• Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size
http://www.seub.or.th/components/com_gk2_photoslide/images/thumbm/126422youcanhelp.jpg http://www.seub.or.th/components/com_gk2_photoslide/images/thumbm/726303banner_shop_web.jpg http://www.seub.or.th/components/com_gk2_photoslide/images/thumbm/506961bannermaewongtobangkok.jpg http://www.seub.or.th/components/com_gk2_photoslide/images/thumbm/374603topbannerwaterway.jpg
  • 0
  • 1
  • 2
  • 3

มลพิษทางเสียงกับผลกระทบต่อสัตว์ป่า

อีเมล พิมพ์ PDF
ผลการศึกษาครั้งใหม่ระบุว่า มลพิษทางเสียงที่เกิดจากมนุษย์ก่อให้เกิดการหยุดชะงัก หรือเข้าไปขัดขวางวิถีชีวิตประจำวันของสัตว์ป่าตั้งแต่การหากินไปจนถึงการขยายพันธุ์
นักวิทยาศาสตร์ได้ค้นพบถึงภัยร้ายแรงที่เป็นผลมาจากการก่อมลพิษทางเสียงจากมนุษย์ที่มีผลต่อสัตว์ป่าจากการทำการศึกษาในอุทยานแห่งชาติ Denali ในรัฐอลาสก้า, อุทยานแห่งชาติ Yosemite ในรัฐอลาสก้า และ อุทยานแห่งชาติ Yellowstone ในรัฐไวโอมิ่ง สหรัฐอเมริกา โดยการศึกษาพบว่าเครื่องบิน ถนน หรือกระทั่งเสียงที่เกิดจากการใช้พื้นที่ของมนุษย์ในอุทยานแห่งชาติล้วนแต่ก่อให้เกิดภัยคุกคามต่อสัตว์ป่าทั้งสิ้น
ราว 10 ปีก่อน Kurt Fristrup นักวิทยาศาสตร์อาวุโสประจำหน่วยอุทยานแห่งชาติ ได้ติดตั้งเครื่องวัดระดับเสียงขนาดเท่าวิทยุสื่อสารทั่วอุทยานแห่งชาติกว่า 600 จุด เขาระบุว่าไม่มีพื้นที่ใดเลยที่ติดตั้งวิทยุเอาไว้แล้วไม่ได้รับผลกระทบจากมลภาวะทางเสียง
"เราพบว่าการเพิ่มขึ้นของเสียงรบกวนในป่าก็เหมือนกับการที่คุณได้ยินเสียงกบร้องอยู่ในหูตลอดเวลา" Fristrup ให้สัมภาษณ์กับนักข่าว "แทนที่จะมานั่งกลัวว่าจะเจอเรื่องแบบนี้ในที่กว้างใหญ่ เราควรมาระวังในพื้นที่เล็กๆก่อนดีกว่า"
เสียงรบกวนที่พบอยู่ในทุกพื้นที่ซึ่งสร้างความประหลาดใจให้กับผู้วิจัยคือเสียงรบกวนจากเครื่องบิน
"ไม่มีเลยสักวันตลอดช่วงเวลาในการเก็บข้อมูลกว่า 20,000 วันที่ไม่มีเสียงเครื่องบิน" Fristrup กล่าว โดยมากเครื่องบินจะก่อให้เกิดมลภาวะทางเสียงนานกว่าห้าถึงหกนาทีและจะได้ยินเสียงชัดมากในพื้นที่ที่เงียบสงัด แน่นอนว่ามันต้องสร้างผลกระทบมากกว่าพื้นที่อื่นๆ
Fristrup สร้างโมเดลการคาดคะเนการเกิดเสียงและพบว่ามนุษย์จะเป็นตัวก่อให้เกิดมลภาวะทางเสียงเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวในอีก 20 - 30 ปีข้างหน้า
