนาแน่นที่สุด ส่วนที่ทำรัง พญาแร้งทำรังบนต้นไม้สูง 15–20 เมตร ซึ่งป่าแถบนี้มีให้เลือกมากมาย ที่สำคัญ ป่าเต็งรังของซับฟ้าผ่ายังหน้าตาใกล้เคียงถิ่นอาศัยของพญาแร้งที่ยังเหลืออยู่จริงในกัมพูชา และยังเป็นจุดที่ฝูงสุดท้ายของไทยเคยอยู่ “อดีตกับปัจจุบันมาบรรจบกันตรงนี้พอดี”

บ้านหลังใหญ่ ที่ออกแบบจากพฤติกรรมของผู้อยู่อาศัย

กรงพญาแร้งขนาดใหญ่
กรงพญาแร้งขนาดใหญ่ ภายในนี้มีพญาแร้งอยู่ 3 ตัว พ่อ แม่ ลูก

กรงฟื้นฟูที่ซับฟ้าผ่ากว้าง 20 ยาว 40 สูง 20 เมตร เป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดมหึมา ต่างจากกรงโดมกลมในสวนสัตว์ เพราะมีสองหน้าที่ในหลังเดียว ทั้งเพาะขยายพันธุ์และฝึกนกให้พร้อมคืนป่า รูปทรงยาวเป็นเหมือนรันเวย์ให้พญาแร้งโผบินสร้างกล้ามเนื้อ ส่วนความสูงก็เพื่อให้บินขึ้นเกาะที่สูงได้สมเป็นนกแห่งท้องฟ้า ขนาดทั้งหมดอ้างอิงมาตรฐานการฟื้นฟูแร้งจากต่างประเทศที่เคยทำสำเร็จมาก่อน

ทำไมไม่สร้างใหญ่กว่านี้? เพราะติดงบประมาณ และยิ่งกรงใหญ่ยิ่งต้องใช้คนเข้าไปดูแลมาก
ซึ่งสวนทางกับหัวใจของโครงการ การให้คนเข้าไปยุ่งกับนกน้อยที่สุด
เพราะนกที่จะกลับไปอยู่ป่าได้จริง ต้องคงสัญชาตญาณสัตว์ป่าไว้เต็มเปี่ยม
เห็นคนแล้วต้องหนี ไม่ใช่เดินเข้าหา

เทียบกรงพญาแร้ง
กรงพญาแร้งขนาดใหญ่ และถัดไป 60 เมตร คือกรงของเจ้าห้าหนึ่ง ลูกพญาแร้งที่ฟักกลางป่าตัวแรก

ถัดไปไม่ไกลมีกรงเล็กอีกหลัง หน้าที่ของมันเชื่อมโยงกับธรรมชาติอันเนิบช้าของพญาแร้ง ในป่าจริงมันเว้นระยะมีลูกนานถึง 2 ปี เพราะต้องเลี้ยงลูกตัวเก่าจนโตและแยกตัวไปก่อน

บ้านเดี่ยวหลังเล็กของเจ้าห้าหนึ่ง

กรงเล็กจึงเป็นที่เลี้ยงลูกที่โตพอจะอยู่ได้เอง เพื่อเปิดโอกาสให้พ่อแม่มีลูกรุ่นใหม่เร็วขึ้น จากสองปีเหลือปีต่อปี
ย้ำว่าเปิดโอกาส ไม่ใช่การบังคับ เพราะสุดท้ายพญาแร้งจะตัดสินใจเอง

ข้างในยังคงเป็นห้วยขาแข้ง

โครงสร้างกรงพญาแร้ง
โครงสร้างเหล็กและตาข่ายไนลอน

มองเข้าไปในกรง สิ่งที่เห็นไม่ใช่พื้นโล่งกับคอนเทียม แต่เป็นต้นไม้เดิม หญ้า และพุ่มไม้ที่ขึ้นเต็มเหมือนป่าปกติ
และนั่นคือความตั้งใจ

โครงการเลือกครอบกรงทับลงบนป่า แทนการถางให้เตียนแล้วใส่ต้นไม้เทียม เพราะต้นไม้ใหญ่คือปัจจัยสำคัญในการทำรัง และพื้นที่ยังแบ่งเป็นโซนกินอาหารกับโซนปลอดภัยที่เป็นพุ่มไม้หนาให้นกหลบภัย
แต่เหตุผลที่ลึกกว่านั้นคือ การคงความเป็นห้วยขาแข้งไว้ให้มากที่สุด เพราะหากถางเตียนแล้วยัดของเทียมเข้าไป สัตว์จะรู้ทันทีว่าแปลกปลอม แต่ถ้าเพียงเอากรงไปครอบ ข้างในยังเป็นป่าเหมือนเดิม สัตว์อาจสงสัยแค่ตัวกรง
แปลกปลอมเพียงเปลือกนอก แต่ข้างในยังกลมกลืน
และนั่นไม่ใช่แค่เพื่อพญาแร้ง แต่เพื่อไม่รบกวนสัตว์อื่นในป่าด้วย

