‘สังคมพืชและสัตว์ป่า’ ไม่ว่าจะมีขนาดเล็กหรือใหญ่ หรือมีประชากรมากน้อยเพียงใด ต่างล้วนมีบทบาทหน้าที่ที่สำคัญและมีคุณค่าไม่ต่างกันในระบบนิเวศ
ในมุมมองทางรัฐศาสตร์ ‘ประชาธิปไตย’ มักถูกจำกัดความถึงระบอบการปกครองของมนุษย์ที่ยึดโยงกับเสียงส่วนใหญ่และการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ แต่หากเรามองผ่านเลนส์ของนิเวศวิทยา เราจะพบว่า ‘ระบบนิเวศของสิ่งมีชีวิต’ คือต้นแบบของระบอบประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ที่สุดในธรรมชาติ เป็นพื้นที่ที่อำนาจไม่ได้ถูกรวมไว้ที่สิ่งมีชีวิตชนิดใดชนิดหนึ่ง แต่ดำรงอยู่ได้ด้วยการกระจายบทบาทหน้าที่และการถ่วงดุลตามธรรมชาติอย่างถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน
เกร็ดความรู้ในวันนี้ ชวนถอดรหัสประชาธิปไตยที่ซ่อนอยู่ในผืนป่าผ่านมุมมองนิเวศวิทยา และเหตุผลว่าทำไมรูปแบบการปกครองของสิ่งมีชีวิตในระบบนิเวศ ถึงเป็นโมเดลของระบอบการปกครองอย่างยั่งยืน

การกระจายบทบาทหน้าที่ของสิ่งมีชีวิตในระบบนิเวศ
ในโลกที่เราอาศัยนี้ ประกอบไปด้วยระบบนิเวศหลากหลายรูปแบบ ทั้งระบบนิเวศบนบกอย่าง ป่าไม้ ทะเลทราย ระบบนิเวศน้ำจืดอย่าง ทะเลสาบ พื้นที่ชุ่มน้ำ ป่าบุ่งป่าทาม ระบบนิเวศน้ำเค็มอย่าง มหาสมุทร แนวปะการัง หรือแม้แต่ขั้วโลกเหนือและขั้วโลกใต้
สิ่งมีชีวิตทุกชนิดในทุกระบบนิเวศ ตั้งแต่จุลินทรีย์ในดินไปจนถึงไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ในผืนป่า ต่างมีบทบาทหน้าที่ที่สำคัญและแตกต่างกันไป ต่างฝ่ายต่างมีปฏิสัมพันธ์กัน เชื่อมโยงกัน และพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน เพื่อรักษาสมดุลในระบบนิเวศ เราเรียกสิ่งนี้ว่า ‘ห่วงโซ่อาหาร’ ซึ่งประกอบไปด้วย ผู้ผลิต (Producers) ผู้บริโภค (Consumers) และผู้ย่อยสลาย (Decomposers)
การที่ทุกฝ่ายต่างทำหน้าที่เฉพาะของตัวเองได้เป็นอย่างดีโดยไม่ก้าวก่ายกัน แต่พึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน คือภาพสะท้อนของการกระจายอำนาจหน้าที่ที่มีประสิทธิภาพสูง
การพึ่งพาซึ่งกันและกันไม่ใช่ทางเลือกแต่คือทางรอดของสิ่งมีชีวิต
สิ่งมีชีวิตทุกชนิดต่างไม่ได้ต้องการเป็นผู้แข็งแกร่งหรือผู้ชนะเพียงตัวเดียว เพราะมีแนวโน้มสูงมากที่จะไม่รอดในระบบนิเวศ แม้จะมีการแก่งแย่งทรัพยากรกัน แต่ต่างก็ต้องมีกลไกที่ต้องช่วยเหลือเกื้อกูลกันเพื่อให้ได้มาซึ่งทรัพยากรเหล่านั้น
ตัวอย่างเช่น เครือข่ายราไมคอร์ไรซาหรือที่นักวิทยาศาสตร์เรียกว่า Wood Wide Web ซึ่งเป็นโครงข่ายใต้ดินที่ต้นไม้ใช้แลกเปลี่ยนสารอาหารและส่งสัญญาณเตือนภัยแก่กัน
หรือความสัมพันธ์ของมดกับเพลี้ยที่ไม่ได้ถูกว่าจ้างด้วยเงิน แต่คือสิทธิประโยชน์ที่ต่างฝ่ายต่างมีให้แก่กัน โดยเพลี้ยจะดูดน้ำเลี้ยงจากพืชแล้วถ่ายออกมาเป็นน้ำหวานซึ่งเป็นอาหารโปรดของมด ส่วนมดจะทำหน้าที่เป็นกองกำลังรักษาความปลอดภัย คอยปกป้องเพลี้ยจากผู้ล่า (เช่น เต่าทอง) และย้ายเพลี้ยไปยังจุดที่มีอาหารอุดมสมบูรณ์
และในทางกลับกันในระบบนิเวศยังคงต้องมีความสัมพันธ์แบบผู้ล่าหรือการแก่งแย่ง แม้ฟังดูรุนแรง แต่ในบริบททางสังคม คือการควบคุมไม่ให้สิ่งมีชีวิตชนิดใดชนิดหนึ่งมีอำนาจมากเกินไปจนทำลายความหลากหลายของชนิดอื่น และคือกลไกสำคัญในการรักษาสมดุลในระบบนิเวศ
