บ้านที่เราต้องอยู่ร่วมกัน — ช้างกับคน

บ้านที่เราต้องอยู่ร่วมกัน — ช้างกับคน

ช่วงเย็นก่อนการอบรม 1 วัน ณ ศาลาประชาคมบ้านเขาไม้นวล ผมมาถึงก่อนเวลานัดเพื่อจะได้มีเวลาในการสำรวจพื้นที่ แสงฟุ้งๆ ที่พุ่งผ่านก้อนเมฆหนา ผมขับรถไปเรื่อยๆ คอยเหลือบตามองไปบนแผนที่ ว่าเราใกล้ถึงขอบป่าหรือยัง พอได้ระยะที่เหมาะสม ก็ปล่อยโดรนออกทำงาน ผมควบคุมมันไปยังขอบป่า เพื่อให้ได้เห็นภาพที่ชัดมากขึ้น

ผมยังไม่กดชัตเตอร์ ผมแค่มองหน้าจอและควบคุมโดรนไปบินไปเรื่อยๆ แล้วนึกถึงสิ่งที่น่าจะเพิ่งผ่านมาเมื่อคืน — การที่ชาวบ้านต้องออกมาส่องไฟแล้วไปเห็นเงาดำเท่าภูเขากำลังย่ำอยู่กลางไร่ข้าวโพด ไร่มัน ที่ลงทุนลงแรงไปทั้งฤดูการออกมาของช้างป่า พืชในไร่ที่ถูกถอนมากิน วันพรุ่งนี้พวกเขาจะเดินทางมาที่นี่ ไม่ใช่เพื่อมาบ่น แต่มาเพื่อ เรียน — เรียนวิธีอยู่กับสิ่งที่มาทำลายชีวิตความเป็นอยู่ของเขาเอง

นั่นคือความย้อนแย้งที่ผมถือติดตัวมาตลอดทั้งการเดินทาง และเป็นสิ่งที่ผมอยากเล่าให้ฟัง

ป่าที่เท่าเดิม กับบ้านที่เบียดกันแน่นขึ้น

พื้นที่เกษตรที่ติดกับขอบป่าห้วยขาแข้ง
พื้นที่เกษตรที่ติดกับขอบป่าห้วยขาแข้ง

ถ้าจะเข้าใจว่าทำไมคนทั้งหมู่บ้านต้องมานั่งเรียนวิธีรับมือช้าง ต้องเริ่มจากตัวเลขที่ฟังดูเหมือนข่าวดี

ช้างป่าในเมืองไทยเวลานี้มีราว 4,000 ตัว เฉพาะผืนป่าห้วยขาแข้งมีอยู่ประมาณ 300 – 360 ตัว และกำลังเพิ่มขึ้นปีละราว 8 เปอร์เซ็นต์ พูดง่ายๆ คือความพยายามอนุรักษ์ตลอดหลายสิบปีได้ผล ช้างไม่ได้ลดลง มันเพิ่มขึ้น

ปัญหาคือผืนป่าไม่ได้เพิ่มตาม เส้นขอบของห้วยขาแข้งที่ประชิดกับหมู่บ้านยาวร่วม 180 กิโลเมตร และมันเท่าเดิมมาตลอด เมื่อประชากรสัตว์ขยายตัวอยู่ในพื้นที่ที่ไม่ขยายตาม สิ่งที่ล้นออกมาก็คือช้างที่ออกมาหากินนอกป่า ในภาษาของนักวิชาการห้วยขาแข้ง ช้างจะแอ็กทีฟที่สุดในช่วง 2 ทุ่ม ถึง 4 ทุ่ม เดินออกมากินพืชไร่ริมป่า แล้วค่อยย้อนกลับเข้าไปตอนช่วงตี 2 ถึง 6 โมงเช้า ซึ่งบังเอิญเป็นเวลาเดียวกับที่ชาวไร่ต้องขับรถผ่านความมืดไปเฝ้าแปลงของตัวเอง

