วันคุ้มครองโลก จากเสียงเล็กๆ ของประชาชน สู่แรงขับเคลื่อนข้อตกลงเปลี่ยนโลก

วันคุ้มครองโลก จากเสียงเล็กๆ ของประชาชน สู่แรงขับเคลื่อนข้อตกลงเปลี่ยนโลก

‘วันคุ้มครองโลก’ (Earth Day) ตรงกับวันที่ 22 เมษายนของทุกปี 

ตลอดระยะเวลากว่า 5 ทศวรรษ วันคุ้มครองโลกถือเป็นวันสำคัญที่เชื่อมโยงระหว่างการเคลื่อนไหวภาคประชาชน และวิวัฒนาการสู่การเป็นกลไกขับเคลื่อนข้อตกลงระดับโลกหลายฉบับ ที่ส่งผลกระทบต่อโครงสร้างทางสังคมในวงกว้าง

เรื่องราวนับจากจุดเริ่มต้น จนถึงปัจจุบัน วันสำคัญทางสิ่งแวดล้อมนี้ สร้างความเปลี่ยนแปลงใดให้เกิดขึ้นบ้าง ชวนมาย้อนเรื่องราว ‘วันคุ้มครองโลก’ ไปด้วยกัน

รากฐานแห่งการตื่นรู้ ชนวนเหตุแห่งการเปลี่ยนแปลง

ก่อนทศวรรษ 1970 สังคมอุตสาหกรรมทั่วโลกดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจโดยปราศจากกลไกการกำกับดูแลด้านสิ่งแวดล้อมที่มีประสิทธิภาพ โรงงานอุตสาหกรรมสามารถปล่อยมลพิษทางอากาศและทิ้งกากของเสียอันตรายลงสู่แหล่งน้ำสาธารณะโดยไม่ต้องกังวลถึงความผิดที่จะเกิดตามมา 

ความเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติถูกมองเป็นผลข้างเคียงที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ของการพัฒนาเศรษฐกิจ จนกระทั่งเกิดปัจจัยกระตุ้นสำคัญสองประการ คือ การเผยแพร่ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์สู่สาธารณะ และโศกนาฏกรรมทางสิ่งแวดล้อมที่สาธารณชนได้รับทราบ  

ในปี 1962 ราเชล คาร์สัน (Rachel Carson) นักธรรมชาติวิทยาได้ตีพิมพ์หนังสือ ‘Silent Spring’ (ฉบับแปลไทยชื่อ ฤดูใบไม้ผลิอันเงียบงัน) ที่ถือเป็นจุดเปลี่ยนทางความคิดที่สำคัญของยุค

คาร์สันได้นำเสนอข้อมูลเชิงประจักษ์เกี่ยวกับผลกระทบสะสมของสารกำจัดศัตรูพืช โดยเฉพาะดีดีที (DDT) ที่ส่งผลต่อห่วงโซ่อาหารและสุขภาพของมนุษย์ และท้าทายความเชื่อในอำนาจนิยมเหนือธรรมชาติ พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลทบทวนบทบาทในการปกป้องสวัสดิภาพของพลเมือง

แม้งานเขียนจะถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากอุตสาหกรรมเคมี แต่ขณะเดียวกันก็สร้างความตระหนักรู้ให้แก่สาธารณชนเป็นวงกว้างจากยอดจำหน่าย  

ราเชล คาร์สัน

หลังจากนั้น วันที่ 28 มกราคม 1969 ได้เกิดวิกฤตการณ์น้ำมันรั่วไหลครั้งใหญ่ที่ซานตาบาร์บารา รัฐแคลิฟอร์เนีย เมื่อแท่นขุดเจาะแพลตฟอร์เอ (Platform A) ของบริษัทยูเนียนออยล์ (Union Oil) เกิดระเบิด ส่งผลให้น้ำมันดิบกว่า 3-4 ล้านแกลลอนไหลทะลักสู่มหาสมุทร คราบน้ำมันแผ่ปกคลุมพื้นที่กว่า 800 ตารางไมล์ เกิดผลกระทบทางชีวภาพรุนแรงอย่างยิ่ง มีนกทะเล โลมา สิงโตทะเล และสัตว์ทะเลอื่นๆ ตายมากกว่า 10,000 ตัว และภาพของสัตว์ที่เปื้อนคราบน้ำมันก็ได้สร้างแรงสั่นสะเทือนต่อมโนธรรมของประชาชนอย่างที่ไม่เคยเกิดมีมาก่อน  

