เมื่อสิ่งที่เกิดขึ้นนอกเขตมรดกโลก อาจกระทบถึงพื้นที่ข้างใน

เมื่อสิ่งที่เกิดขึ้นนอกเขตมรดกโลก อาจกระทบถึงพื้นที่ข้างใน

การพัฒนาโครงการขนาดใหญ่ในพื้นที่ใกล้แหล่งมรดกโลก เป็นเรื่องที่ต้องพิจารณากันให้รอบด้าน แม้จุดก่อสร้างจะอยู่นอกเขตที่ได้รับการขึ้นทะเบียน และไม่ได้อยู่ในเขตกันชนที่กำหนดไว้ก็ตาม

เพราะพื้นที่มรดกโลกแต่ละแห่งไม่ได้ดำรงอยู่โดยตัดขาดจากสิ่งที่อยู่รายรอบ ภูเขา ลำน้ำ ผืนป่า เส้นทางของสัตว์ป่า ตลอดจนสภาพพื้นที่และสิ่งแวดล้อมโดยรอบ ล้วนมีความสัมพันธ์กับพื้นที่หลักได้ทั้งสิ้น

บางอย่างอาจเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ทำให้พื้นที่นั้นมีคุณค่า บางอย่างเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการทางธรรมชาติที่หล่อเลี้ยงระบบนิเวศ และบางอย่างอาจดูเหมือนอยู่ห่างไกลกัน แต่เมื่อพื้นที่เกิดการเปลี่ยนแปลงก็อาจเกิดปรากฏการณ์ผีเสื้อได้

เมื่อเป็นเช่นนั้น การพิจารณาโครงการพัฒนาที่อยู่ใกล้แหล่งมรดกโลก ควรต้องดูต่อว่า ความเปลี่ยนแปลงของพื้นที่นั้นมีความสัมพันธ์กับคุณค่าของมรดกโลกอย่างไร

…

ในการขึ้นทะเบียนแหล่งมรดกโลก มีการกำหนดขอบเขตพื้นที่ไว้อย่างชัดเจน เพื่อให้ทราบว่าบริเวณใดเป็นพื้นที่ที่ได้รับการขึ้นทะเบียน และต้องได้รับการคุ้มครองตามหลักเกณฑ์ของอนุสัญญามรดกโลก

ขอบเขตที่ว่าต้องครอบคลุมคุณค่าอันโดดเด่นเป็นสากล หรือ Outstanding Universal Value (OUV) รวมถึงองค์ประกอบสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงคุณค่านั้น พร้อมกับมีมาตรการทางกฎหมายและระบบบริหารจัดการที่เหมาะสม

นอกเหนือจากพื้นที่หลักแล้ว แหล่งมรดกโลกหลายแห่งยังมีการกำหนด ‘เขตกันชน’ (Buffer Zone) ไว้โดยรอบ เพื่อเพิ่มการคุ้มครองพื้นที่สำคัญ ช่วยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถนำข้อมูลไปใช้ประกอบการวางแผนด้านต่างๆ เช่น การกำหนดเขตการใช้ประโยชน์ที่ดิน และการพิจารณาโครงการพัฒนาต่างๆ ได้ชัดเจนขึ้น

แต่ในทางปฏิบัติ ความสัมพันธ์ระหว่างแหล่งมรดกโลกกับพื้นที่โดยรอบอาจกว้างไปกว่าขอบเขตที่กำหนดไว้ ทั้งพื้นที่หลักและเขตกันชนอาจยังไม่พอต่อการดูแลพื้นที่มรดกโลก

…

ในภาพกว้าง ยังมรการกำหนดความสัมพันธ์กับแหล่งมรดกโลกไว้อีกระดับ คือ ‘Wider Setting’ หรือ พื้นที่โดยรอบในวงกว้าง ซึ่งครอบคลุมพื้นที่และองค์ประกอบที่มีส่วนกำหนดคุณค่า ลักษณะเฉพาะ หรือความสำคัญของแหล่งมรดกโลก

ตัวพื้นที่ Wider Setting อาจเกี่ยวข้องได้กับภูมิประเทศ สภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ สิ่งปลูกสร้าง โครงสร้างพื้นฐาน รูปแบบการใช้ที่ดิน ตลอดจนความสัมพันธ์ทางสังคม วัฒนธรรม และเศรษฐกิจของผู้คน

สำหรับมรดกโลกทางธรรมชาติ ความสัมพันธ์อาจเห็นได้จากผืนป่าที่ต่อเนื่องกัน ลำน้ำที่ไหลผ่านหลายพื้นที่ หรือเส้นทางเคลื่อนย้ายของสัตว์ป่าที่ไม่ได้หยุดอยู่ตรงแนวเขตพื้นที่อนุรักษ์

ในบางพื้นที่ ป่าที่อยู่ภายนอกเขตมรดกโลกอาจเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศผืนใหญ่ หรือมีความสำคัญต่อการเชื่อมต่อของถิ่นอาศัยสัตว์ป่า หากมีพื้นที่ส่วนนั้นเกิดการเปลี่ยนแปลง ก็อาจส่งผลต่อกระบวนการทางนิเวศที่เกี่ยวข้องกับพื้นที่มรดกโลกได้

ส่วนมรดกโลกทางวัฒนธรรม Wider Setting อาจหมายถึงภูมิทัศน์ที่ช่วยให้เข้าใจความสำคัญของโบราณสถาน ความสัมพันธ์ระหว่างสถานที่กับชุมชน หรือวิถีปฏิบัติที่สืบทอดกันมาในพื้นที่