ที่น่าสังเกตคือเรื่องนี้ไม่ใช่ปัญหาเก่าแก่ คนที่นี่เล่าตรงกันว่าเมื่อ 50 ปีก่อนแทบไม่มีช้างออกมาเลย ผู้คนเคยเข้าไปทำไร่ในเขตสวนป่าได้เป็นร้อยไร่ต่อคน ช้างเพิ่งเริ่มออกมาจริงจังราวปี 2560 นี้เอง แล้วค่อยๆ ถี่ขึ้น ถี่ขึ้น จนวันนี้กลายเป็น “ทุกวัน” ของใครหลายคน

”นี่ไม่ใช่ป่าที่รุกคน และไม่ใช่คนที่รุกป่าในชั่วข้ามคืน
แต่เป็นสองบ้านที่เส้นแบ่งระหว่างกันค่อยๆ จางลงจนแทบมองไม่เห็น”

ห้องเรียนที่ไม่มีใครอยากต้องมาเรียน

การอบรมหลักสูตรป้องกันภัยจากช้างป่าในชุมชน
การอบรมหลักสูตรป้องกันภัยจากช้างป่าในชุมชน

ในศาลาวันนั้น เจ้าหน้าที่ฝ่ายวิชาการจากเขตรักษาพันธุ์สัตวป่าห้วยขาแข้งผลัดกันขึ้นพูด เริ่มจากเรื่องพื้นฐานที่สุด — วิธีดูว่าช้างตัวไหนเพศผู้เพศเมีย ดูจากกะโหลก จากแนวหลัง จากการมาตัวเดียวหรือมาเป็นฝูง ไปจนถึงการอ่านอารมณ์ช้างจากใบหูและปลายงวง หูสะบัดไปมาแปลว่าอารมณ์ดี แต่ถ้าหูกางออกนิ่ง งวงนิ่ง จ้องมาที่เรา — นั่นคือสัญญาณว่าให้ถอย

มีเจ้าหน้าที่คนหนึ่งเล่าประสบการณ์จริงของตัวเองที่ทุ่งแฝก คืนที่เขาเจอช้างตัวหนึ่งแอบอยู่ในกอไผ่ยามพลบค่ำ เห็นแค่เงาหัวกับใบหูที่กางออกนิ่ง เขารู้ทันทีว่าต้องถอย และในจังหวะที่ถอยนั้นเองช้างก็พุ่งเข้าใส่ เขารอดมาได้เพราะติดเครื่องมอเตอร์ไซค์ทิ้งไว้ก่อนแล้ว เรื่องเล่าจบลงด้วยเสียงหัวเราะทั้งห้อง เพราะเจ้าหน้าที่เขตฯ ท่านอื่น ที่อยู่ในเหตุการณ์มัวแต่ยกกล้องถ่ายรูปช้างที่กำลังวิ่งไล่ แต่ใต้เสียงหัวเราะนั้น ทุกคนในห้องรู้ดีว่ามันไม่ตลกเลยถ้าวิ่งไม่ทัน

นี่คือสิ่งที่ผมไม่เคยเห็นในเรื่องเล่าเรื่องช้างที่ไหน — ภาพของห้องเรียนที่คนทั้งหมู่บ้านมานั่งจดวิธีเอาชีวิตรอดจากเพื่อนบ้านตัวมหึมาของตัวเอง ความรู้ที่สอนกันในวันนั้นไม่ใช่ทฤษฎี มันคือบทเรียนที่กลั่นมาจากคืนจริงนับไม่ถ้วน วิ่งหนีช้างต้องวิ่งซิกแซกอ้อมต้นไม้ใหญ่ อย่าปีนต้นไม้เพราะช้างใช้งวงดึงลงมาได้ อย่าวิ่งขึ้นที่สูงเพราะช้าง 4 ขาเดินขึ้นเขาได้เก่งกว่าเรา ให้วิ่งลงที่ต่ำเพราะน้ำหนักตัวมันจะทำให้เบรกยาก และเหนือสิ่งอื่นใด — ให้มีสติ เพราะตอนเจอของจริง หลายคนขาแข็งก้าวไม่ออก

