คำพูดบางประโยคยังคงถูกส่งต่อ แม้เจ้าของเสียงจะจากไปนานกว่า 36 ปีแล้ว
ชื่อของ สืบ นาคะเสถียร อาจทำให้หลายคนนึกถึงภาพนักอนุรักษ์ผู้เสียสละ ผืนป่าห้วยขาแข้ง หรือเหตุการณ์วันที่ 1 กันยายน 2533
แต่ตลอดช่วงเวลาที่ทำงานด้านการอนุรักษ์ สืบยังทิ้งคำพูดและความคิดหลายอย่างเอาไว้ ทั้งจากบทสัมภาษณ์ การทำงานภาคสนาม และการพูดถึงสถานการณ์ป่าไม้และสัตว์ป่าที่เขาพบเจอ
หลายประโยคกลายเป็นข้อความที่ผู้คนจดจำและนำกลับมาอ้างถึงอยู่เสมอ
บางประโยคทำให้เห็นความรักที่เขามีต่อสัตว์ป่า บางประโยคบอกเล่าถึงความยากลำบากของคนทำงานอนุรักษ์ และบางประโยคยังชวนให้กลับมามองปัญหาการทำลายธรรมชาติที่ประเทศไทยเผชิญอยู่จนถึงทุกวันนี้
มูลนิธิสืบนาคะเสถียร ได้รวบรวมข้อความและคำพูดเหล่านี้ไว้ในสติกเกอร์ชุด ‘เสียงจากสืบ’ เพื่อส่งต่อถ้อยคำจากคนคนหนึ่งที่เคยพยายามทำหน้าที่เป็นเสียงให้กับสัตว์ป่า และยังมีเรื่องราวอีกมากที่ควรค่าแก่การรับฟัง
ณ ที่นี่ ขอชวนย้อนกลับไปดูว่าแต่ละประโยคมีที่มาอย่างไร และในวันที่สืบพูดสิ่งเหล่านั้น เขากำลังบอกอะไรกับสังคมไทย

“ผมขอพูดในนามของสัตว์ป่าทุกตัว”
คำพูดนี้มีที่มาจากประสบการณ์การทำงานของสืบ นาคะเสถียร ในช่วงที่ประเทศไทยกำลังเผชิญกับโครงการพัฒนาเขื่อนขนาดใหญ่ ซึ่งส่งผลกระทบต่อผืนป่าและสัตว์ป่าจำนวนมาก
ย้อนกลับไปในปี 2529 สืบรับหน้าที่หัวหน้าโครงการอพยพสัตว์ป่าจากพื้นที่ก่อสร้างเขื่อนเชี่ยวหลาน จังหวัดสุราษฎร์ธานี ทีมงานสามารถช่วยเหลือสัตว์ป่าได้ 1,364 ตัว แต่หัวหน้าโครงการอพยพกลับพบความจริงที่เจ็บปวดว่า
ยังมีสัตว์อีกจำนวนมากที่ไม่สามารถช่วยชีวิตไว้ได้ เพราะเมื่อป่าถูกน้ำท่วม สัตว์เหล่านั้นก็สูญเสียทั้งบ้านและโอกาสในการมีชีวิตอยู่
ประสบการณ์ครั้งนั้นกลายเป็นบทเรียนสำคัญ เมื่อในปี 2530 มีโครงการสร้างเขื่อนน้ำโจน จังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งจะทำให้ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรบางส่วนต้องจมอยู่ใต้น้ำ สืบจึงนำข้อมูลและภาพถ่ายจากการอพยพสัตว์ป่าที่เขื่อนเชี่ยวหลานมาเผยแพร่ เพื่อให้สังคมเห็นว่าเบื้องหลังโครงการพัฒนาขนาดใหญ่มีชีวิตสัตว์ป่าจำนวนมากที่ต้องสูญเสียไป
ในช่วงการเคลื่อนไหวคัดค้านเขื่อนน้ำโจน สืบจึงกล่าวว่าเขาขอพูดในนามของสัตว์ป่า เพราะสัตว์เหล่านั้นไม่มีโอกาสพูดเพื่อตัวเอง
คำพูดนี้ยังคงถูกส่งต่อมาจนถึงปัจจุบัน เพราะมันบอกถึงหัวใจของการทำงานอนุรักษ์ของสืบได้อย่างชัดเจน การทำให้สังคมมองเห็นชีวิตของสัตว์ป่า และเป็นเสียงให้กับสิ่งมีชีวิตที่ไม่มีโอกาสปกป้องตัวเอง
“สัตว์ป่าจำนวนมากต้องเสียชีวิตไป เพราะความอยากของคนที่ไม่เห็นคุณค่า”