จากงานวิจัยของ Clinton Francis จากมหาวิทยาลัย California Polytechnic State University ในรัฐ San Luis Obispo สหรัฐอเมริกา พบว่าเสียงดังกล่าวจะสร้างผลกระทบต่อสัตว์ป่าโดยเฉพาะสัตว์ที่ต้องใช้เสียงในการจับคู่ นอกจากนั้นยังพบอีกว่ามีนกน้อยประเภทมากที่จะเลือกอยู่ใกล้พื้นที่ที่มีเสียงดังคึกโครม
Francis ได้ทำการศึกษาประเภทและจำนวนชนิดของนกที่พบในบริเวณแหล่งขุดเจาะก๊าซธรรมชาติในนิวเม็กซิโกซึ่งพื้นที่เดิมมีเสียงดังรบกวนขณะที่อีกพื้นที่หนึ่งไม่มี ผลการศึกษาพบว่านกบางชนิด เช่น Western scrub jays พบมากกว่า 32% ในพื้นที่ที่เงียบกว่า แต่ก็ใช่ว่านกทุกประเภทต้องการความเงียบสงบเสมอไป เช่น นกฮัมมิ่งเบิร์ดที่ตอบสนองในแง่บวกกับเสียง เป็นต้น ยกตัวอย่างเช่น พบรังนกฮัมมิ่งเบิร์ดกว่า 36 รังในพื้นที่ที่มีเสียงดัง ขณะที่พบเพียง 3 รังในพื้นที่ที่ไม่มีเสียง Francis ระบุว่า ที่เป็นแบบนั้นก็เนื่องจากเสียงรบกวนที่เกิดขึ้นในพื้นที่บ่อขุดเจาะก๊าซธรรมชาติไม่มีผลต่อคลื่นความถี่เสียงที่นกฮัมมิ่งเบิร์ดส่งออกไปนั่นเอง หรืออีกสาเหตุหนึ่งก็เนื่องจาก สัตว์ผู้ล่าไม่อยู่ในพื้นที่เสียงดังดังกล่าว นกฮัมมิ่งเบิร์ดจึงเลือกที่จะอยู่บริเวณนั้น
"สรุปโดยรวม มลพิษด้านเสียงจะเป็นการไล่นกให้ออกจากพื้นที่นั้นๆ ซึ่งจะเป็นการลดความหลากหลายของชนิดนกลงมากถึงหนึ่งในสาม โดยเฉพาะนกหายาก/ไม่ได้อยู่ประจำถิ่นซึ่งมีความอ่อนไหวกับภาวะแวดล้อมด้านเสียงสูง" Francis สรุป
เพราะฉะนั้นแล้ว การเข้าสู่เขตอุทยาน พื้นที่ป่า นักท่องเที่ยวควรจะรักษาความสงบทั้งเพื่อความเรียบร้อยส่วนรวม และเพื่อรักษาถิ่นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่าให้เป็นบ้านของพวกเขาอย่างแท้จริง
เสียงผลการศึกษาครั้งใหม่ระบุว่า มลพิษทางเสียงที่เกิดจากมนุษย์ก่อให้เกิดการหยุดชะงัก หรือเข้าไปขัดขวางวิถีชีวิตประจำวันของสัตว์ป่าตั้งแต่การหากินไปจนถึงการขยายพันธุ์
นักวิทยาศาสตร์ได้ค้นพบถึงภัยร้ายแรงที่เป็นผลมาจากการก่อมลพิษทางเสียงจากมนุษย์ที่มีผลต่อสัตว์ป่าจากการทำการศึกษาในอุทยานแห่งชาติ Denali ในรัฐอลาสก้า, อุทยานแห่งชาติ Yosemite ในรัฐอลาสก้า และ อุทยานแห่งชาติ Yellowstone ในรัฐไวโอมิ่ง สหรัฐอเมริกา โดยการศึกษาพบว่าเครื่องบิน ถนน หรือกระทั่งเสียงที่เกิดจากการใช้พื้นที่ของมนุษย์ในอุทยานแห่งชาติล้วนแต่ก่อให้เกิดภัยคุกคามต่อสัตว์ป่าทั้งสิ้น
 