ภายในกรงพญาแร้ง
ภายในกรงพญาแร้ง ที่ยังคงต้นไม้เดิมไว้ทั้งหมด และบ่อน้ำที่เราได้สร้างไว้

สิ่งที่มนุษย์เติมเข้าไปมีไม่มาก และทำจากวัสดุธรรมชาติในบริเวณนั้นทั้งหมด อย่างคอนไม้สำหรับเกาะที่ทำจากกิ่งไม้ในป่า วางไล่ระดับขึ้นเป็นขั้น เพราะเมื่อแร้งกินอิ่มจนตัวหนัก จะบินพรวดทีเดียวไม่ได้ คอนไล่ระดับช่วยให้มันหนีภัยขึ้นที่สูงได้ทันโดยไม่ต้องสำรอกอาหารทิ้งเพื่อให้ตัวเบา ส่วนน้ำก็มีบ่อตื้นเพื่อความปลอดภัยของสัตว์
และยังสามารถเติมน้ำ ทำความสะอาดได้ง่าย วางกระจายอยู่หลายจุด

อาหารพญาแร้ง
ลุงแก่น ผู้ดูแลพญาแร้ง กำลังให้เนื้อแพะเป็นอาหาร สำหรับ 3 ตัว พ่อ แม่ ลูก

แต่กลไกที่น่าสนใจที่สุดอาจเป็นสิ่งที่มองไม่เห็น นั่นคืออาหาร ในธรรมชาติ ปีไหนแห้งแล้งไร้ซาก พญาแร้งจะงดมีลูกไปเลย เพราะรู้ว่าเลี้ยงไม่รอด การให้อาหารสม่ำเสมอและถี่ขึ้นช่วงใกล้ฤดูผสมพันธุ์ จึงเหมือนการส่งสัญญาณบอกพ่อแม่พันธุ์ว่า ปีนี้อาหารสมบูรณ์ มีลูกได้ ไม่ต้องห่วงเรื่องปากท้อง เป็นการสร้างความมั่นคงที่พวกมันสัมผัสได้ และเปลี่ยนเป็นความหวังของผืนป่านี้

การสร้างอย่างถูกต้อง

เทียบระยะทางกรงพญาแร้ง
300 เมตร คือระยะห่างกรงพญาแร้งกับหน่วยพิทักษ์ป่าซับฟ้าผ่า

การยกสิ่งปลูกสร้างขนาดนี้เข้าไปในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ไม่ใช่เรื่องที่ใครจะทำได้ตามใจ พื้นที่ห้วยขาแข้งอยู่ภายใต้การดูแลของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช การก่อสร้างใดๆ ต้องขออนุญาตตามกฎหมาย ซึ่งโครงการดำเนินการอย่างถูกต้องมาตั้งแต่ต้น และไม่ได้เกิดจากหน่วยงานเดียว แต่เป็นความร่วมมือของ 4 หน่วยงานหลัก
ทั้งกรมอุทยานฯ องค์การสวนสัตว์ฯ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และมูลนิธิสืบนาคะเสถียร

ซับฟ้าผ่า
ป้ายหน่วยพิทักษ์ป่าซับฟ้าผ่า เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง

ยังมีอีกกำลังสำคัญที่อยู่หน้างานทุกวัน คือเจ้าหน้าที่หน่วยพิทักษ์ป่าซับฟ้าผ่า ที่นอกจากภารกิจลาดตระเวนแล้ว ยังช่วยซ่อมแซมปรับปรุงกรง เฝ้าระวังสัตว์ป่าที่อาจเข้ามารบกวน คอยเตือนเมื่อมีช้างเข้าใกล้ ไปจนถึงทำแนวกันไฟ

รอยเท้าที่พร้อมจะลบเลือน

กรงพญาแร้ง
กรงพญาแร้งขนาดใหญ่ ที่ครอบต้นไม้เดิมไว้ ให้คงสภาพความเป็นธรรมชาติมากที่สุด

มีคำถามหนึ่งที่น่าครุ่นคิดที่สุดเกี่ยวกับกรงหลังนี้
วันที่โครงการสำเร็จ พญาแร้งได้คืนสู่ป่าแล้ว กรงยักษ์หลังนี้จะกลายเป็นซากตกค้างกลางป่าตลอดไปหรือไม่ ?