ปลายเหตุที่จำเป็น กับต้นเหตุที่ยังไม่มีใครแก้ได้ทั้งหมด

ช้างป่าบริเวณขอบป่าห้วยขาแข้ง
ช้างป่าบริเวณขอบป่าห้วยขาแข้ง

พักเที่ยงผ่านไป ผมได้นั่งคุยกับเจ้าหน้าที่มูลนิธิสืบฯ คนหนึ่ง และคำถามที่ผมอยากรู้มากที่สุดก็คือ การอบรมแบบนี้ การแจกลูกบอลประทัด แจกไซเรน มันแก้ปัญหาที่รากจริงหรือเป็นแค่การประคองไปวันๆ

เขาตอบตรงมาก — นี่คือการแก้ที่ปลายเหตุ และเขารู้ตัวดี

การแก้ที่ต้นเหตุจริงๆ เขาบอกว่าต้องทำพร้อมกัน 3 ข้อ

ข้อแรกคือจัดการภายในผืนป่าเอง ทำแหล่งน้ำ แหล่งอาหาร โป่งเทียม เพื่อดึงให้สัตว์อยู่ข้างในให้นานที่สุด ซึ่งห้วยขาแข้งก็ทำอยู่ — ขุดสระสิบจุด ทำโป่งเทียมสามสิบจุด ปรับทุ่งหญ้ารอบแหล่งน้ำจนเจ้าหน้าที่เรียกติดปากว่า “ซูเปอร์มาร์เก็ตของสัตว์ป่า”

ข้อที่สองคือแนวป้องกันตลอด 180 กิโลเมตร เพื่อบีบให้ช่องทางที่ช้างออกได้แคบลงจนเฝ้าระวังไหว

และชั้นที่สามคือชุมชนเองที่อาจต้องปรับวิถีการผลิต เปลี่ยนพืชที่ปลูก หาตลาดรองรับ สร้างรายได้ทางอื่น
ทั้งหมดนี้ฟังดูเป็นระบบที่สวยงาม แต่เขาย้ำประโยคหนึ่งที่ผมจำมาจนถึงตอนเขียน — องค์ประกอบทั้งหมดนี้ไม่มีองค์กรใดองค์กรเดียวทำได้สำเร็จโดยลำพัง งบประมาณทำแนวป้องกันมหาศาล ข้อกฎหมายติดขัด กรมอุทยานเองก็มีกำลังเท่าที่มี มูลนิธิก็มีคนและเงินจำกัด แจกลูกบอลได้แค่หมู่บ้านละกระสอบต่อเดือน มันไม่มีทางครอบคลุมทั้งแนวได้ ตราบใดที่เรื่องนี้ยังไม่ถูกยกเป็นวาระระดับชาติ คนตัวเล็กๆ ก็ทำได้เท่าที่แรงจะไปถึง

ผมถามต่อว่า แล้วถ้าให้ประเมินเป็นเปอร์เซ็นต์ สิ่งที่ทำอยู่สำเร็จไปเท่าไหร่แล้ว เขานิ่งไปครู่หนึ่งก่อนตอบว่ายังไม่ถึงครึ่ง เพราะมันเพิ่งอยู่ในช่วงเริ่มต้น

