• Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size
หน้าแรก อ่านข่าวย้อนหลัง ข่าว ประชาสัมพันธ์ เขื่อนแม่วงก์: ปัญหาหรือทางออก

เขื่อนแม่วงก์: ปัญหาหรือทางออก

อีเมล พิมพ์ PDF
เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา ที่คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีการจัดเสวนา เรื่อง เขื่อนแม่วงก์ ปัญหาหรือทางออก มีวิทยากรเข้าร่วมเสวนา 3 ท่าน ได้แก่ ปราโมทย์ ไม้กลัด อดีตอธิบดีกรมชลประทาน และอดีตผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ศศิน เฉลิมลาภ เลขาธิการมูลนิธิสืบนาคะเสถียร และหาญณรงค์ เยาวเลิศ ประธานมูลนิธิเพื่อการจัดการน้ำแบบบูรณาการ (ประเทศไทย)
ศศิน เฉลิมลาภ เลขาธิการมูลนิธิสืบนาคะเสถียร กล่าวว่า ถึงวันนี้เราไม่ต้องมานั่งเถียงกันหรอกว่าเขื่อนมีประโยชน์หรือไม่มีประโยชน์ เรารู้ว่าเขื่อนก็มีประโยชน์ แต่วันนี้มันเป็นเรื่องของการรักษาสิ่งที่ดีที่ยังเหลืออยู่เพียงหนึ่งเดียวก็คือป่า
"เราต้องเลือกป่าสักทองแทนที่จะเลือกเขื่อนแก่งเสือเต้น เพราะเป็นป่าสักใหญ่แห่งสุดท้ายของประเทศไทย เราต้องเลือกป่าพื้นที่ราบริมน้ำแทนที่จะเลือกเขื่อนแม่วงก์ เพราะเป็นป่าที่เหลืออยู่เพียงไม่กี่แห่งในประเทศและเป็นความหวังของการอนุรักษ์สัตว์ป่า"
"เรามองว่าพื้นที่สร้างเขื่อนแม่วงก์นั้นเป็นเพียงพื้นที่นิดเดียวของผืนป่าตะวันตก แต่เราไม่ได้มองถึงความสำคัญของพื้นที่แห่งนั้น โดยเฉพาะในอีไอเอไม่ได้มองถึงความเชื่อมโยงของระบบนิเวศโดยรวมทั้งหมด พื้นที่ตรงนั้นเป็นป่าที่ราบริมน้ำ เป็นแหล่งอาหารของสัตว์ป่า มันคือแหล่งพันธุกรรมระดับโลก"
ป่าแม่วงก์แม้ในอดีตจะมีชุมชนอาศัยอยู่ รวมถึงมีการทำสัมปทานไม้ แต่เรื่องราวดังกล่าวนั้นมาผ่านมาแล้วถึง 20 ปี จนวันนี้พื้นที่ป่าดังกล่าวได้ฟื้นตัวกลับมาเป็นป่าสมบูรณ์อีกครั้ง และอุทยานแห่งชาติแม่วงก์มีพื้นที่ติดกับเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้งอันเป็นบ้านที่อุดมสมบูรณ์ของสัตว์ป่า ดังนั้นป่าในอุทยานแม่วงก์ตลอดจนอุทยานแห่งชาติคลองลานจึงเป็นโอกาสในการกระจายพันธุ์ขอสัตว์ป่าในประเทศไทย โดยเฉพาะสัตว์ป่าที่ใกล้สูญพันธุ์อย่างเสือโคร่ง
ปัจจุบันในป่าตะวันตกมีชุมชนตั้งรกรากอาศัยอยู่กว่า 100 ชุมชน ที่ไหนมีชุมชนสัตว์ป่าก็จะไม่ไปอาศัย แต่ป่าแม่วงก์ถึงคลองลานไม่มีชุมชน ที่นี่จึงเป็นความหวังเดียวของการกระจายพันธุ์สัตว์ป่าที่ต้องรักษาเอาไว้