โครงสร้างกรง
โครงสร้างเหล็กและตาข่ายไนลอน ที่สามารถรื้อถอนได้ทั้งหมด หลังจบโครงการฯ

คำตอบถูกออกแบบไว้ตั้งแต่ต้น ในเอกสารขออนุญาตระบุชัดว่า เมื่อจบภารกิจต้องรื้อถอนและคืนสภาพป่าได้ โครงสร้างเสาจึงเป็นเหล็กถอดประกอบเหมือนตัวต่อเลโก้ มีเพียงส่วนคานที่เทปูนยึดตามหลักวิศวกรรม ส่วนตาข่ายไนลอนคุณภาพสูงก็ทนแดดทนฝนและเหนียวพอจะไม่ขาดง่าย

กรงหลังนี้จึงไม่ได้ตั้งใจให้อยู่ถาวร มันคือบ้านชั่วคราวที่พร้อมจะหายไปในวันที่เจ้าของตัวจริงไม่ต้องการมันอีก
แปลกปลอมเข้ามา และพร้อมจะถอนตัวออกไปอย่างไม่ทิ้งรอย

โดยตัวกรงใหญ่ใช้งบประมาณราว 2 ล้านบาท โดยมีองค์การสวนสัตว์ฯ เป็นผู้ดูแลงบประมาณในการก่อสร้างและว่าจ้างผู้รับเหมาภายนอกผ่านการประมูลตามระเบียบ
การก่อสร้างกินเวลาหลายปีส่วนหนึ่งเพราะต้องหยุดชะงักไปในช่วงโควิด

คนเฝ้าฝัน และสิ่งที่ควบคุมไม่ได้

คนเลี้ยงพญาแร้ง
ลุงแก่นกำลังเฝ้ามอง และนับจำนวนพญาแร้ง ก่อนที่จะเข้าไปให้อาหาร

เบื้องหลังพญาแร้งทุกตัว คือผู้คนที่เฝ้าดูแลด้วยหัวใจ
ผู้ดูแลเริ่มทุกเช้าด้วยการนับจำนวนนก สังเกตว่ามีตัวไหนผิดปกติไหม ให้อาหาร ให้น้ำ ตรวจกรง และจดบันทึกทุกวัน เขาคือคนที่ใกล้ชิดนกที่สุดจนพวกมันไว้ใจ และมีสัตวแพทย์ประจำโครงการที่รับรายงานภาพและวิดีโอทุกเช้า
ประเมินสุขภาพตั้งแต่อาการทั่วไปจนถึงรายละเอียดเล็กที่สุด

บันทึกข้อมูลอาหารพญาแร้ง
ลุงแก่นจดบันทึกข้อมูลหลังการให้อาหารเสร็จ

แต่งานนี้ไม่เคยง่าย และไม่ใช่ทุกอย่างจะควบคุมได้ การต้อนพญาแร้งลงจากกรงสูง 20 เมตร เพื่อตรวจสุขภาพเสี่ยงทำให้พวกมันบาดเจ็บ ทีมจึงเลือกเฝ้าดูผ่านกล้องเป็นหลัก จับตรวจเท่าที่จำเป็น

ทว่าอุปสรรคที่เจ็บที่สุดคือสิ่งที่ไม่มีใครสั่งได้ ในบรรดาลูกพญาแร้งที่ฟักในกรง มีตัวหนึ่งไม่อาจรอดผ่านพายุฤดูร้อนไปได้ สภาพอากาศแปรปรวนจากภาวะโลกร้อนทำให้เกิดฝนหนักผิดฤดู
ลูกพญาแร้งตัวน้อยที่เพิ่งลืมตาดูโลกต้องเจอทั้งความร้อนจัดและฝนกระหน่ำติดกัน จนร่างเล็กๆ ต้านทานไม่ไหว

มันไม่เกี่ยวกับฝีมือพ่อแม่ที่เลี้ยงเก่งอยู่แล้ว แต่เป็นบทเรียนว่า
ต่อให้เตรียมทุกอย่างมาดีเพียงใด ก็ยังมีบางสิ่งที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของมนุษย์

ความหวังที่จับต้องได้

ลูกพญาแร้ง
เจ้าห้าหนึ่ง – พญาแร้งสาวกำลังจะเข้า 3 ขวบ เป็นพญาแร้งตัวแรกที่ฟักกลางป่าห้วยขาแข้ง

ท่ามกลางความสูญเสียและข้อจำกัด สิ่งที่กรงหลังนี้พิสูจน์แล้วคือ มันได้ผลจริง

พ่อแม่พันธุ์คู่แรกอย่างป๊อกและมิ่ง จับคู่ ทำรัง และวางไข่ได้สำเร็จในกรง ตลอดที่ผ่านมามีลูกพญาแร้งฟักออกจากไข่ถึง 4 ตัว และหนึ่งในนั้นที่เติบโตแข็งแรงผ่านสภาพอากาศสุดขั้วของห้วยขาแข้งมาได้ คือเจ้า “ห้าหนึ่ง”
ที่วันนี้เป็นพญาแร้งสาววัยย่าง 3 ปี ตรวจเลือดและกล้ามเนื้อผ่านเกณฑ์ทุกอย่าง แข็งแรงสมบูรณ์

