• Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size
http://www.seub.or.th/components/com_gk2_photoslide/images/thumbm/924084cablecar.jpg http://www.seub.or.th/components/com_gk2_photoslide/images/thumbm/645416stickerline_______________________________________.jpg http://www.seub.or.th/components/com_gk2_photoslide/images/thumbm/649893SCBSHOP.jpg http://www.seub.or.th/components/com_gk2_photoslide/images/thumbm/688702Bangchak_cards.jpg
  • 0
  • 1
  • 2
  • 3

เราอยู่ในโลกที่ร้อนขึ้นทุก 3 ปี

อีเมล พิมพ์ PDF

โลกร้อนจากข้อมูลขององค์การนาซา ในปี พ.ศ. 2559 อุณหภูมิพื้นผิวโลกได้ทุบสถิติปีที่ร้อนที่สุด 0.12 องศาเซลเซียส โดยตัวเลขดังกล่าวบันทึกไว้เมื่อปี พ.ศ. 2558 ซึ่งทุบสถิติก่อนหน้า 0.13 องศาเซลเซียสซึ่งบันทึกเมื่อปี พ.ศ. 2557 โดยก่อนหน้านั้น มีการบันทึกการทำลายสถิติเมื่อปี พ.ศ. 2551 และ พ.ศ. 2548 ตามลำดับ

 

'นกเงือก' กับภาวะโลกร้อน

อีเมล พิมพ์ PDF
นกเงือกกับภาวะโลกร้อน
นอกจากปัจจัยการคุกคามด้านศัตรูตามธรรมชาติและมนุษย์ที่ทำให้จำนวนนกเงือกลดลงแล้ว “ภาวะโลกร้อน” เองก็ไม่ได้ส่งผลกระทบเฉพาะมนุษย์เท่านั้น แต่เชื่อมโยงไปถึงวัฏจักรธรรมชาติที่ผิดเพี้ยนไปจากเดิม และสิ่งมีชีวิตที่อาศัยพึ่งพาหากินกับต้นไม้เช่น นกเงือก ก็ต้องประสบปัญหาในมิติของนกเงือกเช่นกัน
ผศ.ดร.วิจักขณ์ ฉิมโฉม เลขาธิการมูลนิธิศึกษาวิจัยนกเงือก รายงานสถานการณ์นกเงือกประจำปี เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ที่คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล (พญาไท) ในวันรักนกเงือก ตอน รวมใจให้ กล่าวว่า หนึ่งในปัจจัยสำคัญในการเพิ่มขึ้นหรือลดลงของจำนวนประชากรนกเงือก นั่นคือสภาพอากาศที่มีผลกระทบต่อเนื่องจากสภาวะโลกร้อน
ปริมาณน้ำฝนที่ลดลงและอุณหภูมิโลกที่ร้อนระอุขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้การเข้ารังของนกเงือกลดน้อยลงอย่างมีนัยยะสำคัญ สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้ต้องวิเคราะห์หาสาเหตุดังกล่าว
มูลนิธิศึกษาวิจัยนกเงือกได้วิเคราะห์ปริมาณอาหารนกเงือกที่มีอยู่ในธรรมชาติ พบว่าผลผลิตทางอาหารของนกเงือกตามธรรมชาติ ในสภาพอากาศแห้งแล้ง อุณหภูมิสูงขึ้น ปริมาณน้ำลดลง ทำให้พรรณไม้ที่เป็นอาหารของนกเงือก ทั้ง ตาเสือ ยางโอน และไทรหลายชนิด ลดลงตามไปด้วย อันเป็นผลมาจากภาวะโลกร้อนอย่างชัดเจน ที่ทำให้การเข้ารังและการขยายพันธุ์ลดลง จำนวนประชากรลูกนกเงือกใหม่ใหม่ๆ จึงน้อยมาก ยกตัวอย่างในพื้นที่เขาใหญ่ การเพิ่มปริมาณประชากรลูกนกเงือกใหม่ในปีที่ 2559 ที่ผ่านมา มีจำนวนลดลงกว่าปี 2558 ถึง 83 ตัว
อย่างไรก็ตาม ในปี พ.ศ. 2560 นี้ มีปริมาณน้ำฝนปริมาณมาก คาดหวังว่าประชากรนกเงือกจะเพิ่มจำนวนขึ้นมาก
กราฟ
นี่คือการผกผันของจำนวนประชากรนกเงือกที่ได้รับผลกระทบจากความแห้งแล้ง
ด้านกระบวนการศึกษาวิจัยเรื่องการติดตามนกเงือก ผศ.ดร.วิจักขณ์ ฉิมโฉม กล่าวว่าใช้วิธีการติดตามผ่านเครื่องส่งสัญญาวิทยุดาวเทียม และนำมารวบรวมข้อมูลพบว่า สิ่งที่น่าสนใจที่สุดนั่นก็คือนกเงือกกรามช้างปากเรียบ ซึ่งได้ติดตามในเฟสที่สอง ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2556-2558 ผลที่ได้ยังคงยืนยันแบบเดียวกัน นั่นก็คือ นกเงือกชนิดนี้ มีการอพยพหลังจากสิ้นสุดฤดูผสมพันธุ์เดือนมิถุนายน จากเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง จังหวัดอุทัยธานี บินอพยพลงใต้ตามแนวเทือกเขาสันกาลาคีรี ไปสิ้นสุด รวมฝูง และจับคู่ที่ประเทศมาเลเซียในช่วงผสมพันธุ์ ซึ่งประเทศมาเลเซียเป็นพื้นที่ผสมพันธุ์ของนกเงือก (Breeding site) แล้วประมาณเดือนมกราคมก็จะบินกลับมาที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้งอีกครั้ง
แผนการทำงานต่อไปที่มูลนิธิศึกษาวิจัยนกเงือกจะต้องทำคือ เส้นทางอพยพของนกเงือก (Migration route) ซึ่งระหว่างอพยพนกเงือกจะมีจุดแวะพักระหว่างทาง (Stopvoer site) หลายแห่ง เพราะฉะนั้นก็ต้องเข้าไปสำรวจ ดูแลและทำการประชาสัมพันธ์ข้อมูล โดยหวังว่างานนี้จะได้รับการสนับสนุนในโอกาสต่อไป
นอกเหนือไปจากนั้น ปีนี้มีวาระพิเศษที่จะมีการประชุมวิชาการนกเงือกระดับนานาชาติ ครั้งที่ 7 ซึ่งจะมีการจัดทุกๆ 4 ปี ระหว่างวันที่ 16-18 พฤษภาคม 2560 ที่ ซาราวัค ประเทศมาเลเซีย  เชิญผู้สนใจเสนอผลงาน หรือเข้าร่วมงานประชุม http://internationalhornbillconference2017.com/ หรือ https://www.facebook.com/7thinternationalhornbillconference2017
hornbillนอกจากปัจจัยการคุกคามด้านศัตรูตามธรรมชาติและมนุษย์ที่ทำให้จำนวนนกเงือกลดลงแล้ว “ภาวะโลกร้อน” เองก็ไม่ได้ส่งผลกระทบเฉพาะมนุษย์เท่านั้น แต่เชื่อมโยงไปถึงวัฏจักรธรรมชาติที่ผิดเพี้ยนไปจากเดิม และสิ่งมีชีวิตที่อาศัยพึ่งพาหากินกับต้นไม้เช่น นกเงือก ก็ต้องประสบปัญหาในมิติของนกเงือกเช่นกัน
 

ปาฐกถาพิเศษ 'ในหลวง ร.9 กับการอนุรักษ์'

อีเมล พิมพ์ PDF
ปัญหาเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือเรื่องโลกร้อนนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 พระองค์ทรงกล่าวมาก่อนที่ประเด็นนี้จะได้รับการอธิบายอย่างแพร่หลาย พระองค์ทรงมีพระราชดำรัสพูดถึงโลกร้อนไว้ ตั้งแต่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2532 ซึ่งเวลานั้นยังไม่เป็นที่สนใจ และมีการพูดถึงกันน้อยมาก
โดยทรงพระราชดำรัสไว้ในโอกาสวันเฉลิมพระชนพรรษา ความว่า "เพราะว่ามีสารคาร์บอนขึ้นไปในอากาศมาก จะทำให้เหมือนตู้กระจกครอบ แล้วโลกนี้ก็จะร้อนขึ้น เมื่อโลกนี้ร้อนขึ้นมีหวังว่าน้ำแข็งจะละลายลงทะเล และรวมทั้งน้ำในทะเลนั้นจะพองขึ้นถ้าเราศึกษาอย่างใจเย็น อย่างมีเหตุผลแล้ว ก็จะหาทางแก้ไขได้ หรืออย่างน้อยก็พยายามแก้ไขมันดีกว่าที่จะมาขัดแย้งกัน..."