"ที่ผ่านมามีงานวิจัยจากเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง องค์กรอย่าง WWF และ WCS ระบุชัดเจนว่าเสือโคร่งที่ห้วยขาแข้งไปโผล่ที่ป่าแม่วงก์แล้ว เพราะสัตว์กีบเริ่มเข้าไปอาศัยและหากินในพื้นที่บริเวณสร้างเขื่อน แม้เราตอบไม่ได้ว่าเสือโคร่งจะเดินผ่านพื้นที่ที่จะสร้างเขื่อนหรือไม่ แต่เราปฏิเสธไม่ได้ว่าที่ตรงนั้นเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพในการอนุรักษ์พันธุ์สัตว์ป่า เพราะมันคือแหล่งพันธุกรรมระดับโลก" เลขาธิการมูลนิธิสืบนาคะเสถียรย้ำ
การสร้างเขื่อนมันมีกติกาของมันอยู่ ว่าถ้ามันมีผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมมาก ก็ไม่ควรสร้าง เลขาธิการมูลนิธิสืบกล่าว
ปราโมทย์ ไม้กลัด กล่าวว่า การสร้างเขื่อนนั้นจำเป็นต้องศึกษาในทุกๆ มิติ จะดูแค่เรื่องทางวิศวกรรมอย่างเดียวไม่ได้ ในเรื่องสิ่งแวดล้อมก็เป็นประเด็นสำคัญ และในแต่ละประเด็นที่ศึกษาก็ต้องให้ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะของประเด็นนั้นมาเป็นผู้ดูแล
"เขื่อนในแง่ของการพัฒนา หากศักยภาพมันเหมาะสมก็สามารถทำได้ แต่ว่าเราได้ศึกษาผลกระทบครบถ้วนหรือยัง"
แม้จะขึ้นว่าการพัฒนา แต่การพัฒนาก็ต้องเป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมาย เรื่องนี้ถูกระบุไว้ในรัฐธรรมนูญอย่างชัดเจน แต่ในกรณีของเขื่อนแม่วงก์นั้น ปราโมทย์ ไม้กลัด มองว่า ตอนนี้เขื่อนแม่วงก์เป็นเหมือนการประชาสัมพันธ์มากกว่าการให้ข้อเท็จจริงของเขื่อนกับชุมชน เนื่องจากการบรรเทาอุทกภัยหรือภัยแล้งนั้นค่อนข้างคลุมเครือไม่มีการแจกแจงให้ครบ ทำให้ชุมชนไม่ทราบว่าจะสามารถบรรเทาอุทกภัยได้แค่ไหน จะช่วยภัยแล้งได้เท่าไหร่ ตรงไหนคือพื้นที่ชลประทาน จะได้น้ำเท่าไหร่ และที่สำคัญคือเรื่องต้นทุนทางด้านสิ่งแวดล้อมที่ยังขาดการศึกษาและรายงาน
หาญณรงค์ เยาวเลิศ เปิดประเด็นสนทนาว่า วันนี้ประเทศไทยมีเขื่อนขนาดใหญ่อยู่ประมาณ 40 เขื่อน ขนาดกลางประมาณ 700 เขื่อน และขนาดเล็กอีกกว่า 40,000 เขื่อน และยังมีโครงการก่อสร้างเขื่อนอีกหลายเขื่อนซึ่งทั้งหมดอยู่ในเขตพื้นที่อุทยานแห่งชาติ อาทิ แม่วงก์ แก่งเสือเต้น ท่าแซะ และรอบๆ ป่าอนุรักษ์อีกมาก ซึ่งการเอาพื้นที่ที่มีระบบนิเวศสมบูรณ์ไปอยู่ใต้น้ำมันไม่ควร
เมื่อถามว่าเขื่อนแม่วงก์เป็นปัญหาหรือทางออก หาญณรงค์บอกว่า สำหรับเขื่อนแม่วงก์นั้นทางออกไม่มี จะมีแต่ปัญหา เพราะเขื่อนแม่วงก์เป็นการใช้อำนาจนโยบายบริหารงานโดยไม่มองถึงผลกระทบและความเป็นจริงในการแก้ไขปัญหา
ในวงเสวนามีการตั้งคำถามว่า หากไม่สร้างเขื่อน แล้วทางออกของปัญหาในปัจจุบันคืออะไร ?
ศศิน มองว่า ทุกวันนี้กรมชลประทานมีศักยภาพมากพอในการจัดการน้ำ ซึ่งทั้งเขื่อนแม่วงก์และเขื่อนแก่งเสือเต้นนั้นเป็นเขื่อนที่มีขนาดเล็ก ไม่ตอบโจทย์ทั้งแก้ปัญหาน้ำท่วมหรือแม้แต่เรื่องการแก้ปัญหาภัยแล้ง รัฐบาลไม่ควรฉวยเอาวิกฤตมาสร้างโอกาสให้ตัวเอง และไม่ควรนำเอากลไกการเมืองที่ไม่ได้อยู่บนพื้นฐานความจริงมาใช้แก้ปัญหา