ข้อความนี้อยู่ในบทความเรื่อง “ความสัมพันธ์ระหว่างคนกับสัตว์ป่า และสถานภาพของสัตว์ป่าในปัจจุบัน” ซึ่งเผยแพร่ครั้งแรกโดยกองอนุรักษ์สัตว์ป่า กรมป่าไม้ เมื่อเดือนกันยายน 2533
สืบได้เขียนถึงการใช้ประโยชน์จากสัตว์ป่าในรูปแบบต่างๆ ตั้งแต่การล่าสัตว์เพื่อเอาเนื้อและชิ้นส่วนไปใช้ประโยชน์ การจับลูกสัตว์ป่ามาขายให้คนที่ต้องการเลี้ยง รวมถึงการค้าสัตว์ป่าข้ามประเทศ โดยยกตัวอย่างสัตว์ที่ต้องบาดเจ็บและเสียชีวิตระหว่างการขนส่ง หรือถูกขังอยู่ในกรงเพื่อรอขาย
บทความยังกล่าวถึงความต้องการของคนที่ทำให้สัตว์ป่าต้องสูญเสียทั้งชีวิตและอิสรภาพ ตั้งแต่ความอยากได้สัตว์ป่ามาเลี้ยง ไปจนถึงผลประโยชน์จากการค้าสัตว์ป่า
ซึ่งประโยคนี้เป็นส่วนหนึ่งของเนื้อหาที่ชวนให้มองว่า ความต้องการของมนุษย์ส่งผลต่อชีวิตสัตว์ป่าอย่างไร และเหตุใดการรักษาสัตว์ป่าไว้ในถิ่นอาศัยตามธรรมชาติจึงมีความสำคัญ
“ถ้าลูกท่านเป็นสัตว์ป่า ใครเข่นฆ่าท่านยอมไหม”
ป็นประโยคจากบทกลอนชื่อ “สัตว์ป่า” ที่สืบ นาคะเสถียร แต่งขึ้นและส่งเข้าประกวดคำขวัญด้านสัตว์ป่า-ป่าไม้ ครั้งที่ 3 ระหว่างทำงานอยู่ที่กรมป่าไม้ และได้รับรางวัลจากการประกวด
เนื้อหาของกลอนเริ่มต้นด้วยภาพแม่สัตว์ที่ถูกยิงตาย ขณะที่ลูกน้อยยังอยู่กับแม่และพยายามเข้าไปกอด หวังให้แม่ฟื้นขึ้นมา ก่อนจะตั้งคำถามว่า ใครเป็นผู้ตัดสินให้สัตว์เหล่านี้ต้องตาย และหากลูกของมนุษย์ต้องตกอยู่ในชะตากรรมเดียวกัน เราจะยอมรับได้หรือไม่
“โทษไหนจึงประหาร ศาลไหนพิพากษา
ถ้าลูกท่านเป็นสัตว์ป่า ใครเข่นฆ่าท่านยอมไหม”
สิ่งที่สืบเลือกใช้คือภาพความผูกพันระหว่างแม่กับลูก ซึ่งเป็นความรู้สึกที่มนุษย์เข้าใจได้ เพื่อชวนให้มองชีวิตสัตว์ป่าในมุมเดียวกัน พวกมันก็รักชีวิต มีความผูกพันกับลูก และต้องการมีชีวิตอยู่ในธรรมชาติของตัวเองเช่นเดียวกับสิ่งมีชีวิตอื่นๆ
ชวนให้คนที่มีอำนาจตัดสินใจเหนือชีวิตสัตว์ป่า ลองมองความสูญเสียจากมุมของผู้ที่ถูกกระทำบ้าง
“ป่าเราเก็บไว้เฉยๆ ก็เป็นการอนุรักษ์” และ “ไม่ต้องเสียเวลามานั่งเถียงกันหรอกว่า เราจะใช้ป่าไม้อย่างไร เพราะมันเหลือน้อยมากจนไม่ควรใช้”
“สิ่งที่ผมมักพูดอยู่เสมอก็คือ ป่าเราเก็บไว้เฉยๆ ก็เป็นการอนุรักษ์ที่เราได้ประโยชน์ โดยที่เราไม่จำเป็นต้องไปตัดมาใช้ ต้นไม้ให้อากาศ ให้น้ำ…นี่ก็เป็นการใช้ใช่ไหม ใช้โดยที่เราไม่ต้องไปตัดส่วนของมันออกมาใช้”
“ในความรู้สึกของผม เราไม่ต้องเสียเวลามานั่งเถียงกันหรอกว่า เราจะใช้ป่าไม้อย่างไร เพราะมันเหลือน้อยมากจนไม่ควรใช้ จึงควรจะรักษาส่วนนี้เอาไว้เพื่อให้เราได้ประโยชน์ที่เป็นประโยชน์ทางอ้อม”