วุฒิสมาชิก เกย์ลอร์ด เนลสัน (Gaylord Nelson) จากรัฐวิสคอนซิน ซึ่งได้เดินทางไปตรวจเยี่ยมพื้นที่เกิดเหตุได้เล็งเห็นถึงพลังของการเคลื่อนไหวภาคประชาชน บวกกับก่อนหน้านั้นในการประท้วงสงครามเวียดนาม ที่มหาวิทยาลัยมิชิแกน คณาจารย์และนักศึกษาได้ออกมาทำกิจกรรม ‘teach-in’ โดยมีทั้งการบรรยายสาธารณะ การอ่านแถลงการณ์จากมุมมองที่หลากหลาย ตลอดจนการถาม-ตอบเกี่ยวกับปัญหาสงครามเวียดนาม ซึ่งเจ้าตัวมองว่ากิจกรรมดังกล่าวทรงพลังเป็นอย่างมาก

เนลสันจึงประกาศแผน ‘teach-in’ ในแบบของตัวเองในเดือนกันยายน 1969 เพื่อให้สื่อมวลชนได้เริ่มแจ้งต่อสาธารณชนทราบ ด้วยแนวคิดสุดอหังการ์ว่างานนี้จะจัดขึ้นทั่วประเทศ ให้ผู้คนระดับรากหญ้ามารวมตัวจัดกิจกรรม และพยายามย้ำให้สื่ออย่าลืมลงคำว่า ‘Earth Day’ โดยเลือกเอาในวันที่ 22 เมษายน เป็นวันรวมพล เพราะอยู่ระหว่างช่วงปิดเทอมฤดูใบไม้ผลิกับการสอบปลายภาคเพื่อให้มีนักศึกษาเข้าร่วมมากที่สุด    

วันคุ้มครองโลก 1970 และการปฏิรูปกฎหมายสิ่งแวดล้อม

การจัดงานวันคุ้มครองโลกครั้งแรกในวันที่ 22 เมษายน 1970 ประสบความสำเร็จอย่างเหนือความคาดหมาย มีชาวอเมริกันกว่า 20 ล้านคน หรือประมาณร้อยละ 10 ของประชากรในขณะนั้น ออกมาเดินขบวนในเมืองต่างๆ ทั่วประเทศ

การเคลื่อนไหวครั้งนั้นหลายเป็นปรากฏการณ์ที่เรียกว่าเกิดการสลายขั้วการเมืองลงชั่วคราว เพราะได้รับความสนับสนุนจากทั้งพรรครีพับลิกันและเดโมแครต รวมถึงกลุ่มอุตสาหกรรมและแรงงาน เกิดเป็นสัญญาณที่ชัดเจนไปยังรัฐบาลว่า สิ่งแวดล้อมไม่ใช่ประเด็นรองอีกต่อไป และนำไปสู่การก่อตั้งสำนักงานคุ้มครองสิ่งแวดล้อม (Environmental Protection Agency: EPA) ในเดือนธันวาคม 1970  

การจัดตั้ง EPA ถือเป็นการปฏิรูปการบริหารงานภาครัฐครั้งใหญ่ โดยรวบรวมอำนาจและงบประมาณจากหน่วยงานต่างๆ ที่กระจัดกระจายมาไว้ในที่เดียว เพื่อสร้างมาตรฐานและการบังคับใช้กฎหมายที่เป็นเอกภาพ และนำแนวคิดเรื่องคุณภาพชีวิต มาใช้เป็นเป้าหมายหลักของนโยบายสาธารณะ    

ในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน สภาคองเกรสได้ผ่านกฎหมายและปรับปรุงกฎหมายฉบับเก่าหลายฉบับ เช่น พระราชบัญญัติอากาศสะอาด ให้มีความรัดกุมมากยิ่งขึ้น จนกลายเป็นรากฐานของการจัดการสิ่งแวดล้อมสมัยใหม่ ที่กำหนดกรอบวิธีการทำงานของภาคธุรกิจ และให้สิทธิแก่ประชาชนในการฟ้องร้องหน่วยงานรัฐหากล้มเหลวในการปฏิบัติหน้าที่ปกป้องสิ่งแวดล้อม    

แรงบันดาลใจสู่ระดับสากล

ในปี 1990 ในวาระครบรอบ 20 ปีของวันคุ้มครองโลก เดนิส เฮยส์ (Denis Hayes) นักสิ่งแวดล้อมและเป็นหนึ่งในผู้ผลักดันงานวันคุ้มครองโลกครั้งแรก ได้ขยายการเคลื่อนไหวไปสู่ระดับนานาชาติอย่างเต็มรูปแบบ การรณรงค์ครั้งนั้นมีผู้เข้าร่วมกว่า 200 ล้านคนใน 141 ประเทศ ซึ่งถือเป็นการระดมพลทางสิ่งแวดล้อมครั้งใหญ่ที่สุดของโลกในเวลานั้น 

แรงกระเพื่อมจากวันคุ้มครองโลก 1990 ยังเป็นรากฐานสำคัญสู่การประชุมสหประชาชาติว่าด้วยสิ่งแวดล้อมและการพัฒนา (United Nations Conference on Environment and Development UNCED) หรือ Earth Summit ณ กรุงริโอเดอจาเนโร ในปี 1992 ซึ่งผลการจัดประชุมได้เกิดพิมพ์เขียวใหม่สำหรับการดำเนินการระหว่างประเทศในประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมและการพัฒนา

การประชุมได้สรุปว่า แนวคิดการพัฒนาอย่างยั่งยืนเป็นเป้าหมายที่ทุกคนทั่วโลกสามารถบรรลุได้ ไม่ว่าจะเป็นระดับท้องถิ่น ระดับชาติ ระดับภูมิภาค หรือระดับนานาชาติ นอกจากนี้ยังตระหนักวถึงการบูรณาการและสร้างสมดุลระหว่างประเด็นทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ต้องเป็นสิ่งสำคัญ

ความสัมพันธ์ที่เกี่ยวเนื่อง

ในทศวรรษที่ผ่านมา วันคุ้มครองโลกถูกใช้เป็นหมุดหมาย ในข้อตกลงประวัติศาสตร์ โดยวันที่ 22 เมษายน 2016 องค์การสหประชาชาติได้จัดพิธีเปิดลงนามในความตกลงปารีส (Paris Agreement) ณ สำนักงานใหญ่ในนิวยอร์ก ซึ่งเป็นการเลือกวันที่จงใจเพื่อสะท้อนถึงประวัติศาสตร์การเคลื่อนไหวทางสิ่งแวดล้อมที่เริ่มต้นในปี 1970    

ความตกลงปารีสเป็นความสำเร็จทางการทูตที่ยิ่งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่พิธีสารเกียวโต โดยมีเป้าหมายหลักในการจำกัดอุณหภูมิโลกไม่ให้สูงขึ้นเกิน 2 องศาเซลเซียส และพยายามควบคุมให้ไม่เกิน 1.5 องศาเซลเซียสเมื่อเทียบกับระดับก่อนยุคอุตสาหกรรม

การที่ประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกาและจีนเลือกที่จะลงนามในวันดังกล่าวยังเป็นการส่งสัญญาณที่ทรงพลังต่อตลาดโลกว่า จุดเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำกำลังเกิดขึ้นแล้ว

นอกจากนี้ วันคุ้มครองโลกยังเป็นหมุดหมายของกิจกรรมการเคลื่อนไหวทางสิ่งแวดล้อมอีกมากมาย โดยเฉพาะกลุ่มเยาวชน อย่างการประท้วงของ เกรต้า ธุนเบิร์ก (Greta Thunberg) และเครือข่าย Fridays for Future กลุ่มเยาวชนได้ใช้โอกาสวันคุ้มครองโลกทำกิจกรรมกดดันให้ผู้กำหนดนโยบายต้องปฏิบัติตามความตกลงปารีสอย่างจริงจัง 

มากไปกว่านั้น วันคุ้มครองโลกยังก่อให้เกิดกิจกรรมที่สร้างผลกระทบทางกายภาพต่อโลกผ่านแคมเปญต่างๆ ที่บริหารจัดการโดย earthday.org (เดิมคือ Earth Day Network) โดยแต่ละแคมเปญถูกออกแบบมาเพื่อให้ประชาชนทุกภาคส่วนสามารถมีส่วนร่วมและเห็นผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม ซึ่งช่วยลดช่องว่างระหว่าง ‘ความตระหนักรู้’ กับ ‘ลงมือทำ’     

ตามที่กล่าวมา จะเห็นได้ว่าวันคุ้มครองโลกไม่ได้เป็นเพียงกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ประจำปี แต่มีบทบาทเป็นเหมือนกลไกขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงสิ่งแวดล้อมโลกหลายมิติ เช่น นำไปสู่การก่อตั้งหน่วยงานกลางอย่าง EPA และกฎหมายแม่บท มีความสำคัญทั้งในมิติด้านการทูตระหว่างประเทศ ในฐานะวันลงนามความตกลงปารีส รวมถึงมิติการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม  

และจากเรื่องราวปัญหามลพิษในแม่น้ำ สู่ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ไปจนวิกฤตไมโครพลาสติกที่มีกิจกรรมรณรงค์มากขึ้นในระยะหลัง สะท้อนให้เห็นว่าความท้าทายทางสิ่งแวดล้อมมีความซับซ้อนและเป็นระดับโลกมากขึ้น 

และนั่นหมายความว่า สิ่งแวดล้อมของโลกต้องการการคุ้มครองมากยิ่งขึ้น 

อ้างอิง

ผู้เขียน

Website | + posts

ทำงานอิสระที่เกี่ยวข้องกับหนังสือ การเขียน เรื่องสิ่งแวดล้อมและดนตรีนอกกระแส - เวลาส่วนใหญ่ของชีวิตใช้ไปกับการนั่งมองความเคลื่อนไหวของใบไม้และสายลม