การเกษตรส่งผลเสียต่อสภาพภูมิอากาศมากกว่าทำลายป่า

อีเมล พิมพ์ PDF

เกษตรเป็นเรื่องน่าตื่นตะลึงหลังจากที่รัฐบาลได้เข้าจับกุมชุมชนใน Alta Floresta ประเทศบราซิล ที่ตั้งอยู่บนอดีตผืนป่าขนาดกว่า 60,000 เอเคอร์ในปีค..2005 ทำให้เกษตรกรและนักตัดไม้กลายเป็นอาชญากรด้านสิ่งแวดล้อมมันเป็นปฏิบัติการที่โหดร้ายและทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจในชุมชนหยุดชะงักนายกเทศมนตรีแสดงความเห็นถึงเหตุการณ์ครั้งนั้นต่อนักวิจัยจากมหาวิทยาลัย Princeton

 

ถ่านหินกระบี่ สะเทือนถึงกาลิมันตัน

อีเมล พิมพ์ PDF

กาลิมันตันจากงานเสวนาการจัดทำข้อเสนอต่อรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม กรณีโครงการก่อสร้างท่าเทียบเรือขนถ่านหินและโรงไฟฟ้าถ่านหินจังหวัดกระบี่ คุณจริยา เสนพงศ์ ผู้ประสานงานด้านพลังงานและการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศกรีนพีซ ได้พูดในประเด็นถ่านหินกระบี่กับวาระสิ่งแวดล้อมระหว่างประเทศ หลังจากได้ลงไปสำรวจพื้นที่ “กาลิมันตัน” ประเทศอินโดนิเซีย พื้นที่สำคัญในการนำเข้าถ่านหินมายังประเทศไทย ว่าจะเกิดผลกระทบอย่างไรบ้างหากโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่เกิดขึ้น

 