ความสำเร็จนี้ลึกกว่าตัวเลข เพราะลูกที่เกิดและโตในป่าจริงตั้งแต่ออกจากไข่ ได้ผ่านทั้งหนาว ร้อน และฝนของห้วยขาแข้งด้วยตัวเอง จึงมีภูมิคุ้มกันและปรับตัวได้สูงกว่าพญาแร้งที่เลี้ยงในสภาพควบคุมมาก
ซึ่งคือหัวใจของการเตรียมพร้อมให้พวกมันคืนสู่ธรรมชาติ

แต่โครงการไม่เคยมองความสำเร็จผ่านแว่นสีชมพู เป้าหมายที่ตั้งไว้คือได้ลูกรอดปีละตัว ซึ่งวันนี้ยังทำได้ไม่ถึงครึ่ง การเลือกพื้นที่และการสร้างกรงอาจให้คะแนนตัวเองได้เกือบเต็ม เพราะพญาแร้งอยู่ได้ ทำรังวางไข่ได้ทุกปี แต่เรื่องการเพิ่มประชากรยังมีงานอีกมากรออยู่ และความตรงไปตรงมานี้เองที่ทำให้เป้าหมายปลายทางมีความหมาย

วันที่ฟ้าจะมีพญาแร้งอีกครั้ง

แม่พญาแร้ง
แม่มิ่งกำลังเฝ้ามองออกไปนอกกรงด้วยสายตาที่มีความหวัง

วันนี้โครงการกำลังก้าวสู่ระยะที่ 2 พร้อม 2 โจทย์ใหญ่ที่เดินคู่กัน

โจทย์แรกคือการสร้างพื้นที่ปลอดภัยสำหรับพญาแร้ง (Vulture Safe Zone) เพราะพญาแร้งบินได้ไกล
การปล่อยคืนป่าไม่ใช่แค่เปิดประตูกรง แต่ต้องมั่นใจว่าพื้นที่โดยรอบในรัศมีหลายสิบกิโลเมตร
ซึ่งบางส่วนคาบเกี่ยวกับชุมชน ปลอดภัยจากการล่า สารเคมี และภัยคุกคามทุกรูปแบบก่อน

โจทย์ที่สองคือการสร้างกรงเพิ่มอีกสองหลัง ทั้งกรงอนุบาลและกรงฝึกความพร้อมก่อนปล่อย
เพราะตอนนี้มีพญาแร้งวัยเยาว์หลายตัวที่ต้องเริ่มจับคู่และทำความคุ้นเคยกัน

กรงที่ซับฟ้าผ่าจึงไม่ใช่แค่โครงเหล็กแปลกปลอมกลางป่าอีกต่อไป
มันคือบ้านชั่วคราวที่กลมกลืนไปกับผืนป่า ที่รอวันส่งคืนพญาแร้ง กลับสู่ผืนฟ้าที่เป็นของพวกมันมาตลอด

พี่กบ ชัยอนันต์ หัวหน้าโครงการ กำลังเฝ้าดูลูกพญาแร้งบนรังอย่างตั้งใจ

“เราเริ่มเดินมาถูกทางแล้ว กราฟประชากรกำลังจะไต่ขึ้น
และในวันที่เรามีนกพร้อมปล่อย เราก็จะมีผืนป่าที่พร้อมโอบรับเขากลับบ้าน
เพราะการพาแร้งคืนฟ้า ไม่ใช่แค่การเปิดกรง
แต่คือการทำให้ทั้งผืนฟ้าปลอดภัยพอจะเป็นบ้านของเขาได้อีกครั้ง”

ชัยอนันต์ โภคสวัสดิ์ – หัวหน้าโครงการพญาแร้งคืนถิ่น

ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการพาพญาแร้งกลับคืนสู่ฟ้าห้วยขาแข้ง ไม่ว่าจะเป็นกรงหลังใหม่ที่รอสร้าง ตาข่ายของกรงเดิมที่ใกล้ถึงรอบต้องเปลี่ยน หรือค่าดูแลในแต่ละวัน ทุกการสนับสนุนคือการต่อความหวังให้เจ้าของท้องฟ้าได้กลับบ้าน

ผู้เขียน

+ posts

ผู้ที่อยากบอกเล่าเรื่องราวจากผืนป่า ให้ตรงกับนามสกุล