แต่แล้วเขาก็พูดสิ่งที่เปลี่ยนมุมมองของผมทั้งวัน — เป้าหมายเฉพาะหน้าที่สำคัญที่สุด ไม่ใช่การหยุดช้างให้ได้ 100 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นไปไม่ได้ แต่คือการทำให้คนที่อยู่ชายขอบป่า ไม่เกลียดสัตว์ป่า ไม่ไปถึงจุดที่รู้สึกว่าต้องฆ่ามันทิ้ง และในเรื่องนี้ เขาประเมินว่าน่าจะเกินครึ่งแล้ว เพราะตลอดหลายสิบปีที่มูลนิธิทำงานเชื่อมระหว่างชุมชนกับเจ้าหน้าที่ มันสร้างพื้นที่ให้คนได้ระบาย ได้แลกเปลี่ยน ได้เรียนรู้ซึ่งกันและกัน ความอัดอั้นจึงไม่ตกค้างจนกลายเป็นความแค้น

คนที่เลือกจะไม่เป็นศัตรู

ป้ายรณรงค์โปรดอย่าทำร้ายช้าง
ป้ายรณรงค์โปรดอย่าทำร้ายช้าง

พวกเราไม่ใช่ศัตรูของกันและกัน – ยิ่งคุยกับคนในพื้นที่ ผมยิ่งเห็นความจริงของประโยคนั้น

กลุ่มชาวบ้านที่นี่รวมตัวกันตั้งเป็นทีมเฝ้าระวังและผลักดันช้างมาได้ 2 ปี จากตอนแรกที่วาดฝันไว้แค่สิบกว่าคนในหมู่บ้านตัวเอง วันนี้ขยายเป็น 20 กว่าคนและมีกลุ่มคนจากหมู่ที่ 7 เข้ามาสมทบ สิ่งที่ทำให้พวกเขาต่างจากทีมอาสาทั่วไปคือระบบ — พวกเขาคิดระบบเตือนภัยและเฝ้าระวังขึ้นมาเอง ให้คนทำงานร่วมกับเซนเซอร์ พอมีสัญญาณช้างออกจุดไหนก็จะมีสัญญาณแจ้งเตือนเพื่อบอกทีมให้ออกไปได้รงจุด ไม่ต้องไปนอนเฝ้าทุกคืนแบบหวาดระแวงเหมือนแต่ก่อน กลางคืนได้พักผ่อนบ้าง กลางวันได้ทำไร่

แต่สิ่งที่ผมประทับใจที่สุดไม่ใช่เทคโนโลยี มันคือกฎข้อแรกของพวกเขา — คนปลอดภัย ช้างปลอดภัย ชุมชนปลอดภัย ทั้ง 3 อย่างต้องมาพร้อมกัน หัวหน้าชุดฯ คนหนึ่งบอกผมว่าเขาทำงานนี้เพราะเป็นเจ้าของไร่เอง เป็นเครือญาติกันทั้งหมู่บ้าน และเพราะลุงป้าแก่กันหมดแล้ว “เราเป็นวัยรุ่น เราทำได้ เราก็ทำ” เขาพูดสั้นๆ ว่ามันคือการดูแลครอบครัว ดูแลเพื่อนบ้าน

เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าคนหนึ่งอธิบายวิธีคิดที่ผมไม่เคยได้ยินมาก่อน เวลาช้างลงมากินหญ้าริมป่าอย่างสงบ เขาจะไม่รีบไล่ ปล่อยให้มันกินให้สบายใจก่อน ตราบใดที่ยังไม่เข้าไปทำลายพืชไร่ของใคร เดี๋ยวมันก็ไปเอง หน้าที่ของเขาไม่ใช่การเอาชนะช้าง แต่คือการยืนเป็นตัวกลางระหว่างช้างกับชุมชน ทำให้ทุกฝ่ายปลอดภัย ส่วนที่ยากที่สุดของงานนี้ เขาบอกว่าไม่ใช่ตัวช้างเลย แต่คือแรงกดดันจากความสัมพันธ์ระหว่างเจ้าหน้าที่กับชุมชนที่ครั้งหนึ่งเคยเข้ากันไม่ได้ กว่าจะมาถึงวันที่ทั้งสองฝ่ายวิ่งช่วยกันได้อย่างทุกวันนี้

