บทบันทึกจากผู้เข้าร่วมกิจกรรม Forest Walker 02 – The Wildlife Trail ณ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง

บทบันทึกจากผู้เข้าร่วมกิจกรรม Forest Walker 02 – The Wildlife Trail ณ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง

1

มีบางพื้นที่บนแผนที่ ที่เราไปเพื่อพักผ่อน แต่มีบางพื้นที่… ที่เราไปเพื่อจำได้ว่า มนุษย์ตัวเล็กแค่ไหน ห้วยขาแข้งคือสถานที่แบบนั้น

นับว่าเป็นโชคดีมากที่การเดินป่าครั้งแรกของผมเป็นการได้มีโอกาสเข้าไปเดินในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง ด้วยจินตนาการว่าจะได้เห็นป่าดิบชื้นที่รกชัฏ มีสัตว์ป่ามากมาย รวมทั้งเสือโคร่ง ที่เจ้าหน้าที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าบอกเล่าว่า เฉพาะที่ห้วยขาแข้งนั้นมีเสือโคร่งมากกว่าหนึ่งร้อยตัว เป็นป่าที่อุดมสมบูรณ์อันดับต้นๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

แต่สัตว์ป่าที่แท้จริงนั้น ไม่ได้มีหน้าที่ออกมาต้อนรับผู้มาเยือน สิ่งที่เราได้เห็นกลับมีเพียง “ร่องรอย”

รอยเท้าเสือที่ปรากฎอยู่บนดินชื้น รอยข่วนของหมีบนเปลือกไม้ เศษมูลที่บอกว่ามีชีวิตหนึ่งเพิ่งเดินผ่านไปไม่นาน ซากกระดูกวัว ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่และวัฏจักรของชีวิตในผืนป่า

เราเรียนรู้ที่จะอ่านหนังสืออีกเล่มหนึ่ง หนังสือที่ไม่มีตัวอักษร แต่ทุกหน้าถูกเขียนไว้ด้วยร่องรอยของชีวิต

เจ้าหน้าที่บอกว่า รอยนี้เป็นรอยไถตัวเคลื่อนผ่านไปของช้าง จุดนี้เป็นรอยหมูป่า ดูได้จากดินที่ดูร่วนซุยเพราะฝูงหมูป่าจะใช้ปากขุดคุ้ยหาอาหารจากดิน

สายตาอันแสนสั้นของคนเมืองอย่างผม ไม่มีทางที่จะมองออกได้เลย แต่เมื่อมีคนค่อยๆ แปลภาษาแห่งป่าให้ฟัง ผมจึงเริ่มเข้าใจ

ห้วยขาแข้งไม่เพียงรักษาสัตว์ป่า มันช่วยรักษาความถ่อมตัวของคนที่เดินเข้าไปเรียนรู้ด้วย

บางที ความสุขของการเดินป่าอาจไม่ใช่การได้เห็นสัตว์ป่า แต่เป็นการได้รู้ว่ายังมีสถานที่ที่ธรรมชาติยังคงเป็นเจ้าของเรื่องราวและมนุษย์อย่างเรา เป็นเพียงผู้เยี่ยมเยือน ที่ได้รับอนุญาตให้เดินผ่านเพียงชั่วครู่

ตลอดการเดินทางครั้งนี้ ผมรู้สึกอุ่นใจอย่างบอกไม่ถูก ไม่ใช่เพราะเส้นทางง่าย แต่เพราะทุกก้าวมีเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าคอยนำทาง และมีทีมผู้จัดฯที่คอยดูแลกันตลอดเส้นทาง ทำให้มั่นใจว่าการเดินเข้าไปในบ้านของสัตว์ป่า จะเกิดขึ้นด้วยความเคารพและปลอดภัย 

2

จะเดินป่าไปทำไม? ทั้งเหนื่อย ทั้งร้อน แบกของหนัก ไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวก และอาจไม่ได้มีวิวสวยๆ ให้เห็น

