‘ปลูกไผ่’ สร้างสะพานเชื่อมระบบนิเวศ เขาสนามเพรียง-คลองวังเจ้า

‘ปลูกไผ่’ สร้างสะพานเชื่อมระบบนิเวศ เขาสนามเพรียง-คลองวังเจ้า

โครงการจัดการระบบนิเวศในพื้นที่ป่าสงวนเพื่อแนวเชื่อมต่อป่าตะวันตกสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน หรือที่เรียกกันในชื่อเล่นว่า โครงการเชื่อมป่า เป็นหนึ่งภารกิจที่มูลนิธิสืบนาคะเสถียร ดำเนินกิจกรรมต่อเนื่องมาตั้งแต่ พ.ศ. 2564 

มีเป้าหมายเพื่อสร้างสะพานเชื่อมระบบนิเวศ ระหว่างเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาสนามเพรียง และอุทยานแห่งชาติคลองวังเจ้า ที่ถูกกั้นด้วยถนนสาย 1116 และพื้นที่เกษตรกรรมของชุมชน ให้เชื่อมถึงกันอีกครั้ง

หวังในสักวันหนึ่ง สัตว์ป่าจากทั้งสองพื้นที่สามารถไปมาหาสู่แลกเปลี่ยนพันธุกรรมระหว่างกันได้ 

มากไปกว่านั้น ยังหวังถึงการสร้างโมเดลการพัฒนาอาชีพที่เป็นมิตรกับผืนป่า ปลูกพืชเศรษฐกิจที่เอื้อประโยชน์ต่อชีวิตความเป็นอยู่คนในชุมชน ให้คนอยู่ได้ ป่าอยู่ได้ สัตว์ป่าอยู่ได้ ก่อให้เกิดความยั่งยืนแก่ทุกชีวิต

นับจากวันปักไผ่กล้าแรกจนย่างเข้าปีที่ 6 เรื่องราวของโครงการเชื่อมป่าฯ มีรายละเอียดใดเกิดขึ้นแล้วบ้าง ชวนทำเข้าใจและทบทวนเรื่องราวโครงการไปด้วยกัน 

เริ่มต้นที่วัตถุประสงค์ 

1. เพื่อฟื้นฟูพื้นที่ให้เกิดแนวเชื่อมต่อป่าระหว่างเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาสนามเพรียง กับอุทยานแห่งชาติคลองวังเจ้า

2. เพื่อให้เกิดการกระจายตัวของสัตว์ป่าระหว่างเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาสนามเพรียง กับอุทยานแห่งชาติคลองวังเจ้า

3. เพื่อเป็นต้นแบบการจัดการพื้นที่ป่าสงวนด้วยกระบวนการป่าเศรษฐกิจ และพัฒนาอาชีพที่เป็นมิตรกับผืนป่า

4. เพื่อสร้างเครือข่ายและการมีส่วนร่วมในการฟื้นฟูแนวเชื่อมต่อป่าระหว่างชุมชนกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ในวันออกสตาร์ท เจ้าหน้าที่โครงการได้ชักชวนชุมชนที่มีที่ดินทำกินอยู่ระหว่างพื้นที่อนุรักษ์สองแห่งเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาสนามเพรียง และอุทยานแห่งชาติคลองวังเจ้า เข้ามามีส่วนร่วมฟื้นฟูพื้นที่ ประกอบด้วย บ้านหนองบัวสามัคคี บ้านไร่พิจิตร และบ้านหนองแดน ในอำเภอโกสัมพีนคร และบ้านปางขนุน ในอำเภอเมืองกำแพงเพชร มาร่วมสร้างแนวเชื่อมต่อผืนป่า ปัจจุบันมีสมาชิกเข้าร่วมโครงการทั้งหมด 92 ราย จาก 4 ชุมชน 

ผู้เข้าร่วมเป็นสมาชิก จะได้รับเงินดูแลหรือชดเชยการเสียโอกาสในการปลูกไม้เศรษฐกิจ โดยบริหารงานผ่าน ‘กองทุนส่งเสริมการปลูกไม้เศรษฐกิจ เพื่อแนวเชื่อมต่อป่า’ กำหนดให้สมาชิกที่ได้รับกล้าไม้ไป 1 ต้น ต้องคืนกับกองทุน 3 ต้น เพื่อใช้ในการส่งเสริมการปลูกให้กับสมาชิก และใช้ในสาธารณประโยชน์ เพื่อการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม โดยการบริหารของคณะกรรมการ