มุมมองอีกด้านต่อประทานบัตรโครงการเหมืองโปแตชอาเซียน

อีเมล พิมพ์ PDF
หลังจากเมื่อวันที่ 16 ก.พ.58 ที่ผ่านมา กระทรวงอุตสาหกรรม ได้จัดพิธีมอบใบอนุญาตประทานบัตรเหมืองแร่โปแตช ในโครงการเหมืองแร่โปแตชอาเซียน อำเภอบำเหน็จณรงค์ จังหวัดชัยภูมิ ให้แก่ บริษัทเหมืองแร่โปแตชอาเซียน จำกัด (มหาชน) และจัดแถลงข่าวเรื่อง “ประทานบัตรเหมืองแร่โปแตชใบแรกของไทย 30 ปีที่รอคอย" ที่ห้องประชุมทองคำ ชั้น 1 กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) โดยมีนายจักรมณฑ์ ผาสุกวนิช  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม  เป็นประธานในพิธี
ข้อมูลโครงการฯ ระบุว่า ได้รับประทานบัตรเลขที่ 31708/16118 เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2558 ครอบคลุมพื้นที่ 9,700 ไร่ มูลค่าการลงทุนกว่า 4 หมื่นล้านบาท มีอายุประทานบัตร 25 ปี   โดยสามารถผลิตปุ๋ยโพแทสเซียมคลอไรด์ได้ประมาณ 1.1 ล้านตันต่อปี คิดเป็นมูลค่ากว่า 1 หมื่นล้านบาทต่อปี ตลอดระยะเวลา 25 ปี จะสามารถผลิตปุ๋ยได้ประมาณ 17.33 ล้านตัน  ด้าน สัดส่วนการถือหุ้นบริษัทจะประกอบด้วย กระทรวงการคลัง 24.17% กรมธนารักษ์ 11.50% บมจ.บางจาก 11.32% ประเทศอินโดนีเซีย 9.81% มาเลเซีย 9.81% กลุ่มไทย-เยอรมัน ไมนิ่ง 22.46% อาซาฮี 1.84% เครือเจริญโภคภัณฑ์ 0.80% บรูไน ฟิลิปปินส์ และสิงคโปร์ ประเทศละ 0.75% โดยรวมแล้วฝ่ายไทยถือหุ้นสูงสุด 67.30% ประเทศสมาชิกอาเซียน 21.87% และอื่นๆ 10.83%
ขณะเดียวกันก็มีมุมมองของนักวิชาการ และนักพัฒนาเอกชน (เอ็นจีโอ) ที่เฝ้าติดตามปัญหาผลกระทบจากการทำเหมืองแร่ และเสียงสะท้อนจากชาวบ้านในพื้นที่โครงการเหมืองแร่โปแตช จังหวัดอุดรธานี  ต่อกรณีการออกประทานบัตรทำเหมืองแร่ โครงการเหมืองแร่โปแตชอาเซียนดังกล่าว
เริ่มต้นที่นายสันติภาพ  ศิริวัฒนไพบูลย์ อาจารย์ภาควิชาวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี ได้ตั้งข้อสังเกตว่า โครงการเหมืองแร่โปแตชอาเซียน มีการผลักดันกันมานานก่อนโครงการเหมืองแร่โปแตชอุดรธานี ปี 27 ซึ่งรัฐบาลไทยโดยกระทรวงการคลังเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ได้แสวงหาความร่วมมือกับบริษัทเอกชนหรือรัฐวิสาหกิจจากประเทศอื่นในอาเซียนมาร่วมลงทุน ดังนั้นจึงเรียกว่าเหมืองของรัฐบาลก็ว่าได้
"ไม่ว่ารัฐบาลไหนมาก็ผลักดันโครงการเหมืองแร่โปแตชอาเซียน ประกอบกับสถานการณ์ปัจจุบันที่รัฐบาลมีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาด การได้มาซึ่งประทานบัตรก็ยิ่งไม่มีปัญหา อีกทั้งโครงการนี้ มีการซื้อที่ดินทั้งแปลงกว่า 9,000 ไร่ เพื่อทำเหมืองทั้งบนดินและใต้ดินขุดชอนไชลงไป  ซึ่งไม่มีพื้นที่ชาวบ้านอาศัยอยู่ข้างบน ห่างไกลเมือง และหากจะถือเอาผู้มีส่วนได้เสียที่อาจจะได้รับกระทบในเขตเหมืองตามกฎหมายแร่ ก็คงไม่มี"
อาจารย์สันติภาพ กล่าวต่อว่า โครงการนี้ ได้เคยทำการทดลองขุดเอาเกลือไปขายแล้ว ตั้งโรงงานผลิตแร่โปแตช แต่ปัญหาสำคัญก็คือได้มีนักวิชาการด้านธรณีวิทยา ท้วงติงว่าเป็นแร่โปแตชคุณภาพต่ำ มีสัดส่วนของแร่แมกนีเซียมและเกลือสูง ซึ่งจะมีอันตรายและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมมากว่า
"อีกปัญหาหนึ่งของโครงการนี้ก็คือเรื่องน้ำ เพราะในกระบวนการทำเหมืองจะใช้น้ำมาก แต่ปรากฏว่าพื้นที่บริเวณนั้นไม่ค่อยมีแหล่งน้ำ หรือถ้ามีก็จะเป็นการแย่งน้ำจากชุมชน"