คิดไว้เหมือนกันว่า ลองสักครั้งนึง ..ถ้าลำบาก..เดี๋ยวก็เข็ดเอง แต่พอเดินจริง กลับไม่เคยมีความคิดว่า “นี่กูมาทำไมวะ นอนดูซีรีส์อยู่ที่บ้านสบายๆ ไม่ชอบ” ผ่านเข้ามาในหัว

ผมถึงเข้าใจว่า สิ่งที่ดึงดูดให้คนเดินป่ากลับมาเดินป่าอีกนั้น อาจไม่ใช่ตัวเส้นทางแต่เป็นความรู้สึกที่เกิดขึ้นระหว่างทาง

ผมไม่ได้อยากเป็นนักผจญภัยโลดโผนเสี่ยงตาย เพราะชีวิตอยู่กับเรื่องรูทีนมาตลอด ไม่ได้อยากที่จะบรรลุเส้นชัย ไม่เคยคิดอยากจะไปปีนเอเวอเรสต์ แต่มี ภารกิจของชีวิตที่อยากทำ หนึ่งในภาระกิจนั้นคือการเชื่อมโยงกับสิ่งที่ใหญ่กว่าตัวเรา การเดินป่าเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการนั้น  มันเปิดโอกาสให้ได้ออกจากชีวิตที่คุ้นเคย มาอยู่กับตัวเอง อยู่กับธรรมชาติ การได้ใกล้ชิดกับธรรมชาติมากขึ้นทำให้เรารู้สึกตัวเล็กลง เป็นกระบวนการสลายอัตตา เพื่อให้เปิดรับความสุขกับสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ได้ง่ายขึ้น

เดินมาทั้งวัน พอได้นั่งพัก แค่ได้ดื่มน้ำจากลำธาร ก็รู้สึกว่ามันอร่อยที่สุด เมื่อสิ่งนั้นเรามีจำกัด ก็ย่อมเห็นความสำคัญของมันได้มากขึ้น

นอนกลางดิน กินอาหารง่ายๆ กลับหลับสนิทได้ 

อีกสิ่งที่ผมประทับใจ คือวัฒนธรรมการเดินป่าที่ทางผู้จัดกิจกรรมพยายามส่งต่อ ในเรื่องของการพึ่งพาตัวเอง การช่วยเหลือกัน และหลักการ Leave No Trace ที่สอนให้เราใช้ธรรมชาติอย่างเคารพ แล้วจากมาโดยทิ้งร่องรอยไว้ให้น้อยที่สุด 

เข้าใจแล้วว่าจะต้องเลือกเอาอะไรสำคัญเข้าไปบ้างจริงๆ เพราะสิ่งที่เราเอาเข้าไป เราก็ต้องแบกมันออกมาด้วยตัวเอง

สุดท้าย ผมพบว่าการเดินป่าไม่ใช่การพยายามเอาชนะความลำบาก แต่มันช่วยให้เราค่อยๆ ลดเสียงของอัตตาให้เบาลง เมื่อเราอยู่ท่ามกลางธรรมชาติที่ใหญ่กว่าตัวเองมาก เราจะเห็นว่าตัวเราเป็นเพียงส่วนเล็กๆ ของระบบนิเวศ เป็นเพียงชีวิตหนึ่งที่เชื่อมโยงกับทุกชีวิต ที่สุดท้ายมีปลายทางอยู่ที่เดียวกัน

ผมอยากขอบคุณเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าทุกคน ขอบคุณสำหรับความเสียสละ ความอดทน และหัวใจที่เลือกจะดูแลผืนป่าแห่งนี้ 

เพราะหากไม่มีพวกเขา… เราอาจไม่ได้มีโอกาสเห็นร่องรอยของสัตว์ป่ามากมายอย่างในวันนี้

การเดินป่าของเราจบลงที่อีกสถานที่หนึ่ง

อนุสรณ์สถานของพี่สืบ นาคะเสถียร

เราได้ยืนสงบนิ่ง คารวะผู้ชายคนหนึ่งที่เลือกใช้ทั้งชีวิต เพื่อบอกกับสังคมว่า ป่ามีคุณค่ามากกว่าที่เราคิด