ปีนี้ผมอายุ 49 ปี ผมจำได้ว่าตั้งแต่เด็กเรื่องความสำคัญของป่าไม้เราไม่ได้เรียน เราเพิ่งมาตระหนักถึงความสำคัญของป่าไม้กันอย่างจริงจังในช่วงประมาณหลังปี พ.ศ. 2530 ด้วยซ้ำไป พระองค์ท่านไปเรียนที่สวิสเซอร์แลนด์จึงได้เรียนกับอาจารย์ฝรั่ง ตอนที่ผมเรียนมัธยมปลายเพิ่งจะมีข้อมูลเรื่องพวกนี้เข้ามา ซึ่งผมเรียนคณะวิทยาศาสตร์จึงมีการพูดถึง แต่ท่านพูดไว้แล้วตั้งแต่ปี พ.ศ. 2532 ต่อมาค้นเจออีกว่ามีพระราชดำรัสเมื่อปี พ.ศ. 2512
โดยมีการค้นพบว่าเรื่องป่าไม้มีความสำคัญกับประเทศไทยจากหนังสืออุทยานแห่งชาติใต้ร่มพระบารมีจักรีภูมิพล ที่กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช โดยมีพระราชดำรัสในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 วันพฤหัสบดีที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2512 ว่า "...อาจมีบางคนไม่เข้าใจว่าทำไมจึงสนใจเรื่องชลประทานหรือเรื่องป่าไม้ จำได้ว่าเมื่ออายุ 10 ขวบ ที่โรงเรียนมีครูคนหนึ่งซึ่งเดี๋ยวนี้ตายไปแล้วสอนเรื่องวิทยาศาสตร์ เรื่องการอนุรักษ์ดิน แล้วให้เขียนว่า ภูเขาต้องมีป่าไม้ไม่อย่างนั้นเม็ดฝนตกลงมาแล้ว จะชะดินลงมาเร็ว ทำให้ไหลตามน้ำไป ไปทำความเสียหาย ดินหมดจากภูเขาเพราะไหลตามสายน้ำไป ก็เป็นหลักของป่าไม้เรื่องการอนุรักษ์ดิน และเป็นหลักชลประทานที่ว่า ถ้าเราไม่รักษาป่าไม้ข้างบนจะทำให้เดือดร้อนตลอด ตั้งแต่ดินบนภูเขาจะหมดไป กระทั่งการที่จะมีตะกอนลงมาในเขื่อน มีตะกอนลงมาในแม่น้ำ ทำให้น้ำท่วม นี่น่ะเรียนมาตั้งแต่อายุ 10 ขวบ..."
ผมขออนุญาตยกเรื่องปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาพูด เพราะเป็นเครื่องมือที่สำคัญที่สุดในระดับโลก และถือได้ว่าเป็นปรัชญาเปลี่ยนโลก ปรัชญาที่หยุดการทำลายโลก แต่แทบไม่เคยคิดอะไรแบบนี้อย่างเป็นระบบ ดังนั้น เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่มาก
ผมเคยคิดอยู่นานว่า พอเพียง คือ พอดีไหม พอดีเข้าใจง่ายกว่า แต่พอเพียงลึกซึ้งกว่า สิ่งที่เข้าใจง่าย เข้าใจยาก และลึกซึ้ง มันทำได้ยาก ถ้าไม่มีแผนภาพ ไดอะแกรม หรือระบบความคิด
3 ห่วง 2 เงื่อนไข คือ ห่วงความพอประมาณ ห่วงความมีเหตุมีผล ห่วงความมีภูมิคุ้มกัน และเงื่อนไขความรู้ กับเงื่อนไขคุณธรรม เป็นเรื่องสำคัญที่สุด คือ เศรษฐกิจพอเพียง มีบ้านเล็กๆ มีข้าวปลูก และขุดบ่อปลา เป็นสัญลักษณ์ใหญ่และเป็นแนวทาง แต่พอประมาณ มีเหตุมีผล มีภูมิคุ้มกันในตัวที่ดี 3 ห่วง คิดได้ประมาณ 2 ปี คิดได้แต่การปฏิบัติความรู้กับคุณธรรมนั้น สองสิ่งนี้เป็นเรื่องของการวางแผนการปฏิบัติที่มีหลายเรื่องเป็นองค์ประกอบ
หากพูดถึงการอนุรักษ์ ผู้ที่นำทางความคิดของผมว่าปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเกี่ยวข้องกับการอนุรักษ์อย่างไร เกิดขึ้นครั้งที่ผมถูกเชิญไปวิวาทะขณะสถานการณ์การเมืองกำลังร้อนแรง ตอนนั้นผมเริ่มมีชื่อเสียงหลังจากผ่านเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ ประมาณต้นปี พ.ศ. 2555 แล้ว กลุ่มนักคิดทางการเมืองได้เชิญผมมาวิวาทะเรื่องเขื่อนแม่วงก์ที่ร้านหนังสือปัญญาชนสายเสรีนิยมประชาธิปไตย ผมเตรียมข้อมูลว่ากักเก็บน้ำเท่าไหร่ ท่วมป่าเท่าไหร่ มีเสือกี่ตัวที่ได้รับผลกระทบ ปรากฏว่าผมไม่ได้พูดเรื่องนั้น ผมโดนเปิดด้วยนักคิดหนุ่มที่เป็นนักธุรกิจท่านหนึ่ง เขาบอกว่าไม่ค่อยอิงกับแนวคิดด้านการอนุรักษ์เพราะน่าจะเป็นเรื่องเดียวกับหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง วันนั้นเราคุยเรื่องนั้นกันอยู่ 3 ชั่วโมง เราตอบโต้กันในบทความ เฟสบุ๊ค อย่างดุเด็ดเผ็ดร้อนกันอยู่พักหนึ่ง ผมยอมรับว่าไม่อยู่ในฝ่ายเศรษฐกิจพอเพียง เพราะผมไม่ใช่จริงๆ ผมไม่ได้คิดว่าการอนุรักษ์เกี่ยวข้องกับเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงแม้จะเป็นเรื่องคล้ายๆ กัน แต่จากการวิวาทะครั้งนั้นมันทำให้เราได้คิดอะไรเยอะ ประมาณ 3 เดือนที่แล้วผมคิดว่ามันน่าจะใช่
ผมเคยทำโมเดลเรื่องคนอยู่ได้ ป่าอยู่ได้ สัตว์ป่าอยู่ได้ ตอนที่พระองค์ท่านทำเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง ผมเข้าไปทำงานกับชุมชนในป่าอุ้มผาง ผมคิดง่ายๆ ว่า ข้าว เกลือ พริก เป็นวิถีชีวิตของคนชาติพันธุ์กะเหรี่ยงในชุมชนที่ผมเข้าไปทำงานด้วย การปลูก ‘ข้าว’ คือ ที่ดินทำกิน ‘เกลือ’ เป็นสิ่งที่เขาผลิตไม่ได้ ปัจจัยการผลิต คือ ‘พริก’ เป็นรายได้อย่างเดียวของเขา และถือเป็นสัญลักษณ์ของรายได้ เราจะทำอย่างไรให้สามส่วนนี้เป็นฐานไปสู่ความยั่งยืน โดยตีความในเรื่องต่างๆ ทำอย่างไรให้เกิดความพอเพียงพอดี
ผมเข้าไปทำงานในป่าเยอะ แต่ไม่ได้ทำงานเชิงวิทยาศาสตร์แบบของมูลนิธิศึกษาวิจัยนกเงือก แต่เป็นการทำงานเชิงสังคมร่วมกับชุมชนมากกว่า
ดร. เจมส์ วาย ซี เยน (James Y C Yen) เป็นนักการศึกษาและนักพัฒนาชาวจีน มีปรัชญาของนักสังคมนิยม NGO เวลาที่เข้าไปทำงานกับชาวบ้านว่า"มนุษย์ทุกคนมีคุณค่าและศักดิ์ศรีของความเป็นคนเท่ากันจึงมีสิทธิพึงจะได้รับการปฏิบัติด้วยความยุติธรรมและมีเกียรติในฐานะเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน"
การที่ NGO จะเดินเข้าไปทำงานกับชุมชนได้นั้นเราต้องเชื่อในเรื่อง (1) ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และ (2) เชื่อว่าแต่ละคนสามารถพัฒนาได้ และมีความต่างได้ แต่อย่าดูถูกดูแคลนสติปัญญา คิดอะไรเป็นพื้นฐาน
และเรื่องสมดุลและความพอเพียงของคนกระเหรี่ยง ต้นไม้ ดิน น้ำ ลม ไฟ สัตว์ป่า และคน อยู่อย่างสมดุล โลกก็จะอยู่อย่างสันติสุข แต่ถ้าคน ครอบครัว ชุมชน และโลก มีปัญหาเมื่อไหร่ ต้นไม้ ดิน น้ำ ลม ไฟ สัตว์ป่า ก็จะมีปัญหาตามมา
ผมพาชาวบ้านจับพิกัดพื้นที่ภูมิประเทศด้วยเครื่องมือทันสมัยอย่างจีพีเอส (Global Positioning System : GPS) กับเจ้าหน้าที่กรมอุทยานฯ และให้ดูแผนที่ เพราะผมเชื่อว่าชาวบ้านสามารถพัฒนาได้ ปรากฏว่าเขาสามารถตกลงเรื่องแนวเขตบนเทคโนโลยีจีพีเอสกับแผนที่ภูมิประเทศได้ ดังนั้น สิ่งนี้ยืนยันว่ามนุษย์มีความสามารถที่จะเรียนรู้
และที่สำคัญประชาชนชาวบ้านมีสิทธิ์ที่จะพ้นจากความยากจนได้ ดังนั้น รูปแบบการทำงานของเราจึงต้องดึงฝ่ายราชการเข้าไปสร้างการมีส่วนร่วมด้วยความสัมพันธ์ฉันท์มิตร และสร้างความน่าเชื่อถือจากประชาชนได้ ทำงานร่วมกับผู้นำชุมชนที่เป็นทางการอย่างกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และผู้นำอย่างไม่เป็นทางการ เช่น ปราชญ์ชุมชน สร้างการประชุมรูปแบบต่างๆ และเข้าไปเป็นคนกลางจัดการความขัดแย้ง เกิดกิจกรรมการร่วมมือในการอนุรักษ์ และมีโมเดลจัดการลดความขัดแย้งในผืนป่าตะวันตกอย่างมีส่วนร่วม
พื้นที่ที่ผมเข้าไปทำงานบ่อยๆ คือ 7 หมู่บ้าน ภายในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันออก ปรากฏว่าโครงการที่นั่งคิดอะไรซับซ้อนที่ซึ่งเดี๋ยวนี้เจ้าหน้าที่กับชาวบ้านทำงานร่วมกันอย่างเป็นมิตร ทั้งที่เมื่อก่อนเป็นคู่ขัดแย้งกัน เจ้าหน้าที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันออก สามารถช่วยเจ้าหน้าที่มูลนิธิสืบนาคะเสถียรคิดโมเดลที่มีความซับซ้อนวุ่นวายของผม เขามีปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาทำงานอนุรักษ์ ว่าจะทำงานกับชาวบ้านบนทางสายกลาง คือเรื่อง 3 ห่วง พอประมาณ มีเหตุมีผล และมีภูมิคุ้มกัน ซึ่งดูเป็นนามธรรม แต่พอเป็นรูปธรรม รายงานคือสิ่งที่ตอบโจทย์ทั้งหมด
ความพอประมาณ คือการทำไร่หมุนเวียนเกษตรพอเพียง ใช้แนวทางการมีส่วนร่วมในการหาทางออก ข้อมูลการใช้ที่ดิน ให้พอประมาณ ไม่เยอะไป ไม่มากไป
มีเหตุมีผล คือ มีเวทีพูดคุยทุกรูปแบบ เกิดความยอมรับทั่วกันในการจัดการพื้นที่ มีแผนที่แสดง ร่วมกันตรวจสอบ มีกติกา และขั้นการจัดการปัญหา