ด้านนายสุวิทย์ กุหลาบวงษ์ เลขาธิการคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชนพัฒนาชนบท (กป.อพช.อีสาน) กล่าวว่า การให้ประทานบัตรโครงการเหมืองแร่โปแตชอาเซียน ของกระทรวงอุตสาหกรรมครั้งนี้ เป็นการส่งสัญญาณของรัฐบาลไทยให้กับนายทุนจากประเทศจีนที่กำลังขอสัมปทานแหล่งแร่โปแตชทั่วภาคอีสาน เพื่อให้เกิดความเชื่อมั่นในการลงทุน ซึ่งหากมองในเรื่องของความคุ้มค่าเฉพาะการทำเหมืองคงได้น้อย เพราะเป็นแร่โปแตชชนิดคัลนาไลท์ ที่มีคุณภาพต่ำ แต่ตนมองว่าน่าจะเกิดอุตสาหกรรมต่อเนื่อง และเคมีคอล คอมเพล็กซ์ ตามมามากว่า
"กระบวนการมีส่วนร่วมในการจัดทำรายงานอีไอเอ และการรับรู้ข้อมูลของชาวบ้านในพื้นที่มีน้อยมาก ส่วนการผ่านรายงานก็เป็นไปอย่างเงียบเชียบ เนื่องจากว่ากระทรวงอุตสาหกรรมจะคอยกุมสภาพในพื้นที่ โดยมีนักการเมืองและผู้นำท้องถิ่นที่สนับสนุนเหมือง ข่มขู่คุกคามชาวบ้านไม่ให้มีการคัดค้าน หรือออกมาแสดงความคิดเห็นต่างได้"
นายสุวิทย์ กล่าวด้วยว่า โครงการนี้จะแย่งน้ำชาวบ้าน เพราะเหมืองพูดชัดว่าจะมีการใช้แหล่งน้ำในเขื่อนลำคันฉู ซึ่งกลุ่มชาวบ้านสมัชชาคนจนเคยเรียกร้อง และรัฐบอกว่าเป็นแหล่งน้ำใช้ในการทำเกษตร
สุดท้ายนางมณี บุญรอด แกนนำชาวบ้านกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอุดรธานี ซึ่งเป็นกลุ่มชาวบ้านที่คัดค้านโครงการเหมืองแร่โปแตชจังหวัดอุดรธานี มาเป็นเวลากว่า 14 ปี ก็ได้สะท้อนว่า ตนไม่แปลกใจอะไรที่เหมืองแร่โปแตชอาเซียน อ.บำเหน็จณรงค์ จ.ชัยภูมิ จะได้รับประทานบัตรทำเหมือง เพราะภายใต้สถานการณ์ของกฎอัยการศึกชาวบ้านเหมือนถูกมัดไม้มัดมือ ไม่สามารถเรียกร้องคัดค้านได้ แต่ขณะที่ฝ่ายบริษัทสามารถเดินหน้าขั้นตอนต่างๆ ได้อย่างสบาย ทั้งนี้ ตนก็เคยไปดูงานที่เหมืองโปแตชอาเซียน ซึ่งพบว่าเหมืองดังกล่าวไม่มีชุมชนอาศัยอยู่ เพราะบริษัทเขาซื้อที่ดินทั้งหมด แต่บริเวณรอบเหมือง ก็มีปัญหาดินเค็มแพร่กระจาย แห้งแล้ง และต้นไม้ก็ไม่ค่อยมี
"สภาพพื้นที่มีความแตกต่างกันมากกับโครงการเหมืองแร่โปแตชที่อุดรฯ เพราะที่นี่พื้นที่ตั้งโรงแต่งแร่เป็นสันปันน้ำ มีทางหลวง ทางรถไฟ ทางน้ำ และลำห้วยต่างๆ ในเขตเหมือง ที่สำคัญคือมีชุมชนอาศัยอยู่อย่างหนาแน่น และพื้นที่ทำเกษตรโดยรอบ ซึ่งชาวบ้านก็ได้คัดค้านมาตลอดทุกกระบวนการ"
ข้อมูลเพิ่มเติม ในส่วนโครงการเหมืองแร่โปแตชอุดรธานี ยังอยู่ระหว่างขั้นตอนการจัดตั้งกลุ่มตัวแทนผู้มีส่วนได้เสีย ว่าจ้างบริษัทผู้เชี่ยวชาญเพื่อทำการศึกษารายงานผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) ที่ผ่านความเห็นชอบจากสผ.(สำนักนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม) และการจัดประชุมประชาคมชาวบ้านในเขตคำขอประทานบัตร ที่ยังเหลือในพื้นที่ ตำบลห้วยสามพาด และตำบลหนองไผ่ อำเภอประจักษ์ศิลปาคม และติดปัญหาการคัดค้านของกลุ่มชาวบ้าน
เหมืองแร่หลังจากเมื่อวันที่ 16 ก.พ.58 ที่ผ่านมา กระทรวงอุตสาหกรรม ได้จัดพิธีมอบใบอนุญาตประทานบัตรเหมืองแร่โปแตช ในโครงการเหมืองแร่โปแตชอาเซียน อำเภอบำเหน็จณรงค์ จังหวัดชัยภูมิ ให้แก่ บริษัทเหมืองแร่โปแตชอาเซียน จำกัด (มหาชน) และจัดแถลงข่าวเรื่อง “ประทานบัตรเหมืองแร่โปแตชใบแรกของไทย 30 ปีที่รอคอย" ที่ห้องประชุมทองคำ ชั้น 1 กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) โดยมีนายจักรมณฑ์ ผาสุกวนิช  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม  เป็นประธานในพิธี
 

