ภูมิปัญญาเชิงนิเวศ เข็มทิศงานอนุรักษ์ในปัจจุบันและอนาคต

ภูมิปัญญาเชิงนิเวศ เข็มทิศงานอนุรักษ์ในปัจจุบันและอนาคต

ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา งานอนุรักษ์ทุ่มเทให้กับการพัฒนาเทคโนโลยี ตั้งแต่ภาพถ่ายดาวเทียม ระบบ AI ไปจนถึงแบบจำลองภูมิอากาศมีความซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆ สามารถคำนวณเรื่องยากให้เสร็จสรรพได้ไวพอๆ กับการต้มบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป  

แต่ในอีกด้านหนึ่ง เรากลับพบว่าวิกฤตธรรมชาติยังรุนแรงขึ้นไม่หยุดหย่อน การสูญพันธุ์ของสัตว์ป่าดำเนินไปไวไม่แพ้กัน ไฟป่าที่ถี่กว่าเดิม โรคอุบัติใหม่จากสัตว์สู่คนยังคงเกิดซ้ำแล้วซ้ำแล้ว หรือความขัดแย้งระหว่างคนกับสัตว์ป่าที่ขยายวงกว้างขึ้นทุกปี 

จากสถานการณ์ จึงพอบอกอนุมานได้ว่า เพียงความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์หรือเทคโนโลยีอาจไม่ยังพอสำหรับงานอนุรักษ์ในปัจจุบัน รวมถึงกับอนาคตข้างหน้า 

เพราะสัญญาณความเปลี่ยนแปลงบางอย่างอาจไม่ได้ปรากฏอยู่ในห้องแล็บ แต่ซ่อนอยู่ในรายละเอียดเล็กๆ เชิงพื้นที่ หากไม่ได้สัมผัสอยู่ตลอดก็อาจมองไม่ออก หรือกว่าจะรู้ก็ช้าไป

และนี่คือเหตุผลที่โลกวิชาการเริ่มหันกลับมาสนใจองค์ความรู้เก่าแก่อย่าง ‘ภูมิปัญญานิเวศวิทยาดั้งเดิม’ หรือที่เรียกว่า Traditional Ecological Knowledge (TEK)

ในทางวิชาการ TEK หาได้เป็นความเชื่อ นิทานพื้นบ้านปรัมปรา หรือเรื่องงมงายแต่อย่างใด หากเป็นระบบองค์ความรู้เชิงประจักษ์รูปแบบหนึ่ง 

ดร. ฟิเคร็ต เบอร์เคส (Fikret Berkes) หนึ่งในนักวิชาการที่ผู้บุกเบิกแนวคิด TEK ได้นิยามแนวคิดนี้ว่า คือกลุ่มก้อนของความรู้ การปฏิบัติ และความเชื่อที่วิวัฒนาการผ่านกระบวนการปรับตัว และสืบทอดจากรุ่นสู่รุ่นผ่านการถ่ายทอดทางวัฒนธรรม โดยมุ่งเน้นไปที่ความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิต (รวมถึงมนุษย์) กับสิ่งแวดล้อมรอบตัว

หากเปรียบให้เห็นภาพ วิทยาศาสตร์สมัยใหม่มักศึกษาธรรมชาติแบบแยกส่วน มุ่งหาความจริงที่เป็นสากล และใช้ข้อมูลเชิงปริมาณที่เก็บรวบรวมในระยะเวลาจำกัด แต่ TEK เป็นการศึกษาธรรมชาติแบบองค์รวม ที่มีความจำเพาะเจาะจงกับพื้นที่ และเป็นข้อมูลเชิงคุณภาพที่เกิดจากการเฝ้าสังเกตการณ์ตลอด 24 ชั่วโมงต่อเนื่องนับร้อยปี

โดยนักวิชาการได้แบ่งโครงสร้างของ TEK ออกเป็น 4 ระดับ ประกอบด้วย

ระดับที่ 1 ความรู้เชิงประจักษ์เกี่ยวกับพรรณพืชและสัตว์ (Local Knowledge of Land and Animals) คือการรู้จักชนิดพันธุ์ พฤติกรรม แหล่งที่อยู่อาศัย และการเปลี่ยนแปลงตามฤดูกาล