หรือกล่าวได้ว่า เป็นขั้นตอนการทำความเข้าใจให้ได้ว่า องค์ประกอบใดบ้างที่มีความสัมพันธ์กับคุณค่าของพื้นที่ และการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจะส่งผลต่อความสัมพันธ์นั้นอย่างไร

 …

ยกตัวอย่าง หากเกิดโครงการพัฒนาขึ้นห่างจากแหล่งมรดกโลกประมาณ 2 กิโลเมตร ตัวเลขระยะห่างอาจยังใช้สรุปไม่ได้ว่าโครงการจะส่งผลกระทบต่อแหล่งมรดกโลกหรือไม่ เช่นเดียวกับที่ไม่อาจสรุปได้ว่าไม่มีผลกระทบ เพียงเพราะโครงการตั้งอยู่นอกเขตมรดกโลก

ประเด็นนี้มีสิ่งที่ต้องพิจารณาต่อคือ ลักษณะของโครงการเป็นอย่างไร ใช้พื้นที่มากน้อยเพียงใด มีการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมหรือไม่ มีผลต่อแหล่งน้ำ ระบบนิเวศ และการเคลื่อนย้ายของสัตว์ป่ามากแค่ไหน 

รวมถึงมีองค์ประกอบใดของแหล่งมรดกโลกที่อาจได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงเหล่านั้น

บางโครงการอาจส่งผลต่อสภาพแวดล้อมที่เป็นส่วนหนึ่งของคุณค่ามรดกโลก ขณะที่บางโครงการอาจมีผลผ่านกระบวนการทางธรรมชาติ เช่น การเปลี่ยนแปลงทางน้ำ การรบกวนถิ่นอาศัย หรือการทำให้พื้นที่ธรรมชาติที่เคยเชื่อมต่อกันถูกแบ่งแยกออกจากกัน

ผลกระทบบางประเภทอาจเห็นได้ชัดตั้งแต่เริ่มดำเนินโครงการ แต่บางประเภทต้องอาศัยข้อมูลทางนิเวศวิทยา หรือการประเมินผลกระทบในระยะยาวอย่างละเอียด จึงเข้าใจว่าความเปลี่ยนแปลงนั้นมีความหมายต่อแหล่งมรดกโลกมากน้อยเพียงใด

ฉะนั้น การพิจารณาเรื่อง Wider Setting จึงต้องเริ่มจากข้อมูลของพื้นที่จริง ไม่ใช่ใช้ระยะทางจากขอบเขตมรดกโลกเป็นเกณฑ์เพียงอย่างเดียว

 …

แนวทางการดำเนินงานตามอนุสัญญามรดกโลก หรือ Operational Guidelines for the Implementation of the World Heritage Convention กล่าวถึงความสำคัญของ Wider Setting  โดยให้พิจารณาความสัมพันธ์ของแหล่งมรดกโลกกับสภาพแวดล้อมที่กว้างออกไป และให้ความสำคัญกับการวางแผนและการจัดการพื้นที่ในภาพรวม

แม้โครงการจะตั้งอยู่นอกพื้นที่ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนหรือเขตกันชน แต่หากมีเหตุให้เชื่อได้ว่าโครงการอาจกระทบต่อคุณค่าหรือองค์ประกอบสำคัญของแหล่งมรดกโลก ก็จำเป็นต้องประเมินผลกระทบให้เหมาะสมกับลักษณะและความเสี่ยงของโครงการ

นอกจากนี้ การอนุรักษ์มรดกโลกยังต้องเชื่อมโยงกับนโยบายพัฒนาพื้นที่ในระดับท้องถิ่น ภูมิภาค และประเทศ เพราะการตัดสินใจเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน การใช้ที่ดิน หรือกิจกรรมทางเศรษฐกิจในพื้นที่หนึ่ง อาจมีผลต่อพื้นที่อีกแห่งที่อยู่ห่างออกไปได้

และนี่ไม่ได้หมายความว่า พื้นที่โดยรอบแหล่งมรดกโลกจะพัฒนาอะไรไม่ได้ แต่หมายถึงการต้องรู้ก่อนว่าพื้นที่นั้นมีความสัมพันธ์กับคุณค่าของมรดกโลกอย่างไร และโครงการที่กำลังจะเกิดขึ้นอาจเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์นั้นหรือไม่และมากน้อยแค่ไหน

อย่างไรก็ตาม การพิจารณาว่าโครงการที่อยู่ใกล้แหล่งมรดกโลกจะก่อให้เกิดผลกระทบหรือไม่ สิ่งสำคัญ คือ การมีข้อมูลเพียงพอสำหรับประเมินความเสี่ยง และเปิดให้ข้อค้นพบจากการศึกษามีส่วนในการตัดสินใจ

การกำหนดขอบเขตมรดกโลกเป็นจุดเริ่มต้นของการคุ้มครอง แต่การดูแลคุณค่าของพื้นที่ให้ดำรงอยู่ต่อไปจำเป็นต้องเข้าใจสิ่งที่เชื่อมโยงอยู่โดยรอบด้วย 

เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นนอกเส้นแบ่งบนแผนที่ ก็อาจส่งผลต่อสิ่งที่อยู่ภายในเส้นแบ่งนั้นได้

อ้างอิง

ผู้เขียน

Website | + posts

ทำงานอิสระที่เกี่ยวข้องกับหนังสือ การเขียน เรื่องสิ่งแวดล้อมและดนตรีนอกกระแส - เวลาส่วนใหญ่ของชีวิตใช้ไปกับการนั่งมองความเคลื่อนไหวของใบไม้และสายลม