การตัดป่าอเมซอนทำให้เกิดความแห้งแล้งในบราซิล

อีเมล พิมพ์ PDF
ในอดีตเมืองเซาเปาโล พื้นที่เมืองที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในทวีปอเมริกาใต้ ประเทศบราซิล เคยได้รับการขนานนามว่า "เมืองแห่งน้ำฝน” แต่ปัจจุบันเซาเปาโลมีสภาพไม่ต่างจากทะเลทราย ในฤดูกาลที่ควรจะมีฝนตกแต่กลับแห้งแล้งจนทำให้ประชาชนว่า 20 ล้านชีวิตเผชิญกับสภาวะขาดแคลนน้ำ
ระบบกักเก็บน้ำขนาดยักษ์ Cantereiraซึ่งคอยส่งน้ำให้กับประชาชนราว 9 ล้านคน กลับหลงเหลือปริมาณเพียงร้อยละ 5 ของปริมาณกักเก็บทั้งหมด และคาดว่าจะไม่มีน้ำหลงเหลือภายในเดือนเมษายนนี้ ส่วนระบบกักเก็บน้ำ Alto Trietê ซึ่งส่งน้ำให้กับประชาชน 3 ล้านคนในเมืองก็มีสภาพไม่ดีกว่ากันมากนัก เนื่องจากเหลือปริมาณราวร้อยละ 15 ของปริมาณกักเก็บทั้งหมด และเมื่อเข้าถึงฤดูร้อน ก็ไม่มีทางเลือกใดนอกจากการส่งน้ำปริมาณมหาศาลมาเพื่อแก้ปัญหาก่อนที่เมืองจะขาดน้ำอุปโภคบริโภค และรอให้ฝนเริ่มตกอีกครั้งในเดือนพฤศจิกายน
ปัจจุบันภาครัฐได้ดำเนินการแก้ไขปัญหาโดยสามารถลดปริมาณน้ำที่ส่งมาจากแหล่งสำรองได้ร้อยละ 22 โดยจำกัดการส่งน้ำให้กับประชาชนบางส่วนวันละ 8 ชั่วโมง แต่นโยบายดังกล่าวอาจไม่เพียงพอ และในอนาคตอันใกล้ประชาชนที่อยู่อาศัยในพื้นที่อาจใช้น้ำได้เพียง 2 วันต่อสัปดาห์ ซึ่งผู้คนที่ร่ำรวยได้จัดการปัญหาโดยซื้อถังน้ำขนาดใหญ่และหวังว่าจะช่วยในการเก็บน้ำได้ บางแห่งก็เลือกที่จะขุดเจาะบ่อน้ำส่วนตัว แต่ประชาชนส่วนมากยังไม่อาจดำเนินการตามทางเลือกเหล่านั้นได้ ทำให้วิกฤติและความวุ่นวายจากการขาดแคลนน้ำน่าจะเกิดขึ้นในไม่ช้า
สาเหตุหนึ่งของปัญหาการขาดแคลนน้ำเกิดจากความไม่ใส่ใจ เนื่องจากการจัดการแข่งขันฟุตบอลโลกเมื่อปีกลายและการเลือกตั้งที่จัดขึ้นภายหลังฟุตบอลโลกไม่นาน สถานการณ์เหล่านี้ทำให้ปริมาณน้ำขาดการดูแลเอาใจใส่เท่าที่ควร นอกจากนี้ มีการประมาณการว่าปริมาณน้ำราวร้อยละ 40 ของบราซิลรั่วไหลออกจากระบบเนื่องจากท่อส่งน้ำและระบบสาธารณูปโภคที่ล้าสมัยและขาดการบำรุงรักษา
นอกจากปัจจัยดังกล่าว ปริมาณประชากรที่เพิ่มขึ้นและผลกระทบจากสิ่งแวดล้อมก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่สำคัญ รวมไปถึงการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ส่งผลให้เกิดภาวะความแห้งแล้ง ทั้งนี้เนื่องจากเมืองใหญ่ได้ใช้พลังงานปริมาณมหาศาลจนเกิดสภาวะเกาะความร้อน (heat islands)ที่ลดความชุ่มชื้นในอากาศ แต่สาเหตุหลักที่ใหญ่ที่สุดและสำคัญที่สุดคือการตัดไม้ทำลายป่าอย่างรุนแรงในอเมซอนทางตอนเหนือของบราซิล
มีการศึกษาวิจัยหลายต่อหลายครั้งที่ยืนยันว่าป่าอเมซอนนั้นคือแหล่งกำเนิดฝน เนื่องจากป่าทึบสามารถสร้างความชุ่มชื้นซึ่งจะถูกพัดพาโดยกระแสลมจากแอตแลนติก ความชุ่มชื้นนั้นเดินทางไปทางทิศตะวันตก ปะทะกับเทือกเขาแอนดีสและพัดต่อมายังทิศใต้  ก่อนจะกลายเป็นฝนตกมายังพื้นที่เกษตรกรรมซึ่งเป็นอู่ข้าวอู่น้ำของประเทศบราซิลและเมืองเซาเปาโล ป่าอเมซอนซึ่งเปรียบได้กับเครื่องผลิตฝนขนาดใหญ่ได้ถูกทำลายลงเนื่องจากพื้นที่ป่าที่หดหายไป
อย่างน้อยที่สุด เหตุการณ์นี้ก็ย้ำเตือนให้ชาวบราซิลได้สติและเผชิญหน้ากับปัญหา โดยมีการรวมตัวระหว่างภาคประชาสังคมและกลุ่มองค์กร ร่วมมือกับนักสิ่งแวดล้อมที่เรียกร้องให้หยุดกระบวนการตัดไม้ทำลายป่า เนื่องจากความหายนะของระบบนิเวศกำลังจะนำมาซึ่งความยากจนเชิงประจักษ์ แต่การเคลื่อนไหวดังกล่าวจะสามารถยับยั้งวิกฤตการณ์และทันเวลาหรือไม่ ก็ยังไม่มีใครสามารถตอบได้
ถอดความจาก “How razing the rainforest has created a devastating drought in Brazil”โดยGeoffrey Lean เข้าถึงได้ที่ http://www.telegraph.co.uk/news/worldnews/southamerica/brazil/11410081/How-razing-the-rainforest-has-created-a-devastating-drought-in-Brazil.html
ถอดความโดย รพีพัฒน์ อิงคสิทธิ์
บราซิลในอดีตเมืองเซาเปาโล พื้นที่เมืองที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในทวีปอเมริกาใต้ ประเทศบราซิล เคยได้รับการขนานนามว่า "เมืองแห่งน้ำฝน” แต่ปัจจุบันเซาเปาโลมีสภาพไม่ต่างจากทะเลทราย ในฤดูกาลที่ควรจะมีฝนตกแต่กลับแห้งแล้งจนทำให้ประชาชนว่า 20 ล้านชีวิตเผชิญกับสภาวะขาดแคลนน้ำ
 

จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อมนุษย์หายไปจากโลก

อีเมล พิมพ์ PDF
แม้มนุษย์จะเป็นสาเหตุหลักที่ก่อให้เกิดมลพิษบนโลกใบนี้ แต่ถ้าหากจู่ๆ มนุษย์หายไปจากโลกพร้อมๆ กัน จะเกิดผลกระทบอะไรขึ้นบ้าง?
เริ่มต้นจากไม่กี่สัปดาห์ต่อมาจะเกิดความวุ่นวายยุ่งเหยิงขึ้นเมื่อพลังงาน เชื้อเพลิง ไฟฟ้า จะดับลงไม่กี่ชั่วโมงภายหลังจากที่มนุษย์หายตัวไป เมื่อไม่มีไฟฟ้า รั้วไฟฟ้าล้อมคอกวัว ไก่ หมู ก็จะไม่ทำงาน ส่งผลให้ปศุสัตว์เหล่านั้นที่รวมกันแล้วมีมากกว่าสองหมื่นหนึ่งพันล้านตัวก็จะหลุดออกมา เริ่มหิวโหยที่ไม่มีมนุษย์ป้อนอาหาร หรือบางส่วนอาจจะกลายเป็นอาหารของสุนัข แมว หรือสัตว์อื่นๆ ที่มนุษย์นำมาเลี้ยงในเมือง
100 ปีหลังจากนั้นสิ่งก่อสร้างที่ทำจากไม้ก็จะหายไป แต่สิ่งก่อสร้างหรือวัสดุที่ทำจากเหล็กจะอยู่ได้นานกว่านั้นอีกนิดหน่อยแต่ท้ายที่สุดก็จะถูกสนิมกัดกินหรือทำปฏิกิริยากับออกซิเจนกลายเป็นไอรอนออกไซด์และหายไปเองหากไม่ได้ทำการเคลือบกันสนิมเอาไว้
ไม่กี่ร้อยปีต่อจากนั้นสัตว์ที่ยังไม่สูญพันธุ์ไปก็จะกลับมาขยายอาณาเขต ขยายอำนาจเหมือนก่อนที่มนุษย์จะเข้ามายุ่งเกี่ยว แต่ถ้าหากยังมีสิ่งหนึ่งที่ไม่สูญสลายหายไปไหน สิ่งนั้นก็เห็นจะเป็น "ขยะ" ซึ่งทำจากยาง พลาสติกที่ยากจะย่อยสลายด้วยแบคทีเรียหรืออย่างที่เหล็กกลายเป็นสนิม
แม้มนุษย์จะหายไปจากโลกใบนี้ทั้งหมด แต่สิ่งที่มนุษย์เคยทำไว้กับโลกจะยังคงส่งผลกระทบต่อไปอีกนาน
มนุษย์จึงเป็นได้ทั้งผู้สร้างและผู้ทำลาย แม้เราจะไม่ทราบว่าเผ่าพันธุ์มนุษยชาติจะสูญหายไปจากโลกใบนี้เมื่อไหร่ แต่เราก็สามารถร่วมกันคนละไม้คนละมือในการดูแลรักษาโลกของเราได้โดยเฉพาะลดการใช้วัสดุที่ทำจากพลาสติก ยาง สิ่งที่ย่อยสลายยาก เพื่อให้โลกของเราน่าอยู่และมนุษย์จะได้อยู่คู่โลกไปนานแสนนานอย่างสงบสันติไม่เบียดเบียนธรรมชาติมากที่สุด
รับชมวีดีโอ What If Humans Disappeared?
มนุษย์แม้มนุษย์จะเป็นสาเหตุหลักที่ก่อให้เกิดมลพิษบนโลกใบนี้ แต่ถ้าหากจู่ๆ มนุษย์หายไปจากโลกพร้อมๆ กัน จะเกิดผลกระทบอะไรขึ้นบ้าง?
 