มีภูมิคุ้มกัน คือ การพึ่งตนเอง เช่น ปลูกผัก ทอผ้า เครือข่ายกลุ่มคนทำงาน เช่น กลุ่มหมอปฏิวัติ กรรมการชุมชน และอื่นๆ การฟื้นฟู ดูแลป่า มีกติกาชุมชนและข้อมูลแผนที่ ประสานการทำงานกับองค์กรภายนอก
โดยมีเงื่อนไขความรู้ มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กฎหมายวัฒนธรรม การจัดการเชิงระบบนิเวศ พาไปดูงาน เสริมความรู้ด้านอาชีพ และมีเงื่อนไขคุณธรรม เข้าใจเข้าถึงพัฒนา ใช้หลักธรรมาภิบาล เจ้าหน้าที่ไม่กลั่นแกล้งชาวบ้าน ชาวบ้านก็เคารพข้อกฎหมายกติกาที่ตกลงไว้
ผมยอมรับว่าเศรษฐกิจพอเพียงกับงานอนุรักษ์มันไปด้วยกันได้ เพราะเจ้าหน้าที่ป่าไม้ที่เขตรักษาพันธุ์ทุ่งใหญ่นเรศวรทำโมเดลให้ผมดู นี่คือสิ่งที่หัวหน้าเขตหัวหน้าพื้นที่ และเจ้าหน้าที่ร่วมกันคิดขึ้นมา
แต่เรื่องใหญ่ที่ผมจะพูดไม่ใช่เรื่องนี้ แต่เป็น “ทางสายกลาง” ซึ่ง 3 ห่วง 2 เงื่อนไข มีความลึกซึ้งมาก
ผมคิดว่าถ้าเราจะจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เราจะต้องแปลความเป็นนามธรรม ทั้งเรื่องพอประมาณ มีเหตุมีผล และมีภูมิคุ้มกัน เหล่านี้ให้ออกมาเป็นรูปธรรม เหมือนที่เจ้าหน้าที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรทำให้ผมดู ผมไม่เคยมองเรื่องการจัดทำเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals–SDGs) ที่กำลังได้รับความนิยม ผมนึกถึงเรื่องนโยบายเดียวกัน
พอประมาณในเรื่องของระบบนิเวศคืออะไร ป่าไม้ใช้ได้ ถ้าระบบการทำงาน (Function) ไม่เสีย หากป่านั้นเป็นป่าต้นน้ำ เราเข้าไปเก็บหาของป่า และป่ายังสามารถดูดซับน้ำได้อยู่ ถือว่าใช้ได้ แต่ถ้านั้นเป็นป่าที่มีการอนุรักษ์สัตว์ป่า อนุรักษ์นกเงือก เราเข้าไปเก็บหาของป่า จนนกเงือกกับสัตว์ป่าไม่สามารถอยู่ได้ ใช้ป่าแบบนั้นไม่ได้ นี่คือความพอประมาณ พ่นสารเคมีไปแล้วอาหารนกเงือกน้อยลง แบบนี้ใช้ไม่ได้ กรอบการพัฒนาฟังก์ชั่นระบบนิเวศต้องไม่เสีย
มีเหตุมีผล มีเวที และพื้นที่ปรึกษาหารือที่ดี
มีภูมิคุ้มในตัวที่ดี ก็ต้องมีนโยบายกฎหมายกำกับดูแล
เงื่อนไขความรู้ สมดุลธรรมชาติและคุณค่าความหลากหลายทางชีวภาพเป็นสิ่งสำคัญ ความรู้เรื่องสมดุลธรรมชาติเป็นความรู้ที่ขาดในประเทศไทย หากถามว่ามีป่าตั้งเยอะขอนิดเดียวได้ไหม ผมตอบว่าได้ ถ้าเป็นป่าที่ไม่มีความสำคัญในเรื่องสัตว์ป่า แต่ถ้าเกิดตรงนั้นมีความสำคัญในเรื่องสัตว์ป่า อย่างพื้นที่ที่จะทำเขื่อนแม่วงก์ แม้เป็นไม่กี่เปอร์เซ็นของป่าตะวันตกเราก็ไม่ยอม แต่ถ้าเป็นป่าที่ไม่มีความสำคัญในเรื่องของสัตว์ป่า เมื่อทำเขื่อนแล้วปลูกป่าทดแทน อันนี้เป็นเรื่องของสมดุลและความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งความรู้ต้องเป็นความรู้ด้านเทคโนโลยี เทคนิคการจัดการ และทักษะการทำงานด้วย
ในขณะที่คุณธรรม คือ ความเป็นธรรม ความโปร่งใส คิดถึงผลลัพธ์ในแง่ความยั่งยืน อันนี้ผมตีความในเรื่องของการจัดการทรัพยากร
เป้าหมาย เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม วัฒนธรรม ความสมดุลพร้อมรับต่อการเปลี่ยนแปลง ถ้ามองในแง่ของการอนุรักษ์ ผมเปรียบเทียบ ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งหรือจากการทำรัฐประหารก็ตาม ถ้าเราทำแบบสอบถามประชาชน อันนี้คือเรื่องที่รัฐบาลต้องแก้ไข ไม่ว่าสิบปีที่แล้ว ปีนี้ หรือว่าสิบปีข้างหน้า
ทุนนิยมเสรี มีเรื่อง (1) ปัญหาเศรษฐกิจและปากท้อง (2) แก้ไขความยากจน กระจายความเหลื่อมล้ำ กระจายรายได้ ทำโครงการใหญ่ๆ เพื่ออัดฉีดเม็ดเงินให้เกิดการกระตุ้น และ (3) รักษาสิ่งแวดล้อม ในศตวรรษนี้ไม่มีใครปฏิเสธการรักษาสิ่งแวดล้อม แต่กลับให้อยู่ลำดับที่ 3
ผมตีความว่า หากเราอยากให้การพัฒนาเศรษฐกิจเข้มแข็งตั้งแต่ฐานรากเป็นส่วนใหญ่ คือการแก้ไขปัญหาเรื่องปากท้อง ผมเสนอให้รัฐบาลรักษาฐานทรัพยากร ทั้งดิน น้ำ ป่า ทะเล พลังงาน และคุณภาพสิ่งแวดล้อม (คุณภาพสิ่งแวดล้อมหมายถึง คุณภาพอากาศ น้ำ ดิน ขยะ) เมื่อฐานทรัพยากรและคุณภาพสิ่งแวดล้อมดีแล้ว เราจะสามารถกระจายความเป็นธรรมในการเข้าถึงทรัพยากรอย่างยั่งยืน
ผมยกตัวอย่างให้เห็นถึงการทำประมงอวนรุน อวนลาก เพราะเรามีปัญหาเรื่อง IUU Fishing ตอนนี้เรามีชาวประมงพื้นบ้านใช้เครื่องมือท้องถิ่นหาปลาอยู่  80 เปอร์เซ็น ใน 23 จังหวัด และอีก 20 เปอร์เซ็นเป็นประมงแบบอวนรุน อวนลาก แต่ทว่าทรัพยากร 80 - 90 เปอร์เซ็นถูกการทำประมงแบบอวนรุน อวนลากเอาไป ถ้าอวนรุนอวนลากรักษากติกา อย่างเช่นชาวประมงพื้นบ้านอีก 80 เปอร์เซ็น จะสามารถจับปลาได้มากมหาศาลต่อไปอีกในอนาคต นี่คือตัวอย่างของการรักษารากฐานทรัพยากร
ที่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ มีการท่องเที่ยว มีนักเดินทางบ้าง ส่วนใหญ่เดินทางไปกลับ ค้างตามเทศกาลบ้าง ยังมีปัญหาสารพัด แต่สิ่งที่รักษาความเป็นเขาใหญ่ไว้คือธรรมชาติ ไม่ให้มีรีสอร์ต ไม่ให้เป็นของใครคนใดคนหนึ่ง รีสอร์ตกับเศรษฐกิจรอบเขาใหญ่ตั้งแต่โคราช นครนายก ปราจีนบุรี เกิดการจ้างงานมหาศาล หมู่เกาะพีพี มีเนื้อที่น้อยกว่า เกรตแบร์ริเออร์ (Great Barrier Reef) ประเทศออสเตรเลีย ประมาณหมื่นเท่า อาจจะเล็กบ้าง แต่ยังคงสภาพไว้ได้ เศรษฐกิจ ภูเก็ต พังงา กระบี่ ดีทั้ง 3 จังหวัด ไม่เห็นต้องทำลายเกาะพีพีทิ้ง แค่ไปฟื้นฟูแนวปะการังก็พอ เพราะเรารักษาฐานทรัพยากรและความเป็นธรรมในการเข้าถึง
ส่วนเรื่องป่าชุมชน หากรักษากติกาไม่ให้ใครเข้าไปปลูกยางพารา แต่เข้าถึงหน่อไม้ เห็ดโคนได้ หากคนส่วนใหญ่พัฒนาความเป็นธรรมในการเข้าถึงอย่างมีกรอบกติกาอย่างที่เราคิด เศรษฐกิจฐานรากจะดี ในที่สุดก็เกิดเหมือนกับการใช้ทุนนิยมเสรีไม่มีอะไรต่าง เพียงแต่มันยั่งยืนกว่า
เมื่อ 12 กันยายน พ.ศ. 2557 ท่านนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้แถลงนโยบายนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเป็นแนวคิด ถ้ารัฐบาลคิดอย่างนี้ แล้วเรื่องทุนเสรีนิยมหรือเศรษฐกิจพอเพียงที่กล่าวไปแล้ว คิดหรือไม่คิด ผมไม่ทราบ ดังนั้นผมเสนอว่าให้รัฐบาลคิดเรื่องดิน น้ำ ป่า ทะเล และพลังงาน
ชวนให้ทุกคนคิดว่าสิ่งต่อไปนี้คือ 'การพัฒนา' ที่เป็นเศรษฐกิจพอเพียงหรือไม่
- การพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษและอุตสาหกรรม ยกตัวอย่างการพัฒนาเขตเศรษฐกิจที่เชียงแสน
- เกษตรพันธสัญญาหรือ GMO
- เขื่อนขนาดใหญ่ นั้นดีและมีประโยชน์ แต่ต้องในจำนวนที่เหมาะสม แต่การสร้างเขื่อนเพิ่มต่อไปจากนี้ ถามว่ามีความจำเป็นหรือไม่
- มองแม่น้ำเป็นเส้นทางขนส่ง เช่น กรณีระเบิดแก่งแม่น้ำโขงเพื่อซูฮกให้ประเทศจีน ถามว่าเป็นเศรษฐกิจพอเพียงไหม ผมว่าเป็นยาก
- ในยุคทุนนิยมเสรี การสัมปทานป่าไม้
- ป่าเศรษฐกิจพัฒนาการท่องเที่ยว
- ถ้าเรามีหมู่เกาะตะรุเตาเป็นอุทยานแห่งชาติทางทะเลที่ดีที่สุดและแห่งใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศไทย แล้วเราจะทำท่าเรือปากบาราที่ผ่านเกาะตะรุเตา นี่เป็นเศรษฐกิจพอเพียงหรือไม่
- โรงไฟฟ้าถ่านหินจังหวัดกระบี่และที่เทพา เอามาเพื่อให้ไฟฟ้าขาดแคลนหรือเอามาเพื่อความมั่นคงทางพลังงาน เพื่อที่จะให้ลูกหลานได้อ่านหนังสือ หรือให้ต่างชาติมาลงทุนและบอกว่าค่าไฟถูก ถ้าเราต้องมีโรงไฟฟ้าถ่านหินเพื่อให้ต่างประเทศมาลงทุนเพื่อให้บ้านเราค่าไฟที่มั่นคง ถ้าเป็นแนวคิดทุนเสรีนิยมไม่ใช่เรื่องแปลก แต่หากเรายังใช้นโยบายเศรษฐกิจพอเพียง ผมว่ามีปัญหาทางความคิด ว่าเราจะไปทางไหนกันแน่
เนื้อเพลง 2548
ย่างก้าวสำคัญ แยกตรงนั้นมันมีเพียงสอง
แยกหนึ่งแสงสีเรืองรอง แยกสองป่าดงพงพฤกษ์พนา
แน่นอนนักเดินทางอย่างเราเข้าใจไม่ช้า
จะเลือกเดินทางอย่างเราเข้าใจไม่ช้า
จะเลือกทางป่า คงไม่ลำบากไม่อยากจะไป
แม่มีปัญหามาให้เราคิดสักนิดสักหน่อย