ระดับที่ 2 ระบบการจัดการทรัพยากร (Land and Resource Management Systems) คือการนำความรู้ในระดับแรกมาสร้างเป็นวิธีการปฏิบัติ เช่น การจัดทำแนวกันไฟพื้นถิ่น เทคนิคการเก็บเกี่ยวที่ไม่ทำลายราก หรือการจัดการแหล่งน้ำ

ระดับที่ 3 สถาบันทางสังคม (Social Institutions) คือกฎกติกาของชุมชน ข้อกำหนดร่วมกัน การปรับลดโควตาการเก็บเกี่ยว และข้อห้ามที่ใช้ควบคุมพฤติกรรมของคนในสังคมไม่ให้กอบโกยทรัพยากรมากเกินไป

ระดับที่ 4 โลกทัศน์และระบบความเชื่อ (Worldview) คือปรัชญาเบื้องลึกที่มองว่ามนุษย์ไม่ได้อยู่เหนือธรรมชาติ แต่เป็นเพียงเส้นด้ายเส้นหนึ่งในโครงข่ายสายใยแห่งชีวิต การกระทำใดๆ ต่องานอนุรักษ์จึงต้องทำด้วยความเคารพ

ในมิตินิเวศวิทยาคุณค่าที่สำคัญที่สุดของ TEK คือ การอุดช่องโหว่ของวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ โดยเฉพาะด้านความละเอียดของข้อมูลระดับพื้นที่ และความเข้าใจเชิงลึกด้านพฤติกรรมสัตว์

ยกตัวอย่างเช่น นักวิจัยหรือเจ้าหน้าที่รัฐอาจลงพื้นที่สำรวจป่าเพียงปีละไม่กี่ครั้ง แต่ชุมชนที่ดำรงวิถีชีวิตพึ่งพิงป่าคือผู้ที่อยู่กับพื้นที่ตลอดชีวิต จึงมีความไวต่อการเปลี่ยนแปลงทางระบบนิเวศ เช่น เมื่อค้างคาวในถ้ำเริ่มเปลี่ยนเส้นทางหากินอันเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือพรรณไม้บางชนิดไม่ออกผลตามฤดูกาล ชุมชนจะท้องถิ่นจะเป็นกลุ่มแรกที่รับรู้การเปลี่ยนแปลงนั้นๆ

ซึ่งความสามารถในการสังเกตเห็นนี้ หากนำมาใช้ร่วมกับองค์ความรู้สมัยใหม่ อาทิ ในด้านระบาดวิทยา จะเปรียบได้กับการมีระบบเตือนภัยล่วงหน้าที่มีประสิทธิภาพในการเฝ้าระวังโรคติดต่อที่มีสัตว์ป่าเป็นพาหะ ซึ่งเป็นสิ่งที่เทคโนโลยีดาวเทียมหรือแล็บวิจัยไม่สามารถตรวจจับได้จากระยะไกล

TEK ยังนำมาสู่ความเข้าใจที่ละเอียดอ่อนเกี่ยวกับปฏิทินนิเวศ เช่น ชุมชนทราบดีว่าช่วงเวลาใดที่สัตว์ป่าเข้าสู่ฤดูผสมพันธุ์ ช่วงใดที่ต้องอนุบาลลูกอ่อน หรือทิศทางลมในช่วงใดเหมาะสมแก่การชิงเผาเพื่อลดเชื้อเพลิงโดยไม่ทำลายเรือนยอดไม้ และความเข้าใจทั้งหมดก็ถูกนำมาสร้างเป็น ‘กติกาชุมชน’ เช่น การปิดป่าชั่วคราว การห้ามล่า หรือห้ามเก็บหาของป่าในบางจุด ซึ่งเป็นการจัดการที่สอดคล้องกับจังหวะของธรรมชาติอย่างสมบูรณ์แบบ และสามารถนำมาประยุกต์ใช้กับงานอนุรักษ์ในยุคใหม่ 

หากในอดีต โมเดลการอนุรักษ์มักใช้แนวคิด ‘ป่าปลอดคน’ ที่มองว่าคนคือผู้ทำลาย และพยายามไล่ชุมชนออกจากพื้นที่อนุรักษ์ แต่ในปัจจุบัน องค์กรระดับโลกต่างยอมรับว่าแนวคิดดังกล่าวสร้างผลเสียมากกว่าผลดี การผสาน TEK เข้ากับงานอนุรักษ์ จึงก่อให้เกิดประโยชน์ที่เป็นรูปธรรมในหลายมิติ