บ้านที่เราต้องอยู่ร่วมกัน

พื้นที่ที่ทั้งสัตว์ป่าและผู้คนจำเป็นต้องใช้ร่วมกัน

ปลายวัน ผมได้คุยกับป้าคนหนึ่งที่บ้านอยู่ติดแนวกันชนพอดี ด้านหนึ่งของบ้านเป็นสวนป่า อีกด้านเป็นบ้านเรือน ช้างจึงมาถึงตัวบ้านได้ แกเจอช้างครั้งแรกเมื่อราว 7-8 ปีก่อน วันนั้นแกกลัว กลัวมากเพราะมันมาถึงหน้าบ้าน แต่วันนี้แกบอกว่าเริ่มชินแล้ว

แกเล่าถึงคืนหนึ่งที่ส่องไฟออกไปแล้วเจอช้างยืนอยู่ตรงหน้า สูงเท่าๆ กัน แกไม่ได้กรีดร้องหรือวิ่งหนี แกแค่พูดกับมันตรงๆ ว่า มาทำอะไรกันดึกดื่นค่อนคืน กลับไปเถอะ ช้างตัวนั้นหันหัวกลับพร้อมส่งเสียงโวยวายราวกับมันไม่พอใจ คืนนั้นแกบอกว่าไม่มีความกลัว และไม่มีความโกรธเลย

ผมถามแกตรงๆ ว่าโกรธช้างไหม หลังจากที่มันทำไร่แกพังปีแล้วปีเล่า มีปีหนึ่งแกลงทุนไปกว่า 80,000 บาท และที่สำคัญเป็นก้อนเงินที่หยิบยืมเถ้าแก่มา แล้วช้างก็เหยียบจนหมด เป็นหนี้ที่จนวันนี้ยังใช้ไม่หมด แกตอบว่าไม่โกรธ แล้วพูดประโยคที่ผมเก็บมาเป็นภาพปิดของทั้งเรื่อง

เพราะเมื่อผมถามว่าถ้าเลือกได้ อยากให้เรื่องนี้จบยังไง แกตอบเรียบๆ เหมือนพูดถึงเรื่องธรรมดาที่สุดในโลกว่า —

“ก็ต้องอยู่ร่วมกัน เพราะเราจะไปแยกเค้า จะเอาเค้าไปไหน
เค้าก็ต้องอยู่กับเรานี่แหละ เราก็ไม่มีที่ไปที่อื่นเหมือนกัน”

ผมนำโดรนขึ้นบินอีกครั้ง ควบคุมมันออกไปที่แนวป่าด้านหลังที่ศาลา เป็นขอบป่าเดียวกับที่ผมเห็นเมื่อวันก่อน แต่ตอนนี้มันดูต่างออกไป

มันไม่ใช่เส้นแบ่งระหว่างสองบ้านอีกต่อไป
มันคือบ้านหลังเดียวที่คนกับช้างต่างก็ไม่มีที่อื่นให้ไป
หลังจากผมเข้าใจเรื่องราวทั้งหมด คราวนี้ผมกดชัตเตอร์

ภาพไร่มันสำปะหลังและผืนป่าอันกว้างใหญ่

ขอบคุณข้อมูลประกอบบทความ

  • นัชชา นวนหิน ชาวบ้าน หมู่ที่ 7 โป่งมะค่า ตำบลระบำ
  • ดำรงฤทธิ์ สิงห์โตทอง หัวหน้าชุดผลักดันช้าง – Elephant Guard
  • ธนาชาติ ผันสาลี หัวหน้าชุดผลักดันช้าง – เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง
  • เจ้าหน้าที่ฝ่ายวิชาการ – เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง
  • อุดม กลับสว่าง – เจ้าหน้าโครงการมูลนิธิสืบนาคะเสถียร

ผู้เขียน

+ posts

ผู้ที่อยากบอกเล่าเรื่องราวจากผืนป่า ให้ตรงกับนามสกุล