สองแพร่งที่คอย คอยให้คนตัดสินใจ
แพร่งหนึ่งสนานสนุกสำราญหนี้บานตะไท
อีกทั้งจับจ่ายบริโภคเสี่ยงโชคนานา
ขบวนรถเรา ย่างเข้าที่เจ็ดสิบสาม
ลุ่มๆ ดอนๆ ไปตาม เส้นทางชื่อปรารถนา
บางคราวบางครั้ง เข้มแข็ง บึกบึน เก่งกล้า
อำนาจกับวาสนา ทั้งบารมีที่แฝงการโกง...กิน
เหลือเพียงทางป่า ที่ว่าไม่รู้ไปสู่แห่งไหน
แต่น่าสนใจเพราะเป็นทางใหม่ให้เราอยู่กิน
แลดูเขียวๆ เลี้ยวลัดกันไป ไม่มีสุดสิ้น
คือแผ่นดิน ที่ต้องสร้างทำด้วยน้ำมือเรา
จะเอาทางไหน จะไปทางใด
จะเอาทางไหน จะไปทางใด สองห้าสี่แปด
นี่คือเพลง 2548 แต่งเมื่อปี พ.ศ. 2548 ตอนที่พระองค์ท่านเข้าโรงพยาบาลศิริราช แล้วเกิดความขัดแย้งทางการเมือง เพราะบ้านเรากำลังไปในทิศทางทุนนิยมเสรี นับจากเหตุการณ์ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2516 จนถึงปี พ.ศ. 2548 บ้านเรามีประชาธิปไตยมา 32 ปีเกิดการปฏิวัติบ้าง ปรากฏทางแพร่งแตกเป็นสายให้เลือกไป ผมไม่มีปัญหาอะไรกับเสื้อสี ไม่มีปัญหาอะไรกับคุณทักษิณ ชินวัตร ผมเพียงแต่คิดว่าด้านการอนุรักษ์แนวทางเศรษฐกิจพอเพียงก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แล้วก็คิดว่าปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเป็นเรื่องที่จะหยุดการทำลายโลกได้ ถ้าเรามาตีความ 3 ห่วง 2 เงื่อนไข ไปสู่ผลลัพธ์ที่ดีเหมือนกับทุนนิยมเสรี แต่มีการปฏิบัติที่ตรงกันข้าม แต่สามารถสร้างความยั่งยืนได้มากกว่า
ดังนั้น ถ้าคุณมองต่อไปในวันที่รัฐบาลบอกว่าจะใช้แนวคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเป็นนโยบาย ซึ่งจะเป็นความหวังที่สามารถผูกผลลัพธ์ได้เหมือนแนวคิดทุนเสรีนิยม ซึ่งเรายังอยู่กับทุนนิยม การพัฒนา เศรษฐกิจที่ดีได้ เราจะนำ 3 ห่วง 2 เงื่อนไขมาตีความอย่างไร
คำว่า ‘ป่า’ ที่ปรากฏในเนื้อเพลง 2548 เป็นสัญลักษณ์ที่ไม่ได้หมายถึงการอนุรักษ์อย่างเดียว แต่เป็นสัญลักษณ์ใหญ่ ที่ทำให้เรานึกถึงกระท่อม นาห้าไร่ นักธุรกิจที่พลิกฟื้นทุ่งนา แล้วนึกถึงนโยบายใหญ่ๆ ของรัฐบาล ปีนี้ปี พ.ศ. 2560 แล้ว เราก็มาดูว่าจะไปกันในทิศทางใดต่อ
‘ในหลวง ร.9 กับการอนุรักษ์’ปาฐกถาพิเศษ โดย ศศิน เฉลิมลาภปาฐกถาพิเศษ 'ในหลวงรัชการที่ 9 กับการอนุรักษ์' โดย ศศิน เฉลิมลาภ ประธานมูลนิธิสืบนาคะเสถียร ในงานวันรักนกเงือก เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2560 ณ มหาวิทยาลัยมหิดล (พญาไท) ปัญหาเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือเรื่องโลกร้อนนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 พระองค์ทรงกล่าวมาก่อนที่ประเด็นนี้จะได้รับการอธิบายอย่างแพร่หลาย พระองค์ทรงมีพระราชดำรัสพูดถึงโลกร้อนไว้ ตั้งแต่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2532 ซึ่งเวลานั้นยังไม่เป็นที่สนใจ และมีการพูดถึงกันน้อยมาก
 

ธรรมชาติมาหานคร : ธนาคารต้นไม้ ปลูกทรัพย์สินมีชีวิต

อีเมล พิมพ์ PDF
ธรรมชาติมาหานคร ตอนที่ 113 ธนาคารต้นไม้...ปลูกทรัพย์สินมีชีวิต
ความพยายามของกลุ่มคนที่เคยทำโมเดลการจัดการป่าต้นน้ำตามแนวทาง “คนอยู่ ป่ายัง” บ้านคลองเรือ อ.พะโต๊ะ จ.ชุมพร เปลี่ยนเจ้าหน้าที่ป่าไม้จากเดิมที่ถือปืนรักษาป่าให้มาดูแลรักษาคนแทนเพื่อให้คนไม่เข้าไปทำลายป่า
วันนี้ธนาคารต้นไม้ขยายสาขาออกไปทั่วประเทศแล้ว 3,000 สาขา ดังนั้นจังหวัดหนึ่งจะมีหลายสิบสาขา แนวคิดการทำงานคือหาวิธีทำให้ต้นไม้เป็นทรัพย์สิน เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันที่ไม่สูญเสียที่ดินทำกินจากกระบวนการปลูกพืชเชิงเดี่ยว กลไกคือนำต้นไม้มาเป็นสื่อกลางเพื่อลดความเลื่อมล้ำโดยมีต้นไม้เป็นทรัพย์สิน
เมื่อธนาคารมีหลายรูปแบบ เช่น ธนาคารเลือด ธนาคารอสุจิ ธนาคารวัวควาย และธนาคารขยะ ดังนั้นควรมีธนาคารต้นไม้เพื่อเปลี่ยนต้นไม้ให้เป็นทรัพย์ไม่ใช่เป็นแค่โกดังเก็บของ ต้องมีเงินเข้ามาหมุนเวียนชักจูงให้คนเข้ามาปลูกต้นไม้ ให้ต้นไม้ทำหน้าที่สร้างรายได้แก่ผู้ปลูกตั้งแต่ปีแรก และสามารถตัดต้นไม้นำไปใช้ได้ เมื่อเริ่มกระบวนการปลูกต้นไม้ขึ้นใหม่วงจรก็จะเริ่มขึ้นอีกครั้ง
ท้ายที่สุดแล้วธนาคารต้นไม้จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการทำให้ประเทศไทยสามารถเพิ่มจำนวนต้นไม้ได้มากขึ้น เกิดการกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สูงขึ้น และคนจะร่วมแรงช่วยกันรักษาธรรมชาติรักษาต้นไม้ พงศา ชูแนม ผู้จัดการใหญ่ธนาคารต้นไม้และประธานมูลนิธิธนาคารต้นไม้ กล่าวว่าหลังจากคนส่วนใหญ่ปลูกต้นไม้แล้วเท่าที่พบคือไม่มีใครอยากตัด ดังนั้นเป็นเรื่องที่น่าสนใจและเป็นโอกาสที่ควรยกแนวคิดนี้มาปรับใช้อย่างจริงจังซึ่งอาจจะเป็นแนวคิดแรก ๆ ของโลก ปัจจุบันหลายประเทศกำลังเอาแนวคิดธนาคารต้นไม้ไปขยายผล
คงเหลือแต่ประเทศไทยว่าเมื่อไหร่จะใช้วิธีการรักษาป่าด้วยการปลูกต้นไม้แนวใหม่โดยให้ชาวบ้านได้เป็นเจ้าของต้นไม้ และมีทรัพย์สินเกิดขึ้นเพื่อให้ประเทศไทยเป็นประเทศสีเขียว หากเป็นอย่างนั้นประเทศไทยจะมีทรัพยากรไม้ใช้ อีกทั้งยังสามารถลดความเลื่อมล้ำทางสังคมได้
http://www.newtv.co.th/watch/Vj4DTQ#parts/2
ธรรมชาติมาหานคร : ธนาคารต้นไม้ ปลูกทรัพย์สินมีชีวิต
ความพยายามของกลุ่มคนที่เคยทำโมเดลการจัดการป่าต้นน้ำตามแนวทาง “คนอยู่ ป่ายัง” บ้านคลองเรือ อ.พะโต๊ะ จ.ชุมพร เปลี่ยนเจ้าหน้าที่ป่าไม้จากเดิมที่ถือปืนรักษาป่าให้มาดูแลรักษาคนแทนเพื่อให้คนไม่เข้าไปทำลายป่า
 

คณะนักวิชาการแถลงคัดค้านรัฐบาลเรื่อง 'การสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินและลิดรอนสิทธิผู้ได้รับผลกระทบ'

อีเมล พิมพ์ PDF
แถลงการณ์คณะนักวิชาการ 289 คน จาก 37 สถาบันการศึกษา
ขอคัดค้านรัฐบาลเรื่องการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินและการลิดรอนสิทธิของผู้ได้รับผลกระทบ
จากกรณีที่นายกรัฐมนตรีได้มีการประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2560 และมีมติเห็นชอบให้สร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่และเทพาตามแผน PDP 2015 โดยไม่ฟังเสียงคัดค้านของประชาชนในพื้นที่ เสียงของนักวิชาการและภาคประชาสังคมที่ต่างก็เตือนให้รัฐบาลเห็นถึงภัยของโรงไฟฟ้าถ่านหินและเสนอให้ทุกฝ่ายร่วมกันแสวงหาทางเลือกที่ดีกว่า และท้ายที่สุดรัฐบาลถึงกับใช้กำลังจับกุมแกนนำชาวบ้านที่เดินทางเข้ามาชุมนุมประท้วงอย่างสงบ ทำลายการชุมนุมของชาวบ้านอย่างขาดมนุษยธรรม  ทั้งนี้กลุ่มนักวิชาการจึงขอประณามการกระทำของรัฐบาล และมีความเห็นเพิ่มเติมดังต่อไปนี้
1. ถ่านหินไม่ว่าจะเป็นประเภทไหนล้วนแต่เป็นเชื้อเพลิงที่มีสารพิษที่เป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อมและชีวิตของประชาชน  ยังไม่มีเทคโนโลยีใดที่จะกำจัดสารพิษดังกล่าวได้หมด มีงานวิจัยที่ยืนยันข้อเท็จจริงนี้ได้อย่างชัดเจน และมีหลายประเทศที่กำลังทยอยยกเลิกโรงไฟฟ้าถ่านหิน และหันไปพัฒนาพลังงานทางเลือกอื่น แต่ที่ผ่านมารัฐบาลไม่เคยสนใจชุดความรู้ด้านพลังงานสะอาดอีกด้านหนึ่งเลย ได้แต่หยิบเอาวาทกรรมถ่านหินสะอาดในมุมของนายทุนมาเผยแพร่ด้านเดียว โดยมิได้ใส่ใจว่าจะนำผลเสียมาสู่ประเทศชาติและชีวิตของประชาชนและลูกหลานในระยะยาว