นอกจากนี้จากการลงพื้นที่ศึกษาของมูลนิธิสืบนาคะเสถียร ในพื้นที่จังหวัดนครสวรรค์ พบว่าในหลายๆ ชุมชนมีการจัดการระบบชลประทานด้วยตนเองโดยไม่ต้องพึ่งเขื่อนขนาดใหญ่ มีทั้งในระดับบุคลไปจนถึงระดับชุมชน
"ที่หมู่บ้านศาลเจ้าไก่ต่อ เราพบที่นาของเกษตรรายหนึ่งที่อาศัยน้ำผิวดิน สร้างบ่อพักก่อนถ่ายน้ำเข้านา ส่งต่อไปยังบ่อปลา มีการสร้างคันดินที่สูงกว่าปกติเพื่อป้องกันน้ำท่วม หรือที่หมู่บ้านธารมะยม หมู่บ้านนี้ตั้งอยู่บริเวณเขาแม่กระทู้ไม่ไกลจากป่าแม่วงก์ เดิมทีที่นี้แล้งมากมีไฟไหม้ป่าทุกปี แต่พอชุมชนช่วยกันรักษาป่าต้นน้ำไม่ให้ไฟไหม้ ทำให้ป่าต้นน้ำกลับมาสมบูรณ์มีน้ำไหลตลอดทั้งปี โดยชุมชนได้สร้างฝายชะลอน้ำรวมถึงระบบชลประทานหมู่บ้าน มีน้ำพอสำหรับทำนาทำไร่เหลือใช้และยังปล่อยคืนสู่แม่น้ำสายหลักได้อีก ซึ่งนี่เป็นภูมิปัญญาของชุมชนที่รู้จักการจัดการตนเอง"
ในส่วนของปราโมทย์ ไม้กลัด ได้แสดงความเห็นว่า ปัญหาเรื่องน้ำไม่ว่าจะเกิดขึ้นในพื้นที่ไหน หน่วยงานรัฐต้องลงไปทำความเข้าใจกับชุมชนไม่ใช่ไปทำให้ชุมชน ต้องให้ชุมชนได้เรียนรู้จัดการปัญหา โดยมีรัฐเป็นพี่เลี้ยงคอยหนุนเสริมและเปลี่ยนความรู้จนถึงปัจจัยในการทำงาน จะขุดสระเก็บน้ำไว้รอบๆ ชุมชนก็ได้ แต่อ่างเก็บน้ำนั้นทำไม่ได้แล้วเพราะมันมีปัญหาและผลกระทบมาก
"เขื่อนแม่วงก์มีปัญหาทับซ้อนอยู่ในนั้นมากมาย หากทำไม่ได้ก็อย่าไปฝืนทำเลย" ปราโมทย์ กล่าวสรุป
หาญณรงค์ ทิ้งท้ายในงานเสวนาว่า การที่จะทำให้น้ำในแม่น้ำไหลได้ตลอดทั้งปี สิ่งสำคัญที่สุดคือต้องรักษาป่าต้นน้ำเอาไว้ หากป่าต้นน้ำกลายเป็นเขื่อนไปหมด ต่อไปเราต้องรอให้ถึงหน้าฝนเท่านั้นถึงจะมีน้ำไหลออกมา และเมื่อป่าเปลี่ยนไปเป็นเขื่อนเราก็ไม่สามารถกู้ธรรมชาติได้
"การฟื้นฟูป่าเป็นเรื่องสำคัญ มีตัวอย่างให้เห็นแล้วในหลายๆ พื้นที่ หากวันนี้ชุมชนช่วยกันรักษาป่าต้นน้ำอีก 10 ปี หรือ 15 ปี เราจะมีแหล่งน้ำใช้เองทุกชุมชน"
ป่าปม่วงก์ เขื่อนแม่วงก์เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา ที่คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีการจัดเสวนา เรื่อง เขื่อนแม่วงก์ ปัญหาหรือทางออก มีวิทยากรเข้าร่วมเสวนา 3 ท่าน ได้แก่ ปราโมทย์ ไม้กลัด อดีตอธิบดีกรมชลประทาน และอดีตผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ศศิน เฉลิมลาภ เลขาธิการมูลนิธิสืบนาคะเสถียร และหาญณรงค์ เยาวเลิศ ประธานมูลนิธิเพื่อการจัดการน้ำแบบบูรณาการ (ประเทศไทย)