สองประโยคนี้มาจากบทสัมภาษณ์เรื่อง อนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมก่อนโลกมัวมน ซึ่งเป็นบทสนทนาระหว่างสืบ นาคะเสถียร กับสุรพล ดวงแข นักวิชาการด้านการอนุรักษ์ เผยแพร่ครั้งแรกในนิตยสารสารคดี ฉบับที่ 65 เดือนกรกฎาคม 2533
ในบทสัมภาษณ์ ผู้สัมภาษณ์ถามถึงความหมายของคำว่า ‘การอนุรักษ์’ สืบอธิบายว่า การอนุรักษ์มีทั้งการรักษาทรัพยากรไว้โดยไม่เปลี่ยนสภาพ และการนำทรัพยากรบางส่วนมาใช้ประโยชน์อย่างเหมาะสม โดยต้องคำนึงถึงการคงอยู่ของทรัพยากรในระยะยาวด้วย
แต่สำหรับสถานการณ์ป่าไม้ของประเทศไทยในเวลานั้น สืบมองว่าพื้นที่ป่าที่เหลืออยู่มีน้อยมาก จนควรหยุดการใช้ประโยชน์โดยตรงไว้ก่อน
เขาอธิบายว่าป่าที่เก็บรักษาไว้ในรูปของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าหรืออุทยานแห่งชาติ ยังให้ประโยชน์กับคนได้ผ่านอากาศ น้ำ และคุณค่าทางธรรมชาติอื่นๆ โดยไม่จำเป็นต้องตัดต้นไม้ออกมาใช้
สืบยังตั้งข้อสังเกตว่า คนมักมองประโยชน์ของป่าผ่านสิ่งที่นำออกมาใช้ได้โดยตรง จนมองข้ามประโยชน์อีกด้านหนึ่งที่ป่ามอบให้โดยไม่ต้องเข้าไปตัดหรือทำลายมัน
แนวคิดนี้ทำให้เห็นมุมมองการอนุรักษ์ของสืบในช่วงที่ผืนป่าของประเทศกำลังเผชิญแรงกดดันจากการพัฒนา
สำหรับป่าที่ยังเหลืออยู่น้อยนิด การรักษาให้คงสภาพไว้ก็เป็นวิธีหนึ่งที่ทำให้คนยังได้รับประโยชน์จากป่าได้ต่อไป
“สัตว์ป่ามีสิทธิ์ที่จะมีชีวิต มนุษย์มีสิทธิ์อะไรที่จะไปเอาชีวิตมัน”
ประโยคนี้คัดมาจากนิตยสารสารคดี ฉบับที่ 68 ปกชีวิตและความตายของสืบ นาคะเสถียร
ผู้เขียน วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ ได้ค่อยๆ เล่าเรื่องชีวิตวัยเยาว์ของเด็กชายสืบยศ ซึ่งเคยชอบยิงนก เล่นสนุกตามประสาวัยเด็ก ก่อนจะพบจุดเปลี่ยนสำคัญ ครั้งหนึ่งที่ทำให้สืบเสียใจมาก เพราะไปยิงลูกนกแม่นกตามลูกนก แต่ไปพรากลูกพรากแม่
กอบกิจ นาคะเสถียร หรือโด่ง น้องชายผู้สนิทกับสืบที่สุดเล่าว่า “ตอนเด็กเราก็ใกล้ชิดกับธรรมชาติมาก พี่เขารักป่าแต่เราก็ไปทำลายชีวิตนก”
จากวันนั้นบวกกับประสบการณ์ทำงานที่เกี่ยวข้องกับสัตว์ป่า ได้หล่อหลอมตัวตนของสืบ จนนำมาซึ่งคำพูด “ผมขอพูดในนามของสัตว์ป่าทุกตัว” ในอีกหลายปีต่อมา
วันชัย อธิบายว่า นั่นไม่ใช่การใช้สำนวนโวหาร แต่เป็นความรู้สึกจริงๆ ที่เขาคิดแทนสัตว์ป่าที่ไม่มีโอกาสจะสื่อสารกับมนุษย์ได้
ก่อนสรุปว่า “สัตว์ป่ามีสิทธิ์ที่จะมีชีวิต มนุษย์มีสิทธิ์อะไรที่จะไปเอาชีวิตมัน” สืบคิดของเขาเช่นนั้น
ผู้เขียน
ทำงานอิสระที่เกี่ยวข้องกับหนังสือ การเขียน เรื่องสิ่งแวดล้อมและดนตรีนอกกระแส - เวลาส่วนใหญ่ของชีวิตใช้ไปกับการนั่งมองความเคลื่อนไหวของใบไม้และสายลม