โดยกล้าที่สมาชิกได้รับมอบ จะถูกนำไปปลูกเพื่อเปลี่ยนพื้นที่เกษตรกรรม (ที่เดิมเป็นสวนผลไม้บ้าง แปลงพืชเชิงเดี่ยวบ้าง) ให้กลายเป็นพื้นที่สีเขียวที่คนและสัตว์ได้ประโยชน์ทั้งสองฝ่าย โดยใช้ ‘ไผ่ซางหม่น’ เป็นพืชตัวแทนการเชื่อมระบบนิเวศ และเป็นพืชเศรษฐกิจที่ชุมชนสามารถใช้ประโยชน์ได้เช่นกัน

เหตุผลที่เลือกไผ่ซางหม่น เพราะไผ่เป็นแหล่งอาหารอันโอชะของสัตว์ป่าหลายชนิด ทั้งหมูป่า เม่น อ้น เก้ง กวาง กระทิง ต่างล้วนชอบกินรากไผ่ ส่วนใบไผ่และยอดอ่อนเป็นอาหารหลักของช้าง 

เมื่อกอไผ่ออกดอกหรือที่เรียกกันว่าไผ่ออกขุย (แสดงว่าไผ่จะตายลง) เมล็ดไผ่จะดึงดูดบรรดาสัตว์กินเมล็ดให้มารวมกัน โดยเฉพาะไก่ป่าและไก่ฟ้ารวมถึงกระรอก

ไม่เพียงเท่านั้น เมื่อเมล็ดไผ่ลงสู่พื้นดินไผ่ทั้งกอจะค่อยๆ เหี่ยวและตายลงทั้งหมด และบริเวณนั้นจะเต็มไปด้วยกล้าไผ่ขนาดเล็กขึ้นกันอย่างหนาแน่น เป็นอาหารของสัตว์กินพืชอย่างพวกวัวแดง เก้ง กวาง 

นอกเหนือจากเรื่องทางนิเวศ ยังมีแนวคิดว่าไผ่เป็นพืชที่โตเร็ว ใช้เวลารอไม่นานก็สามารถใช้ประโยชน์ได้ 

อีกทั้งสามารถนำมาแปรรูปเป็นสิ่งของเครื่องใช้ได้หลายอย่าง มีแนวโน้มต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์เพิ่มมูลค่าได้เกินจินตนาการ ซึ่งเป็นงานที่เตรียมผลักดันต่อไปในอนาคตอัน

หรืออย่างน้อยที่สุด หากการแปรรูปเป็นเรื่องยุ่งยากมากความและเป็นสิ่งห่างไกลความเป็นจริงในวันนี้ สมาชิกสามารถใช้ไผ่ที่ปลูกเป็นไม้ค้ำยันกิ่งในสวนผลไม้ พืชเศรษฐกิจที่สมาชิกปลูกและเป็นเจ้าของอยู่ได้ทันที เท่ากับได้ใช้ประโยชน์ตามวิถีชีวิตท้องถิ่น โดยไม่ต้องไปหาซื้อจากแหล่งอื่น เป็นการลดรายจ่ายลงได้ทางหนึ่ง

ไผ่จึงจัดได้ว่าพืชสารพัดประโยชน์ เหมาะสมกับโครงการจัดการระบบนิเวศในพื้นที่ป่าสงวนเพื่อแนวเชื่อมต่อป่าตะวันตกสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน

นอกจากนี้ยังมีประโยชน์แถมอีกอย่าง ไผ่ยังเป็นพืชที่ช่วยกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ลดผลกระทบวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยข้อมูลจำนวนไผ่ที่ปลูกในโครงการได้ในปี 2567  สามารถกักเก็บก๊าซคาร์บอนฯ ได้ 100,750 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (tCO2e)

หลังดำเนินโครงการมากว่า 5 ปี โครงการส่งเสริมการปลูกไผ่ไปแล้วทั้งสิ้น 233 ไร่ 1 งาน คิดเป็นไผ่จำนวน 23,337 ต้น มีการใช้ประโยชน์ในรูปแบบไม้ค้ำยันสวนลำไยไปแล้ว 20 ไร่ จำนวน 450 ต้น

ในการเก็บข้อมูลการใช้ประโยชน์ของสัตว์ป่า ได้จัดทำข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับการเข้ามาใช้ประโยชน์ของนก 