ศศิน เฉลิมลาภ เลขาธิการมูลนิธิสืบนาคะเสถียร กล่าวว่า ถึงวันนี้เราไม่ต้องมานั่งเถียงกันหรอกว่าเขื่อนมีประโยชน์หรือไม่มีประโยชน์ เรารู้ว่าเขื่อนก็มีประโยชน์ แต่วันนี้มันเป็นเรื่องของการรักษาสิ่งที่ดีที่ยังเหลืออยู่เพียงหนึ่งเดียวก็คือป่า

"เราต้องเลือกป่าสักทองแทนที่จะเลือกเขื่อนแก่งเสือเต้น เพราะเป็นป่าสักใหญ่แห่งสุดท้ายของประเทศไทย เราต้องเลือกป่าพื้นที่ราบริมน้ำแทนที่จะเลือกเขื่อนแม่วงก์ เพราะเป็นป่าที่เหลืออยู่เพียงไม่กี่แห่งในประเทศและเป็นความหวังของการอนุรักษ์สัตว์ป่า"

"เรามองว่าพื้นที่สร้างเขื่อนแม่วงก์นั้นเป็นเพียงพื้นที่นิดเดียวของผืนป่าตะวันตก แต่เราไม่ได้มองถึงความสำคัญของพื้นที่แห่งนั้น โดยเฉพาะในอีไอเอไม่ได้มองถึงความเชื่อมโยงของระบบนิเวศโดยรวมทั้งหมด พื้นที่ตรงนั้นเป็นป่าที่ราบริมน้ำ เป็นแหล่งอาหารของสัตว์ป่า มันคือแหล่งพันธุกรรมระดับโลก"

ป่าแม่วงก์แม้ในอดีตจะมีชุมชนอาศัยอยู่ รวมถึงมีการทำสัมปทานไม้ แต่เรื่องราวดังกล่าวนั้นมาผ่านมาแล้วถึง 20 ปี จนวันนี้พื้นที่ป่าดังกล่าวได้ฟื้นตัวกลับมาเป็นป่าสมบูรณ์อีกครั้ง และอุทยานแห่งชาติแม่วงก์มีพื้นที่ติดกับเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้งอันเป็นบ้านที่อุดมสมบูรณ์ของสัตว์ป่า ดังนั้นป่าในอุทยานแม่วงก์ตลอดจนอุทยานแห่งชาติคลองลานจึงเป็นโอกาสในการกระจายพันธุ์ของสัตว์ป่าในประเทศไทย โดยเฉพาะสัตว์ป่าที่ใกล้สูญพันธุ์อย่างเสือโคร่ง
ศศิน เฉลิมลาภ

ปัจจุบันในป่าตะวันตกมีชุมชนตั้งรกรากอาศัยอยู่กว่า 100 ชุมชน ที่ไหนมีชุมชนสัตว์ป่าก็จะไม่ไปอาศัย แต่ป่าแม่วงก์ถึงคลองลานไม่มีชุมชน ที่นี่จึงเป็นความหวังเดียวของการกระจายพันธุ์สัตว์ป่าที่ต้องรักษาเอาไว้

"ที่ผ่านมามีงานวิจัยจากเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง องค์กรอย่าง WWF และ WCS ระบุชัดเจนว่าเสือโคร่งที่ห้วยขาแข้งไปโผล่ที่ป่าแม่วงก์แล้ว เพราะสัตว์กีบเริ่มเข้าไปอาศัยและหากินในพื้นที่บริเวณสร้างเขื่อน แม้เราตอบไม่ได้ว่าเสือโคร่งจะเดินผ่านพื้นที่ที่จะสร้างเขื่อนหรือไม่ แต่เราปฏิเสธไม่ได้ว่าที่ตรงนั้นเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพในการอนุรักษ์พันธุ์สัตว์ป่า เพราะมันคือแหล่งพันธุกรรมระดับโลก" เลขาธิการมูลนิธิสืบนาคะเสถียรย้ำ