1. ลดความขัดแย้งระหว่างคนกับสัตว์ป่า – หนึ่งในโจทย์ที่ยากที่สุดของงานอนุรักษ์คือปัญหาคนกับสัตว์ป่า เช่น ปัญหาช้างป่าออกนอกพื้นที่ การนำ TEK มาใช้คือการทำงานร่วมกับชุมชนที่มีประวัติศาสตร์ร่วมกับสัตว์ป่าในพื้นที่ พวกเขาจะรู้ทิศทางของด่านช้าง (เส้นทางหากินดั้งเดิม) แหล่งโป่ง และพฤติกรรมฝูง ความรู้เหล่านี้มีความจำเป็นอย่างยิ่งในการทำแนวแผนที่ การออกแบบพื้นที่กันชนตลอดจนการปรับเปลี่ยนรูปแบบการเกษตรให้สอดคล้องกับนิเวศวิทยาของช้าง เพื่อสร้างโมเดลการอยู่ร่วมกันอย่างยั่งยืน แทนที่จะใช้เพียงวิธีการขับไล่หรือสร้างรั้วกั้นทางกายภาพซึ่งมักไม่ได้ผลในระยะยาว

2. ยกระดับการมีส่วนร่วม – งานอนุรักษ์จะยั่งยืนได้ก็ต่อเมื่อคนในพื้นที่มีความรู้สึกเป็นเจ้าของ การนำกฎเกณฑ์จาก TEK มาบูรณาการเข้ากับกฎหมายของรัฐ (เช่น พ.ร.บ. อุทยานแห่งชาติ หรือ พ.ร.บ. สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า) เป็นการติดอาวุธให้ชุมชนสามารถปกป้องพื้นที่ของตนเองจากการบุกรุกของนายทุนภายนอก ชุมชนที่มีกติกาแข็งแรงตามหลัก TEK มักมีการลงโทษทางสังคมที่รวดเร็วและเด็ดขาดกว่าการรอเจ้าหน้าที่รัฐเข้ามาดำเนินคดี

3. การเติมชิ้นส่วนที่ขาดหายทางวิทยาศาสตร์ – จุดสูงสุดของการประยุกต์ใช้ TEK ในงานอนุรักษ์ คือการนำมาทำงานคู่ขนานกับวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ เช่น การใช้ภาพถ่ายดาวเทียมเพื่อระบุการเปลี่ยนแปลงของพื้นที่ป่าในภาพรวม ควบคู่ไปกับการสัมภาษณ์และจัดเก็บข้อมูล TEK จากผู้อาวุโสในชุมชน เพื่อระบุถึงสาเหตุเชิงลึกของการเปลี่ยนแปลงนั้นๆ แนวทางนี้ได้รับการรับรองจากองค์กรระดับโลกอย่างแพลตฟอร์มระหว่างรัฐบาลว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพและบริการจากระบบนิเวศ (IPBES) ว่าเป็นมาตรฐานใหม่ของการทำวิจัยเชิงนิเวศวิทยาในศตวรรษที่ 21

อาจกล่าวได้ว่า ‘ภูมิปัญญานิเวศวิทยาดั้งเดิม’ คือ วิทยาศาสตร์แห่งการอยู่รอดที่ถูกสกัดและกลั่นกรองมาอย่างเข้มข้นผ่านกาลเวลา

ในยุคที่งานอนุรักษ์ต้องการทางออกที่ซับซ้อนและยืดหยุ่น การหวนกลับไปรับฟังและเรียนรู้จากผู้คนที่ฝังรากอยู่กับธรรมชาติ ถือเป็นอีกหนึ่งความจำเป็นทางวิชาการ เพื่อรักษาความหลากหลายทางชีวภาพและกลไกของระบบนิเวศให้ดำรงอยู่ต่อไป

อ้างอิง

Traditional Ecological Knowledge, Biodiversity, Resilience and Sustainability https://link.springer.com/chapter/10.1007/978-94-011-0277-3_15 

Global assessment report on biodiversity and ecosystem services of the Intergovernmental Science-Policy Platform on Biodiversity and Ecosystem Services https://zenodo.org/records/3831674

ผู้เขียน

Website | + posts

ทำงานอิสระที่เกี่ยวข้องกับหนังสือ การเขียน เรื่องสิ่งแวดล้อมและดนตรีนอกกระแส - เวลาส่วนใหญ่ของชีวิตใช้ไปกับการนั่งมองความเคลื่อนไหวของใบไม้และสายลม