WEBSITE UPDATE : ร่วมรักษาป่าใหญ่ให้คนไทยทั้งชาติกับมูลนิธิสืบนาคะเสถียร YOU CAN HELP


รับข่าวสาร

Community

Instagram

ebooks

สาส์นสืบฉบับล่าสุด

สาส์นสืบ
สาส์นสืบ ฉบับ
สัปทานเลือดระเบิด(เลียง)ผา
ที่เขาผาแรด ดาวน์โหลด

Who's online

เรามี 136 บุคคลทั่วไป ออนไลน์

nodam
SNF SHOP
thai_green_map

ฐานข้อมูลเพื่อการบริหารจัดการพื้นที่คุ้มครอง

<<  มีนาคม 2015  >>
 จ.  อ.  พ.  พฤ  ศ.  ส.  อา 
      
  2  3  4  5  6  7  8
  9101112131415
16171819202122
23242526272829
3031     


SNF Shop

http://www.seub.or.th/components/com_gk2_photoslide/images/thumbm/391275shop_2014_01.jpg http://www.seub.or.th/components/com_gk2_photoslide/images/thumbm/200744shop_2014_02.jpg http://www.seub.or.th/components/com_gk2_photoslide/images/thumbm/657611shop_2014_03.jpg http://www.seub.or.th/components/com_gk2_photoslide/images/thumbm/869180shop_2014_04.jpg http://www.seub.or.th/components/com_gk2_photoslide/images/thumbm/486169shop_2014_05.jpg http://www.seub.or.th/components/com_gk2_photoslide/images/thumbm/373229shop_2014_06.jpg http://www.seub.or.th/components/com_gk2_photoslide/images/thumbm/465487shop_2014_07.jpg http://www.seub.or.th/components/com_gk2_photoslide/images/thumbm/366116shop_2014_08.jpg http://www.seub.or.th/components/com_gk2_photoslide/images/thumbm/227221shop_2014_09.jpg

ผู้สนับสนุนมูลนิธิ

http://www.seub.or.th/components/com_gk2_photoslide/images/thumbm/261334porarr.jpg http://www.seub.or.th/components/com_gk2_photoslide/images/thumbm/343539sponsor_banjak.jpg http://www.seub.or.th/components/com_gk2_photoslide/images/thumbm/764700banner_sponcer_passaya.jpg http://www.seub.or.th/components/com_gk2_photoslide/images/thumbm/437857banner_sponcer_scb.jpg http://www.seub.or.th/components/com_gk2_photoslide/images/thumbm/827349banner_sponcer_scg.jpg http://www.seub.or.th/components/com_gk2_photoslide/images/thumbm/942074banner_sponcer_siam_culture_park.jpg http://www.seub.or.th/components/com_gk2_photoslide/images/thumbm/593753ad_apaiphubat.jpg http://www.seub.or.th/components/com_gk2_photoslide/images/thumbm/978054hsbc.jpg http://www.seub.or.th/components/com_gk2_photoslide/images/thumbm/829519sponcer_b2s.jpg http://www.seub.or.th/components/com_gk2_photoslide/images/thumbm/405145sponcer_citibang.jpg http://www.seub.or.th/components/com_gk2_photoslide/images/thumbm/774588adsponcer_friday.jpg
สำหรับเจ้าหน้าที่ iconkeyy สถิติการเข้าชมเว็บไซต์ ครั้ง

nodam