การสร้างเขื่อนมันมีกติกาของมันอยู่ ว่าถ้ามันมีผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมมาก ก็ไม่ควรสร้าง เลขาธิการมูลนิธิสืบกล่าว

ปราโมทย์ ไม้กลัด กล่าวว่า การสร้างเขื่อนนั้นจำเป็นต้องศึกษาในทุกๆ มิติ จะดูแค่เรื่องทางวิศวกรรมอย่างเดียวไม่ได้ ในเรื่องสิ่งแวดล้อมก็เป็นประเด็นสำคัญ และในแต่ละประเด็นที่ศึกษาก็ต้องให้ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะของประเด็นนั้นมาเป็นผู้ดูแล

"เขื่อนในแง่ของการพัฒนา หากศักยภาพมันเหมาะสมก็สามารถทำได้ แต่ว่าเราได้ศึกษาผลกระทบครบถ้วนหรือยัง"
ปราโมทย์ ไม้กลัด

แม้จะขึ้นว่าการพัฒนา แต่การพัฒนาก็ต้องเป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมาย เรื่องนี้ถูกระบุไว้ในรัฐธรรมนูญอย่างชัดเจน แต่ในกรณีของเขื่อนแม่วงก์นั้น ปราโมทย์ ไม้กลัด มองว่า ตอนนี้เขื่อนแม่วงก์เป็นเหมือนการประชาสัมพันธ์มากกว่าการให้ข้อเท็จจริงของเขื่อนกับชุมชน เนื่องจากการบรรเทาอุทกภัยหรือภัยแล้งนั้นค่อนข้างคลุมเครือไม่มีการแจกแจงให้ครบ ทำให้ชุมชนไม่ทราบว่าจะสามารถบรรเทาอุทกภัยได้แค่ไหน จะช่วยภัยแล้งได้เท่าไหร่ ตรงไหนคือพื้นที่ชลประทาน จะได้น้ำเท่าไหร่ และที่สำคัญคือเรื่องต้นทุนทางด้านสิ่งแวดล้อมที่ยังขาดการศึกษาและรายงาน

หาญณรงค์ เยาวเลิศ เปิดประเด็นสนทนาว่า วันนี้ประเทศไทยมีเขื่อนขนาดใหญ่อยู่ประมาณ 40 เขื่อน ขนาดกลางประมาณ 700 เขื่อน และขนาดเล็กอีกกว่า 40,000 เขื่อน และยังมีโครงการก่อสร้างเขื่อนอีกหลายเขื่อนซึ่งทั้งหมดอยู่ในเขตพื้นที่อุทยานแห่งชาติ อาทิ แม่วงก์ แก่งเสือเต้น ท่าแซะ และรอบๆ ป่าอนุรักษ์อีกมาก ซึ่งการเอาพื้นที่ที่มีระบบนิเวศสมบูรณ์ไปอยู่ใต้น้ำมันไม่ควร
หาญณรงค์ เยาวเลิศ

เมื่อถามว่าเขื่อนแม่วงก์เป็นปัญหาหรือทางออก หาญณรงค์บอกว่า สำหรับเขื่อนแม่วงก์นั้นทางออกไม่มี จะมีแต่ปัญหา เพราะเขื่อนแม่วงก์เป็นการใช้อำนาจนโยบายบริหารงานโดยไม่มองถึงผลกระทบและความเป็นจริงในการแก้ไขปัญหา

ในวงเสวนามีการตั้งคำถามว่า หากไม่สร้างเขื่อน แล้วทางออกของปัญหาในปัจจุบันคืออะไร ?

ศศิน มองว่า ทุกวันนี้กรมชลประทานมีศักยภาพมากพอในการจัดการน้ำ ซึ่งทั้งเขื่อนแม่วงก์และเขื่อนแก่งเสือเต้นนั้นเป็นเขื่อนที่มีขนาดเล็ก ไม่ตอบโจทย์ทั้งแก้ปัญหาน้ำท่วมหรือแม้แต่เรื่องการแก้ปัญหาภัยแล้ง รัฐบาลไม่ควรฉวยเอาวิกฤตมาสร้างโอกาสให้ตัวเอง และไม่ควรนำเอากลไกการเมืองที่ไม่ได้อยู่บนพื้นฐานความจริงมาใช้แก้ปัญหา