ในโลกของป่า การพึ่งพาอาศัยกันจึงไม่ใช่ทางเลือกแต่เป็นเงื่อนไขของการอยู่รอด เพื่อความมั่นคงของส่วนรวมและปราศจากการแทรกแซงของสิ่งอื่น
ตัวอย่างประชาธิปไตยในโลกของสัตว์ป่า
แม้สัตว์ป่าหลายชนิดจะมีจ่าฝูง แต่ก็ไม่ได้อยู่ภายใต้ระบบเผด็จการแต่อย่างใด กลุ่มสัตว์สังคมหรือสัตว์ที่อยู่รวมกันเป็นฝูง จะมีตำแหน่งที่เรียกว่าจ่าฝูง หรือผู้นำฝูง มีหน้าที่สำคัญในการนำพาฝูงไปยังแหล่งอาหาร แหล่งน้ำ หรือสถานที่ปลอดภัย และคอยปกป้องฝูงจากอันตรายหรือภัยคุกคามต่าง ๆ ที่จะเข้ามา ซึ่งไม่เพียงแค่จ่าฝูงที่จะมีสิทธิ์ตัดสินใจเท่านั้น ทว่ายังคงถามความเห็นและเสียงส่วนใหญ่ในการตัดสินใจร่วมด้วย
ตัวอย่างที่พบได้ เช่น ผึ้ง เมื่อต้องหาที่ตั้งรังใหม่ ผึ้งสำรวจจะออกไปหาทำเล หากพบว่ามี แหล่งอาหารที่อุดมสมบูรณ์จะกลับมายังรัง และแสดงพฤติกรรมการเต้นรำ จากนั้นผึ้งตัวอื่นจะไปดูสถานที่นั้น ๆ หากเห็นด้วยก็จะกลับมาแสดงพฤติกรรมการเต้นรำเช่นกัน จนกว่าจะเกิดเสียงส่วนใหญ่ จึงจะย้ายรังทันที
ควายป่าแอฟริกัน มีงานวิจัยพบว่าควายป่าแอฟริกันตัดสินใจทิศทางการเดินด้วยการ ‘โหวต’ โดยการยืนและหันหน้าไปทางที่อยากไป และฝูงจะเคลื่อนที่ไปตามทิศทางที่สมาชิกส่วนใหญ่นั้นเลือก
หรือแม้แต่ ลิงบาบูน แม้จะมีลำดับชั้นทางสังคมที่ชัดเจน แต่การเคลื่อนที่ของฝูงมักเกิดจากการที่สมาชิกหลาย ๆ ตัว เริ่มเดินไปในทิศทางเดียวกัน จนเกิด ‘แรงดึงดูด’ ให้ตัวที่เหลือตามไป ซึ่งไม่ใช่การออกคำสั่งจากจ่าฝูงเพียงตัวเดียว
การถ่วงดุลตามธรรมชาติ
ในผืนป่าไม่มีผู้มีอำนาจสูงสุด แม้แต่สัตว์ผู้ล่าที่อยู่บนสุดของห่วงโซ่อาหารอย่างเสือโคร่ง ยังถูกธรรมชาติถ่วงดุลด้วยปริมาณเหยื่อและโรคระบาดต่าง ๆ เพราะหากมีผู้ล่ามากเกินไป เหยื่อหรืออาหารที่อยู่อันดับถัดไปจะลดลง ซึ่งส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อาหาร ท้ายที่สุดจะย้อนกลับมากระทบต่อจำนวนผู้ล่าให้ลดลงตามกลไกธรรมชาติ
เพราะความสัมพันธ์ของสิ่งมีชีวิตในระบบนิเวศ เกิดการหมุนเวียนเป็นวัฏจักรและวนเช่นนี้ต่อไปเรื่อย ๆ เพื่อรักษาสมดุลและป้องกันการสูญพันธุ์ของสิ่งมีชีวิต
ระบบนิเวศในผืนป่า ทำให้เรามองเห็นภาพของความเป็นประชาธิปไตยชัดมากขึ้น ในวันที่ทุกคนถามหาความเป็นประชาธิปไตยในสังคมไทย ประชาธิปไตยที่ไม่ได้เกิดจากอำนาจของผู้นำเพียงฝ่ายเดียว แต่คือการที่ทุกคนมีเสรีภาพภายใต้บทบาทของตัวเอง และความเสมอภาคในการเข้าถึงทรัพยากรขั้นพื้นฐาน
หากมนุษย์ลดทอนความอยากมีอำนาจลง เห็นคุณค่าของคนทุกคนว่าเราเท่ากัน และเคารพความเห็นต่างที่เกิดขึ้น เพราะนั่นคือความหลากหลายของสังคม ซึ่งเป็นสิ่งที่พึงมีในระบอบประชาธิปไตย รวมถึงการมีระบบที่พึ่งพาได้และถ่วงดุลกันอย่างซื่อตรงเหมือนที่ผืนป่าเป็น วันหนึ่งวันใดเราอาจจะพบคำตอบของระบอบการปกครองที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง
อ้างอิง
- ประชาธิปไตยผืนดิน | ความยุติธรรม ความยั่งยืน และสันติภาพ
- ไลเคนคืออะไร
- ธรรมชาติ | Wood Wide Web เครือข่ายเห็ดราเชื่อมการสื่อสารของต้นไม้
- การสื่อสารของแมลง | การเต้นรำของผึ้ง
- 8 Examples of Animal Democracy
ผู้เขียน
สาวแว่นทาสแมวที่ชอบบอกเล่าเรื่องราวผ่านลายเส้น มีธรรมชาติช่วยฮีลใจ และหลงใหลในพระจันทร์เสี้ยว