2. เป็นที่แน่ชัดแล้วว่ารัฐบาลไม่รับฟังเหตุผลทางวิชาการใดๆ ไม่ฟังเสียงของประชาชนที่จะได้รับผลกระทบ  และมีนัยไปในทางใช้อำนาจโดยไม่สุจริต ดังจะเห็นได้จากการใช้ ม.44 เปิดทางให้ทางโครงการไม่ต้องผ่านมาตรการควบคุมทางกฎหมายและสังคม เช่น ไม่ต้องติดขัดเรื่องผังเมือง นอกจากนั้น ยังใช้อำนาจที่มีในการผลักดันโครงการโดยไม่ต้องรอผลการศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ  การอนุมัติให้บริษัทลูกของ กฟผ.ใช้เงินถึง 1.7 หมื่นล้านบาทไปลงทุนซื้อหุ้นเพื่อเป็นเจ้าของเหมืองถ่านหินที่อินโดนีเซียมาก่อนหน้านี้ การใช้ข้าราชการและฝ่ายความมั่นคงในพื้นที่แอบปฏิบัติการสนับสนุนการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินและข่มขู่ประชาชนผู้คัดค้าน ดังนั้นการที่นายกรัฐมนตรีเรียกประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติและมีมติให้สร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินดังกล่าวจึงเป็นเพียงการแสดงละคร  เพราะในความเป็นจริงกลุ่มทุนและรัฐบาลได้ร่วมกับวางแผนและตัดสินใจเรื่องนี้มาก่อนหน้านี้แล้ว การบริหารประเทศด้วยวิธีที่ไม่สุจริตใจเช่นนี้ นอกจากจะสร้างความเดือดร้อนให้แก่ประชาชนแล้วยังจะนำมาสู่ความขัดแย้งจนประเทศชาติหาความสงบสุขได้ยาก
3. รัฐบาลกำลังแสดงถึงธาตุแท้ของความเป็นเผด็จการ ด้วยการใช้กำลังกับกลุ่มคนที่คัดค้านนโยบายทั้งๆที่เป็นการส่งเสียงคัดค้านของผู้เดือดร้อนจากนโยบายโดยตรงและเป็นการกระทำเพื่อประโยชน์ของส่วนรวม อีกทั้งยังเป็นการคัดค้านโดยสงบ  โดยการอ้างเอากฎหมายและคำสั่งต่างๆ มาเป็นเครื่องมือในการปราบปราม ทั้งยังมีการปิดตึกไม่ให้ประชาชนเข้าไปใช้ห้องน้ำและไม่ให้รถสุขาเคลื่อนที่มาให้บริการ  การปิดล้อมไม่ให้ส่งอาหารให้แก่ผู้ชุมชน และมีการจับกุมผู้ชุมนุม การใช้อำนาจรัฐเข้าจับกุมแกนนำและชาวบ้านที่ชุมนุมอย่างสงบและปราศจากอาวุธเพื่อต่อต้านโรงไฟฟ้าถ่านหินที่หน้าทำเนียบรัฐบาลเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง และถือว่ารัฐบาลไทยได้กระทำผิดกฏหมายระหว่างประเทศที่รัฐบาลไทยได้ให้การรับรองไว้เอง
จากข้อเท็จจริงดังที่กล่าวมา  พวกเราในฐานะนักวิชาการจึงไม่สามารถนิ่งเฉยต่อการที่รัฐบาลรังแกประชาชนได้ จึงขอเรียกร้องด้วยความสุจริตใจดังนี้
1. รัฐบาลต้องยกเลิกมติของคณะกรรมการพลังงานแห่งชาติในการเดินหน้าโรงไฟฟ้าถ่านหินทุกแห่งในประเทศไทย เมื่อ 17 กุมภาพันธ์ 2560 และเปิดโอกาสให้คนทุกกลุ่มได้มีส่วนร่วมในการตัดสินเรื่องพลังงานของประเทศร่วมกัน พิจารณาทางเลือกในการพัฒนาไฟฟ้าจากพลังงานสะอาดเป็นอันดับแรก ซึ่งจะสอดคล้องกับแนวทาง COP21 ที่รัฐบาลได้ไปลงนามไว้
2. รัฐบาลต้องยุติการผลักดันโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ เทพา และที่อื่นๆ โดยทันที และหันมาพิจารณาทางเลือกอื่นโดยเฉพาะพลังงานหมุนเวียน
3. รัฐบาลต้องยุติการส่งเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงไปเยี่ยมเยือนหรือข่มขู่ชาวบ้านที่คัดค้านดังที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน
4. รัฐบาลต้องเคารพสิทธิของประชาชนในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ ซึ่งเป็นสิทธิพลเมืองตามกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมืองข้อที่ 21 ที่ระบุว่า สิทธิในการชุมนุมโดยสงบย่อมได้รับการรับรอง ทั้งนี้กติการะหว่างประเทศดังกล่าว ประเทศไทยเป็นภาคี เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2539 และมีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 30 มกราคม 2540
5. ขอให้สังคมไทยร่วมกันต่อสู้ให้เพื่อให้เกิดความยุติธรรมในสังคมและเกิดการพัฒนาที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง
ด้วยความสุจริตใจ
คณะนักวิชาการ
20 กุมภาพันธ์ 2560
หมายเหตุ : คณะนักวิชาการได้มีการร่างแถลงการณ์ฉบับนี้ตั้งแต่บ่ายวันเสาร์ที่ 18 กุมภาพันธ์ 2560 และได้มีกระบวนการจัดส่งแถลงการณ์ไปเพื่อรวบรวมรายชื่อ โดยกำหนดว่าจะมีการแถลงเป็นทางการในวันจันทร์ที่ 20 กุมภาพันธ์ 2560  แต่เนื่องจากสถานการณ์เปลี่ยนแปลงและมีการปล่อยผู้ถูกควบคุมตัวทั้งหมดแล้ว เราจึงได้ตัดข้อเรียกร้องเดิมที่ว่า “รัฐบาลต้องปล่อยตัวผู้ถูกควบคุมตัวจากการชุมนุมดังกล่าวโดยทันทีและไม่มีเงื่อนไข” ออกจากแถลงการณ์เดิม และเรายังยืนยันในเจตนารมย์และข้อเรียกร้องอื่นๆ ในแถลงการณ์ฉบับนี้
รายชื่อนักวิชาการที่ร่วมลงชื่อ
1.ดร.เลิศชาย ศิริชัย มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์
2.ศ.ดร.จรัส สุวรรณมาลา นายกสภามหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา
3.รศ.ดร.ณัฐพงศ์ จิตรนิรัตน์ คณบดีคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ
4.รศ.ดร.สุธี ประศาสน์เศรษฐ์ คณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา
5.ดร.ปรีชา เปี่ยมพงศ์สานต์ คณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา
6.อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
7.ปิ่นแก้ว เหลืองอร่ามศรี คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
8.รศ.ดร.ประภาส ปิ่นตบแต่ง สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
9.ดร.เดชรัต สุขกำเนิด คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
10.อาจารย์อานันท์ หาญพาณิชยพันธ์ รองอธิการบดีฝ่ายพัฒนาสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต
11.ดร.วิชา มหาคุณ คณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต
12.อ. สุนี  ไชยรส   วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต
13.อาจารย์บุญส่ง ชเลธร วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต
14.อาจารย์อนุสรณ์ ศรีแก้ว คณบดีวิทยาลัยนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต
15.ดร.วรชาติ เฉิดชมจันทร์ คณบดีคณะกายภาพบำบัด มหาวิทยาลัยรังสิต
16.ผศ.ดร.ภก.ธนภัทร ทรงศักดิ์ คณบดีคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยรัสิต
17.ดร.กัญจน์นิตา สุเชาว์อินทร์ คณบดีวิทยาลัยนานาชาติจีน มหาวิทยาลัยรังสิต
18.ดร.สุริยะใส กตะศิลา รองคณบดีฝ่ายกิจการนักศึกษา วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม
19.ผศ.ดร.ฐิติพร พันธเสน รองคณบดีฝ่ายวิชาการ วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม
20.ดร.ไชยณรงค์ เศรษฐเชื้อ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
21.ดร.จินตนีย์ รู้ซื่อ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์
22.ดร.ไพโรจน์ นวลนุ่ม มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์
23.ดร.พิมพ์ลภัส พงศกรรังศิลป์   มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์
24.ผศ.ดร.จอม สุวรรณโณ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์
25.ดร.เยี่ยมดาว ณรงคะชวนะ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์
26.ผศ.สมใจ หนูผึ้ง มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์
27.ดร.พุทธรดา นิลเอสงค์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์
28.อาจารย์สุนทร บุญแก้ว มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์
29.ดร.รุ่งรวี จิตภักดี   มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์
30.ดร.อรอนงค์ เฉียบแหลม มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์
31.ดร.วิทยา อาภรณ์ สำนักรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์
32.ดร.ทวีลักษณ์ พลราชม สำนักศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์
33.รศ.ดร.พรพันธ์ เขมคุณาศัย คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ
34.ผศ พรชัย นาคสีทอง คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ
35.ดร.ศันสนีย์ จันทร์อานุภ . คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ
36.ดร.จันทราทิพย์ สุขุม คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ
37.อาจารย์เสาวณีย์ แก้วจุลกาญจน์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ
38.อาจารย์นฤมล ฐานิสโร คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ
39.อาจารย์จิรนันท์ ไชยบุปผา คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ
40.อาจารย์ เจษฎา ทองขาว คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ
41.อาจารย์นิจนิรันดร์ อวะภาค คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ
42.อาจารย์หทัยกาญจน์ กำเนิดเพชร คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ
43.ดร.ฐากร สิทธิโชค คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ
44.ดร.อนินทร์ พุฒิโชติ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ
45.ดร.พรไทย ศิริสาธิตกิจ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ
46.อาจารย์ซากีย์ พิทักษ์คุมพล สถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
47.ทพญ.อัจฉรา วัฒนาภา คณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
48.อาจารย์นวมน จันทร์กลิ่น คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
49.ผศ.ดร.จรีรัตน์ รวมเจริญ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
50.ผศ.ดร. พวงทิพย์ แก้วทับทิม คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
51.ดร.สินาด ตรีวรรณไชย มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
52.ดร.พิชญา บุญศรีรัตน์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
53.ดร.สุกำพล จงวิไลเกษม มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
54.ดร.โสภิณ จิระเกียรติกุล มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
55.ดร.ศักดิ์ชัย คีรีพัฒน์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
56.ผศ.สมัย โกรทินธาคม มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
57.ดร.ธัญรดี ทวีกาญจน์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
58.ผศ.รัสมี จิวสุวรรณ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
59.ผศ.ดร.ทัศนีย์ นะแส มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
60.อาจารย์เฉลิม  ใจตั้ง มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
61.อาจารย์ปพิชญา  แซ่ลิ่ม มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
62.อาจารย์จตุเอก ภูมพฤทธิ์ คณะศิลปะศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
63.ดร.อุทัย ปริญญาสิทธินนท์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
64.รศ.ดร.วรรณนะ หนูหมื่น คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
65.อาจารย์เพียงเพ็ญ สิทธิจันทร์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
66.ดร.สมพร ช่วยอารีย์ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
67.นางชนัญญา มีงาม นักวิชาการอุดมศึกษา คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
68.อาจารย์สุทธิชัย งามชื่นสุวรรณ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
69.ผศ.ดร.ลักษณา ไชยมงคล คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
70.อาจารย์เศวต ไชยมงคล คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
71.อาจารย์ศุภกาญจน์ บัวทิพย์ คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
72.ผศ.ดร.ทพ.ประกาศ สว่างโชติ อดีตอาจารย์คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
73.อาจารย์อัสมา มังกรชัย คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
74.อาจารย์พิชญาภา เอ่งฉ้วน คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
75.อาจารย์อำไพ ลำน้อย คณะทันตแพทย์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
76.รศ.ดร.ภาคภูมิ พาณิชยูปการนันท์ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
77.ดร.กุลจิรา อุดมอักษร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
78.อาจารย์เจตน์สฤษฎิ์ สังขพันธ์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
79.ผศ.ดร.เก็ตถวา บุญปราการ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
80.ผศ.ดร.นพดล นิ่มสุวรรณ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
81.อาจารย์ธีรสุดา ประเสริฐ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
82.ผศ.นุกูล รัตนดากุล คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
83.ผศ.ดร.เยาวนิจ กิตติธรกุล สถาบันทรัพยากรทะเลและชายฝั่ง มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
84.อาจารย์สุภาพร ฝั่งชลจิตต์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี
85.ผศ.ดร.สิทธิศักดิ์ จันทรัตน์ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี
86.อาจารย์พิมลรัตน์ ทองโรย คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี
87.อาจารย์เกื้อ ฤทธิบูรณ์ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี
88.ผศ.ดร.นิเวศน์ อรุณเบิกฟ้า คณะมนุษศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี
89.ปิง วิชัยดิษฐ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี
90.อันธิฌา แสงชัย มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี
91.บัณฑิต ไกรวิจิตร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี
92.ธัญญธร สายปัญญา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี
93.รชฎ  สาตราวุธ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี
94.กษมาพร แสงสุระธรรม มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี
95.ณภัค เสรีรักษ์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี
96.พุทธพล มงคลวรวรรณ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี
97.สุไรนี สายนุ้ย มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี
98.ธีรวัฒน์ ขวัญใจ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
99.สายฝน สิทธิมงคล คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
100.อสมา มังกรชัย คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
101.ดร.วีรศักดิ์  คงฤทธิ์ คณะศิลปศาสตร์และวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ สุราษฎร์ธานี
102.พรชัย นาคสีทอง คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ
103.ดร.ณวงศ์ บุนนาค มหาวิทยาลัยทักษิณ
104.ผศ. ดร. ซอบีเราะห์  การียอ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยฟาฏอนี
105.ผศ. ดร. สุมิตรา แสงวนิชย์ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยฟาฏอนี
106.อาจารย์ศรีสุดาไชยวิจารณ์ คณะมนุษศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎนครศรีธรรมราช
107.อาจารย์รัตนา ไกรนรา คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎนครศรีธรรมราช
108.อาจารย์มลิมาศ จริยพงศ์ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฎนครศรีธรรมราช
109.รศ ดร อดิศร ศักดิ์สูง มหาวิทยาลัยราชภัฎนครศรีธรรมราช
110.ผศ ดร ศุภการ สิริไพศาล มหาวิทยาลัยราชภัฎนครศรีธรรมราช
111.ผศ.ปริทรรศน์ หุตางกูล คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎนครศรีธรรมราช
112.อาจารย์ดำรงพันธ์ ใจห้าววีรพงศ์ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎนครศรีธรรมราช
113.อาจารย์บุญยิ่ง ประทุม คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎนครศรีธรรมราช
114.อาจารย์เชษฐา มูหะหมัด คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎนครศรีธรรมราช
115.อาจารย์ภาณุวัฒน์ เพชรโชติ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎนครศรีธรรมราช
116.อาจารย์ศรีสุดา ไกรนที คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎนครศรีธรรมราช
117.อาจารย์พงษ์ประสิทธิ์ อ่อนจันทร์ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎนครศรีธรรมราช
118.ผศ.นฤมล ขุนวีช่วย คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฎนครศรีธรรมราช
119.อาจารย์มานะ ขุนวีช่วย คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎนครศรีธรรมราช
120.ผศ.ดร.สืบพงศ์ จินดาพล คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎนครศรีธรรมราช
121.อาจารย์รวิศ คำหาญพล คณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยราชภัฎนครศรีธรรมราช
122.ดร.วีระพล ปานศรีนวล คณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยราชภัฎนครศรีธรรมราช
123.อาจารย์กรีฑา แก้วคงธรรม คณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยราชภัฎนครศรีธรรมราช
124.อาจารย์อดิศร ไกรนรา คณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยราชภัฎนครศรีธรรมราช
125.ผศ.ดร.บูฆอรี ยีหมะ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา
126.สิรีธร ถาวรวงศา มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา
127.อาจารย์ธวัช บุญนวล คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี
128. อาจารย์กฤษณพงษ์ วิชัยดิษฐ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี
129.อาจารย์เพ็ญนภา สวนทอง คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎสุราษฎร์ธานี
130.อาจารย์ผกามาศ อรุณสวัสดิ์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยหาดใหญ่
131.อาจารย์งามเพชร อัมพรวัฒนพงศ์ คณะสถาปัตยกรรม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย
132.ผศ.ดร.อภิรักษ์ สงรักษ์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย วิทยาเขตตรัง
133.ดร. สาดี สายทอง แฮมิลตัน วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี ตรัง
134.นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ โรงพยาบาลจะนะ จังหวัดสงขลา
135.อาจารย์พรรณิภา โสติพันธุ์ สงขลาฟอรั่ม
136.พว.อุไรวรรณ พานทอง พยาบาลวิชาชีพ ศิษย์เก่าวิทยาลัยพยาบาลสงขลา
137.พว.จิรมิตร หมื่นไวย พยาบาลวิชาชีพ ศิษย์เก่าวิทยาลัยพยาบาลสงขลา
138.นิรันดร คำนุ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์  มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
139.วินัย ผลเจริญ วิทยาลัยการเมืองการปกครอง มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
140.ผศ.สมเกียรติ รุ่งเรืองวิริยะ ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายสื่อสารองค์กร มหาวิทยาลัยรังสิต
141.อาจารย์อชิตพล ฉัตรวรากร ผู้ช่วยรองอธิการบดีฝ่ายกิจการนักศึกษา มหาวิทยาลัยรังสิต
142.ดร. อรนันท์ พรหมมาโน รองคณบดีฝ่ายกิจการนักศึกษา คณะเทคนิคการแพทย์ มหาวิทยาลัยรังสิต
143.อาจารย์นวรัตน์ ก๋งเม่ง รองคณบดีฝ่ายกิจการนักศึกษา คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต
144.อาจารย์ช่อผกา ดำรงไทน รองคณบดีฝ่ายกิจการและพัฒนานักศึกษา คณะกายภาพบำบัด มหาวิทยาลัยรังสิต
145.ผศ.ดร.พลเรือตรี วิโรจน์ พิมานมาศสุริยา วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต
146.ดร. ชุลีรัตน์ เจริญพร วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต
147.อาจารย์สานิตย์ แสงขาม วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต
148.ดร.สมิตต์ ตุงคะสมิต วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต
149.ดร. อาภา  หวังเกียรติ วิทยาลัยวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต
150.ดร. เจริญวิชญ์ หาญแก้ว วิทยาลัยวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต
151.อาจารย์ ภัทรมน สุวพันธุ์ คณะรัฐศาสตร์ วิทยาลัยรัฐกิจ มหาวิทยาลัยรังสิต
152.อาจารย์ศิวพล ละอองสกุล คณะรัฐศาสตร์ วิทยาลัยรัฐกิจ มหาวิทยาลัยรังสิต
153.ดร.นพปฎล สุวรรณทรัพย์ คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยรังสิต
154.ผศ.ชัชชัย คุ้มทวีพร คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต
155.ผศ.ดร.วลัยภรณ์ นาคพันธุ์ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต
156.อาจารย์อำนาจ มะหะหมัด คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต
157.อาจารย์วสันต์ ยอดอิ่ม คณะศิลปะและการออกแบบ มหาวิทยาลัยรังสิต
158.รศ.ดร.นริศา คำแก่น คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต
159.ผศ.ดร.ภญ.ปิยนุช ทองผาสุก คณะเภสัชศาสตร์ ม.รังสิต
160.ผศ.ดร.ภญ.สุชาดา จงรุ่งเรืองโชค คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต
161.ดร.ภก. อภิรุจ เชียงโสม คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต
162.ดร.ภก.ศักดิพัฒน์ แสงสุริยงค์ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต
163.อาจารย์ ภก.อานุภาพ ปิติรัตนวรนาท คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต
164.อาจารย์ ภก.ชัยวัฒน์ ลิ้มประเสริฐ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต
165.ชินวัจน์ แสงอังศุมาลี คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต
166.ดร.จิรัชฌา วิเชียรปัญญา วิทยาลัยนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต
167.อาจารย์กิตติมา รงค์สวัสดิ์ คณะกายภาพบำบัด มหาวิทยาลัยรังสิต
168.อาจารย์นุจรีย์ โลหะการ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต
169.อาจารย์กิตติวัฒน์ โลหะการ คณะศิลปะและการออกแบบ มหาวิทยาลัยรังสิต
170.ผศ.ดร. โอฬาร ถิ่นบางเตียว คณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา
171.ดร.รุ้งนภา ยรรยงเกษมสุข คณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา
172.กฤษณ์พชร โสมณวัตร มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
173.ชัยพงษ์. สำเนียง มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
174.สิงห์ สุวรรณกิจ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
175.สายชล สัตยานุรักษ์ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
176.สงกรานต์ ป้องบุญจันทร์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
177.อิสราภรณ์ พิศสะอาด มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
178.อาจารย์มาลี สิทธิเกรียงไกร ศูนย์ศึกษาชาติพันธุ์และการพัฒนา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
179.อาจารย์นงเยาว์ เนาวรัตน์ คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
180.อาจารย์นันต์ณภัส แสงฮอง คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
181.ดรุณี ไพศาลพาณิชย์กุล คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
182.ผศ.ดร.ธานี ชัยวัฒน์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
183.ผศ.ดร.ภญ.ยุพดี ริสินสุข คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
184.ผศ.อรรถพล อนันตวรสกุล คณะคุรุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
185.ดร.สุรางค์รัตน์ จำเนียรพล สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
186.ดร.ศยามล  เจริญรัตน์ สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย
187.น.ส.รัศมี  เอกศิริ สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