จากการเก็บข้อมูลในรอบปีที่ผ่านมา (พ.ศ. 2568) สามารถจำแนกนกที่พบในพื้นที่โครงการได้ 127 ชนิด ประกอบด้วย นกอพยพ 15 ชนิด นกประจำถิ่น 102 ชนิด นกอพยพผ่าน  4 ชนิด นกอพยพทำรังว่างไข่  2 ชนิด และนกที่พบไม่บ่อยและหายาก 4 ชนิด รวมถึงยังพบสัตว์ป่า 6 ชนิด เริ่มเข้าแวะเวียนเฉียดเฉี่ยวใกล้กับพื้นที่โครงการ 

สำหรับงานในปี 2569 ทางผู้รับผิดชอบโครงการ ตั้งเป้าผลักดันงานด้านต่างๆ ให้เป็นรูปธรรมมากขึ้น เช่น การผลักดันการใช้ประโยชน์ที่ดิน คทช. ให้เกิดต้นแบบการจัดการที่เหมาะสม การผลักดันกองทุน ให้มีความเข้มแข็งด้วยตัวของชุมชนเอง (ได้จากการขายหรือแปรรูปไผ่ที่ปลูกให้เกิดมูลค่า)

ตลอดจนต่อยอดงานวิชาการในพื้นที่ พัฒนาการจัดทำฐานข้อมูลสัตว์ป่า การใช้ประโยชน์ที่เกิดขึ้นในพื้นที่โครงการ เพื่อให้เกิดรูปธรรมมากยิ่งขึ้น

โครงการจัดการระบบนิเวศในพื้นที่ป่าสงวนเพื่อแนวเชื่อมต่อป่าตะวันตกสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน  ได้รับการสนับสนุนงบประมาณทำกิจกรรมจากกลุ่มธุรกิจพืชครบวงจร ข้าว ขนส่ง และบริการ เครือเจริญโภคภัณฑ์


เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs)

เป้าหมายที่ 8 ส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ต่อเนื่อง ครอบคลุม และยั่งยืน การจ้างงานเต็มที่ และมีผลิตภาพ และการมีงานที่สมควรสำหรับทุกคน

8.4 ปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรของโลกในการบริโภคและการผลิตอย่างต่อเนื่อง และพยายามที่จะไม่เชื่อมโยงระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจและความเสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นไปตามกรอบการดำเนินงาน 10 ปี ว่าด้วยการผลิตและการบริโภคที่ยั่งยืนโดยมีประเทศที่พัฒนาแล้วเป็นผู้นำในการดำเนินการไปจนถึงปี 2573

เป้าหมายที่ 15 ปกป้อง ฟื้นฟู และสนับสนุนการใช้ระบบนิเวศบนบกอย่างยั่งยืน จัดการป่าไม้อย่างยั่งยืน ต่อสู้การกลายสภาพเป็นทะเลทราย หยุดการเสื่อมโทรมของที่ดินและฟื้นสภาพกลับมาใหม่ และหยุดการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ

15.1 สร้างหลักประกันว่าจะมีการอนุรักษ์ การฟื้นฟู และการใช้ระบบนิเวศบนบกและในน้ำจืดในแผ่นดินรวมทั้งบริการทางระบบนิเวศอย่างยั่งยืน เฉพาะอย่างยิ่ง ป่าไม้ พื้นที่ชุ่มน้ำ ภูเขาและเขตแห้งแล้ง โดยเป็นไปตามข้อบังคับภายใต้ความตกลงระหว่างประเทศ ภายในปี 2563

15.2 ส่งเสริมการดำเนินการด้านการบริหารจัดการป่าไม้ทุกประเภทอย่างยั่งยืน หยุดยั้งการตัดไม้ทำลายป่า ฟื้นฟูป่าที่เสื่อมโทรม และเพิ่มการปลูกป่าและฟื้นฟูป่าทั่วโลก ภายในปี 2563

15.5 ปฎิบัติการที่จำเป็นและเร่งด่วนเพื่อลดการเสื่อมโทรมของถิ่นที่อยู่ตามธรรมชาติ หยุดยั้งการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ และภายในปี 2563 จะปกป้องและป้องกันการสูญพันธุ์ของชนิดพันธุ์ที่ถูกคุกคาม

ผู้เขียน

Website | + posts

ทำงานอิสระที่เกี่ยวข้องกับหนังสือ การเขียน เรื่องสิ่งแวดล้อมและดนตรีนอกกระแส - เวลาส่วนใหญ่ของชีวิตใช้ไปกับการนั่งมองความเคลื่อนไหวของใบไม้และสายลม