เนื่องด้วยมาตรา 17 แห่งพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. 2560 กำหนดให้คณะกรรมการนโยบายบริหารจัดการแร่แห่งชาติ (คนร.) จัดทำแผนแม่บทการบริหารจัดการแร่ รวมถึงการกำหนดเขตแหล่งแร่เพื่อการทำเหมือง และให้เสนอแผนแม่บทการบริหารจัดการแร่ต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบ โดยในมาตรา 17 วรรคสี่ แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวกำหนดให้พื้นที่ที่จะกำหนดเป็นเขตแหล่งแร่เพื่อการทำเหมืองต้องไม่ใช่พื้นที่ในเขตอุทยานแห่งชาติตามกฎหมายว่าด้วยอุทยานแห่งชาติ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าตามกฎหมายว่าด้วยการสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า เขตโบราณสถานที่ได้ขึ้นทะเบียนไว้ตามกฎหมายว่าด้วยโบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เขตพื้นที่ที่มีกฎหมายห้ามการเข้าใช้ประโยชน์โดยเด็ดขาด พื้นที่เขตปลอดภัยและความมั่นคงแห่งชาติ หรือพื้นที่แหล่งต้นน้ำหรือป่าน้ำซับซึม ซึ่งพื้นที่ที่จะถูกกำหนดให้เป็น “พื้นที่แหล่งต้นน้ำหรือป่าน้ำซับซึม” นั้น มิได้ถูกกำหนดคำนิยามหรือความหมายไว้ในพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. 2560 และไม่ปรากฏคำดังกล่าวในกฎหมายอื่น อีกทั้งคำนิยามทางวิชาการก็ยังไม่มีความชัดเจน จึงเป็นเหตุให้ไม่สามารถระบุขอบเขตที่แน่ชัดของพื้นที่แหล่งต้นน้ำหรือป่าน้ำซับซึมได้นับแต่มีการบังคับใช้พระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. 2560
ตลอดระยะที่ผ่านมาได้มีความเห็นจากหน่วยงานภาครัฐ คณะรัฐมนตรี และการร้องเรียนจากภาคประชาชนจำนวนมากในประเด็นเกี่ยวกับพื้นที่แหล่งต้นน้ำหรือป่าน้ำซับซึม ซึ่งมีเหตุมาจากการไม่มีคำนิยามและขอบเขตของพื้นที่แหล่งต้นน้ำหรือป่าน้ำซับซึมที่ชัดเจน เช่น
(1) ความเห็นของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติที่มีข้อเสนอแนะมาตรการหรือแนวทางในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 247 (3) และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พ.ศ. 2560 มาตรา 26 (3) ไปยังกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมว่า ควรร่วมกับกระทรวงอุตสาหกรรมในการกำหนดบทนิยามหรือความหมาย คำว่า “ป่าน้ำซับซึม” ซึ่งมีลักษณะต้องห้ามมิให้กำหนดเป็นเขตแหล่งแร่เพื่อการทำเหมืองตามพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. 2560 ให้ชัดเจน เพื่อเป็นการคุ้มครองสิทธิของประชาชนและป้องกันผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
(2) มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2563 ที่สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ให้ความเห็นในส่วนที่เกี่ยวข้องประกอบการพิจารณาของคณะรัฐมนตรี โดยให้ความเห็นว่า กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ควรทำการศึกษาเพื่อประเมินสถานการณ์ปัจจุบันของพื้นที่ป่าต้นน้ำของประเทศไทยทั้งในภาพรวม และในเชิงพื้นที่ของแต่ละลุ่มน้ำให้ชัดเจน ทั้งระดับความจำเป็นที่ต้องรักษาพื้นที่ป่าต้นน้ำและความเพียงพอของพื้นที่ที่คงเหลืออยู่ พื้นที่ใดที่อยู่ในภาวะวิกฤต เพื่อนำไปสู่การตัดสินใจเชิงนโยบายที่ถูกต้องตามสภาพความเป็นจริงของประเทศภาพรวมและตามบริบทของแต่ละพื้นที่ ทั้งในการอนุญาตให้ทำประโยชน์ การกำกับดูแล และการฟื้นฟูต่อไป
(3) กลุ่มผู้คัดค้านสัมปทานเหมืองหินมีหนังสือขอคัดค้านการขอประทานบัตรทำเหมืองหิน เนื่องจากภูเขาและป่าไม้ในอาณาบริเวณที่จะขอประทานบัตร เป็นแหล่งต้นน้ำลำธารไหลลงสู่ลำน้ำแม่มอก ซึ่งเป็นแม่น้ำสายหลักของอำเภอทุ่งเสลี่ยม อีกทั้งลำธารจากภูเขาและป่าไม้ดังกล่าว ซึ่งชาวบ้านเรียกว่า “น้ำดิบป่าดำ” เป็นแหล่งน้ำที่เกษตรกรใช้ในการเกษตร และฤดูแล้งจะมีน้ำซับไหลอยู่ตลอดปี
(4) ประเด็นข้อคิดเห็นเกี่ยวกับการขอประทานบัตรเหมืองแร่หินทรายอุตสาหกรรมในเขตท้องที่ป่าสงวนแห่งชาติ ซึ่งบริเวณที่ขอนั้นอยู่ใกล้กับแหล่งน้ำธรรมชาติ “น้ำซับ” โดยประชาชนเห็นว่า ข้อมูลที่ใช้ประกอบการจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) เพื่อประกอบการขอประทานบัตรโครงการเหมืองแร่ดังกล่าวไม่ตรงกับความเป็นจริง ดังนั้น จึงขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบเรื่องดังกล่าวต่อคณะกรรมการโครงการวุฒิสภาพบประชาชน ในพื้นที่จังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (ตอนบน) เป็นต้น
ดังนั้น เพื่อให้การกำหนดคำนิยามหรือสภาพของพื้นที่ดังกล่าวเกิดการยอมรับและเป็นที่ยุติของผู้ที่เกี่ยวข้อง จึงจำเป็นต้องมีการรรับฟังความคิดเห็นในหลักการหรือประเด็นสำคัญของร่างกฎหมาย เพื่อประกอบการพิจารณาจัดทำร่างพระราชบัญญัติแร่ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. โดยเป็นการแก้ไขเฉพาะมาตรา 17 วรรคสี่
คำอธิบายหลักการหรือประเด็นสำคัญของร่างกฎหมายหรือกฎหมายที่นำมารับฟังความคิดเห็น
แก้ไขมาตรา 17 วรรคสี่ แห่งพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. 2560 ในประเด็นพื้นที่แหล่งต้นน้ำหรือป่าน้ำซับซึม โดยการกำหนดให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นผู้ประกาศกำหนดพื้นที่แหล่งต้นน้ำหรือป่าน้ำซับซึม โดยการออกประกาศกำหนดพื้นที่ดังกล่าวจะต้องผ่านความเห็นชอบของคณะกรรมการนโยบายบริหารจัดการแร่แห่งชาติ
สามารถดำเนินการผ่านทางช่องทาง