ก่อนแวะไปเยี่ยมชมบ้านพักของท่าน บ้านหลังเล็กๆ ที่ยังคงเก็บเรื่องราวของคนคนหนึ่งไว้ได้อย่างเงียบงาม คำบอกเล่าจากพี่เจ้าหน้าที่ระหว่างพาชมบ้าน ทำให้ผมน้ำตาซึมโดยไม่รู้ตัว

บางครั้ง เรื่องราวที่ทรงพลังที่สุด ไม่ได้ถูกเล่าผ่านหนังสือหรือสารคดี แต่ถูกส่งต่อจากคนที่ยังคงทำหน้าที่สานต่อความฝันของผู้จากไป และ มูลนิธิสืบนาคะเสถียร คือคนกลุ่มหนึ่งผู้สานต่ออุดมการณ์นั้น

ผมนึกถึงประโยคหนึ่งอยู่ในใจ 

“คนบางคนจากโลกนี้ไปแล้ว แต่เหตุผลที่เขาเคยมีชีวิตอยู่ ยังคงเติบโตอยู่ในชีวิตของผู้คนอีกมากมาย”

วันนี้…สัตว์ป่ามากมายเดินเพิ่มขึ้นอยู่ในห้วยขาแข้ง และพวกเรายังมีโอกาสได้เดินเข้าไปเรียนรู้

การเดินป่าครั้งนี้ จึงไม่ได้พาผมไปรู้จักธรรมชาติเท่านั้น แต่มันพาผมไปรู้จักความหมายของคำว่า “การอุทิศตน” และทำให้ผมเดินออกจากผืนป่า พร้อมความเคารพต่อธรรมชาติ มากกว่าตอนที่เดินเข้าไป

Forest Walker เป็นกิจกรรมที่มูลนิธิสืบนาคะเสถียร ร่วมกับพันธมิตรอย่าง The Cloud เเละโรงเรียนนักเดินป่า จัดกิจกรรมขึ้นมาเพื่อเปิดโอกาสให้สาธารณชนได้เข้ามาเรียนรู้คุณค่าของผืนป่า ในพื้นที่การทำงานของมูลนิธิสืบนาคะเสถียร โดยเฉพาะอย่างยิ่งผืนป่ามรดกโลกทุ่งใหญ่-ห้วยขาแข้ง อันเป็นผืนป่าขนาดใหญ่ที่มีความสำคัญยิ่งในการเป็นแหล่งน้ำ อากาศ และที่อยู่อาศัยที่สำคัญของสัตว์ป่านานาชนิด โดยมีการเรียนรู้เรื่องราวของสัตว์ป่า การจัดการสัตว์ป่าตามหลักวิชาการ ผ่านงานศึกษาวิจัยและตัวอย่างจริงในพื้นที่ พร้อมกับภารกิจงานลาดตระเวนของเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าที่ทุ่มเททั้งสรรพกำลังเเละหัวใจให้กับการปกป้องป่าผืนนี้ ผสานกับการนำหลักสูตรของ “โรงเรียนนักเดินป่า” ในการสร้างความรู้พื้นฐานด้านการเดินป่าอย่างถูกต้อง ทั้งในด้านการวางแผนเดินป่า การใช้เครื่องมือการเอาตัวรอด การตั้งแคมป์ที่ไม่กระทบสิ่งแวดล้อม การปฐมพยาบาลเบื้องต้น และการปฏิบัติตามหลักอนุรักษ์ เช่น Leave No Trace มาเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมเพื่อลดความเสี่ยงและสร้างมาตรฐานการเดินป่าอย่างปลอดภัย โดยมุ่งหวังให้เกิดความตระหนักรู้ เปลี่ยนทัศนคติจาก “นักท่องเที่ยว” ให้กลายเป็น “นักเรียนธรรมชาติ” ที่มีความรับผิดชอบ เคารพกฎกติกา และพร้อมเป็นแนวร่วมในการดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืนต่อไป

เรื่อง : เคน กษิดิศ วชิรปราการสกุล 
ภาพ : เกศรินทร์