นอกจากนี้จากการลงพื้นที่ศึกษาของมูลนิธิสืบนาคะเสถียร ในพื้นที่จังหวัดนครสวรรค์ พบว่าในหลายๆ ชุมชนมีการจัดการระบบชลประทานด้วยตนเองโดยไม่ต้องพึ่งเขื่อนขนาดใหญ่ มีทั้งในระดับบุคลไปจนถึงระดับชุมชน

"ที่หมู่บ้านศาลเจ้าไก่ต่อ เราพบที่นาของเกษตรรายหนึ่งที่อาศัยน้ำผิวดิน สร้างบ่อพักก่อนถ่ายน้ำเข้านา ส่งต่อไปยังบ่อปลา มีการสร้างคันดินที่สูงกว่าปกติเพื่อป้องกันน้ำท่วม หรือที่หมู่บ้านธารมะยม หมู่บ้านนี้ตั้งอยู่บริเวณเขาแม่กระทู้ไม่ไกลจากป่าแม่วงก์ เดิมทีที่นี้แล้งมากมีไฟไหม้ป่าทุกปี แต่พอชุมชนช่วยกันรักษาป่าต้นน้ำไม่ให้ไฟไหม้ ทำให้ป่าต้นน้ำกลับมาสมบูรณ์มีน้ำไหลตลอดทั้งปี โดยชุมชนได้สร้างฝายชะลอน้ำรวมถึงระบบชลประทานหมู่บ้าน มีน้ำพอสำหรับทำนาทำไร่เหลือใช้และยังปล่อยคืนสู่แม่น้ำสายหลักได้อีก ซึ่งนี่เป็นภูมิปัญญาของชุมชนที่รู้จักการจัดการตนเอง"

ในส่วนของปราโมทย์ ไม้กลัด ได้แสดงความเห็นว่า ปัญหาเรื่องน้ำไม่ว่าจะเกิดขึ้นในพื้นที่ไหน หน่วยงานรัฐต้องลงไปทำความเข้าใจกับชุมชนไม่ใช่ไปทำให้ชุมชน ต้องให้ชุมชนได้เรียนรู้จัดการปัญหา โดยมีรัฐเป็นพี่เลี้ยงคอยหนุนเสริมและเปลี่ยนความรู้จนถึงปัจจัยในการทำงาน จะขุดสระเก็บน้ำไว้รอบๆ ชุมชนก็ได้ แต่อ่างเก็บน้ำนั้นทำไม่ได้แล้วเพราะมันมีปัญหาและผลกระทบมาก

"เขื่อนแม่วงก์มีปัญหาทับซ้อนอยู่ในนั้นมากมาย หากทำไม่ได้ก็อย่าไปฝืนทำเลย" ปราโมทย์ กล่าวสรุป

หาญณรงค์ ทิ้งท้ายในงานเสวนาว่า การที่จะทำให้น้ำในแม่น้ำไหลได้ตลอดทั้งปี สิ่งสำคัญที่สุดคือต้องรักษาป่าต้นน้ำเอาไว้ หากป่าต้นน้ำกลายเป็นเขื่อนไปหมด ต่อไปเราต้องรอให้ถึงหน้าฝนเท่านั้นถึงจะมีน้ำไหลออกมา และเมื่อป่าเปลี่ยนไปเป็นเขื่อนเราก็ไม่สามารถกู้ธรรมชาติได้

"การฟื้นฟูป่าเป็นเรื่องสำคัญ มีตัวอย่างให้เห็นแล้วในหลายๆ พื้นที่ หากวันนี้ชุมชนช่วยกันรักษาป่าต้นน้ำอีก 10 ปี หรือ 15 ปี เราจะมีแหล่งน้ำใช้เองทุกชุมชน"
 

เพิ่มคอมเมนต์ใหม่

รหัสป้องกันความปลอดภัย
รีเฟรช


รับข่าวสาร


SNF Shop

http://www.seub.or.th/components/com_gk2_photoslide/images/thumbm/643026newshop01.jpg http://www.seub.or.th/components/com_gk2_photoslide/images/thumbm/125570newshop02.jpg http://www.seub.or.th/components/com_gk2_photoslide/images/thumbm/673843newshop03.jpg http://www.seub.or.th/components/com_gk2_photoslide/images/thumbm/496798newshop04.jpg