188.น.ส.วาสนา  ศรีจำป สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
189.มนทกานต์ ฉิมมามี สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
190.ณัฐช์นิชา ตั้งวีรัตน์กร สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
191.ธนานนท์ บัวทอง วิทยาลัยประชากรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
192.ผศ.ดร. นิยดา เกียรติยิ่งอังศุลี อดีตอาจารย์คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
193.รศ.ดร.ภญ. จิราพร ลิ้มปานานนท์ อดีตอาจารย์คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
194.คารินา โชตรวี คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
195.ดร.ภญ.อารยา ศรีไพโรจน์ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
196.อาจารย์ ภก.ปรุฬห์ รุจนธำรงค์ คณะเภสัชสาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
197.ดร.ฐิติกาญจน์ อัศตรกุล คณะวิทยาการเรียนรู้และศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
198.ผศ ฐิติรัตน์ กิตติวิวัฒน์ คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
199.ยุกติ มุกดาวิจิตร คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
200.ภาสกร อินทุมาร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
201.สามชาย ศรีสันต์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
202.กิตติกาญจน์ หาญกุล มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
203.สร้อยมาศ รุ่งมณี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
204.เชาวฤทธิ์ เชาว์แสงรัตน์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
205.ดร.สมนึก จงมีวศิน วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยศิลปากร
206.รศ.ดร.เรณู เวชรัชต์พิมล ข้าราชการบำนาญ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร
207.สุรวัฒน์ ชลอสันติสกุล มหาวิทยาลัยศิลปากร
208.นาตยา อยู่คง มหาวิทยาลัยศิลปากร
209.คมกฤช อุ่ยเต็กเค่ง มหาวิทยาลัยศิลปากร
210.บุญส่ง ชัยสิงห์กานานนท์ ภาควิชาปรัชญา คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร
211.ประภัสสร์ ชูวิเชียร มหาวิทยาลัยศิลปากร วังท่าพระ
212.ผศ.นพ. กำธร มาลาธรรม คณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
213.ดร.พัทธ์ธีรา นาคอุไรรัตน์ สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล
214.ดร.สุภาสเมต ยุนยะสิทธิ์ สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล
215.สุภาสเมต ยุนยะสิทธิ์ สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล
216.พัทธ์ธีรา นาคอุไรรัตน์ สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล
217.บดินทร์ สายแสง สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล
218.เอกพันธุ์ ปิณฑวณิช สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล
219.งามศุกร์ รัตนเสถียร สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล
220.เบญจรัตน์ แซ่ฉั่ว มหาวิทยาลัยมหิดล
221.ณรงค์ อาจสมิติ สถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเอเชีย มหาวิทยาลัยมหิดล
222.ผศ.ดร.ภก.ไกรสร ชัยโรจน์กาญจนา อดีตคณบดี คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยพายัพ
223.ชาติ เศรษฐมาลินี มหาวิทยาลัยพายัพ
224.ดร.ธนพฤกษ์ ชามะรัตน์ สาขาวิชาพัฒนาสังคม มหาวิทยาลัยขอนแก่น
225.ดร.สมพันธ์. เตชะอธิก คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
226.ดร.อัครานี ทิมินกุล คณะเทคนิคการแพทย์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
227.อาจารย์สุภาวณีย์ อมรจิตสุวรรณ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
228.อาจารย์ศรีสดา ไพศาลสกุลชัย คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
229.ดร.สุวรรณี ทองรอด คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร
230.อาจารย์ณรงค์กรรณ รอดทรัพย์ มหาลัยนเรศวร
231.อาจารย์สุวิมล ใจยศ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร
232.ผศ.ดร.วรรณดี สุทธินรากร คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
233.สุรินทร์ อ้นพรม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
234.ชลิตา บัณฑุวงศ์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
235.ทนุวงศ์ จักษุพา คณะศิลปศาสตร์และวิทยาศาสตร์ ม.เกษตรศาสตร์ กำแพงแสน
236.ผศ.ดร.กตัญญู แก้วหนาม สาขารัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์
237.นพพล  อัคฮาด คณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์  มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์
238.ไชยันต์ รัชชกูล คณะรัฐศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยพะเยา
239.มนตรา พงษ์นิล มหาวิทยาลัยพะเยา
240.ผศ.พรพิมล จันทรวิโรจน์ รองคณบดีฝ่ายวิจัย วิทยาลัยเซนต์หลุยส์
241.อ.อภิรดี เจริญนุกูล วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สรรพสิทธิ
242.ดร.บุญสืบ โสโสม       วิทยาลัยพยายาลบรมราชชนนี พระพุทธบาท
243.ผศ.ดร.ชญานิศวร์ โคโนะ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนคริทราวิโรฒ
244.อ.สันติภาพ ศิริวัฒนไพบูลย์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี
245.อ. อภัยชนม์ สัจจะพัฒนกุล คณะคุรุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม
246.ผศ.ดร.ปวีณา ลี้ตระกูล คณะวิทยาจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย
247.อ.จตุพร ดอนโสม สาขาวิชาพัฒนาสังคม มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์
248.กิติมา ขุนทอง มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร
249.อาจารย์ภาณุวัฒน์ สกุลสืบ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง
250.อ.อัครวินท์ ศาสนพิทักษ์ สาขาการปกครองท้องถิ่น มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา
251.คมลักษณ์ ไชยยะ มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา
252.อาจารย์รัฐพล ทองแตง มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์
253.เอกฤทัย ฉัตรชัยเดช มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์
254.ผศ.ดร. สิตางค์ พิลัยหล้า นักวิชาการอิสระ
255.นพ.ธนสาร พฤฒิสถาพร นักวิชาการอิสระ
256.พว.ไพลิน สุวรรณมาลา พยาบาลวิชาชีพ นักวิชาการอิสระ
257.อนรรฆ พิทักษ์ธานิน นักวิชาการอิสระ
258.กรรณิการ์ บรรเทิงจิตร นักวิชาการอิสระ
259.ศิรินันต์ สุวรรณโมลี นักวิชาการอิสระ
260.สมภพ ดอนดี นักวิชาการอิสระ
261.ผศ จำนงค์ แรกพินิจ นักวิชาการอิสระ
262.ดร.เกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว นักวิชาการอิสระ
263.นางสาวอัญชนา หีมมิหน๊ะ นักวิชาการอิสระ
264.อาจารย์เพ็ญประไพ ภู่ทอง นักวิชาการอิสระ
265.ดร.โกมล แพรกทอง นักวิชาการอิสระ
266.อาจารย์กมลวรรณ ชื่นชูใจ นักวิชาการอิสระ
267.อาจารย์ประภัสสร เธียรปัญญา นักวิชาการอิสระ
268.ดร.เบญจพร ดีขุนทด นักวิชาการอิสระ
269.ผศ.ดร.ประภาศ ปานเจี้ยง นักวิชาการอิสระ
270.ดร.ลั่นทม จอนจวบทรง นักวิชการอิสระ
271.อาจารย์ธนู จำปาทอง นักวิชาการอิสระ
272.สมิทธิรักษ์ จันทรักษ์ นักวิชาการอิสระ
273.นางสาวสวรินทร์ เบ็ญเด็มอะหลี นักวิชาการอิสระ
274.โศจิรัตน์ ศุภนิจวัฒนา นักวิชาการอิสระ
275.เชษฐา พวงหัตถ์ นักวิชาการอิสระ
276.สมพร เพ็งค่ำ นักวิชาการอิสระด้านการประเมินผลกระทบทางสุขภาพโดยชุมชน
277.ภญ.จินดา หวังวรวงศ์ อดีตนักวิชาการกลุ่มงานคุ้มครองผู้บริโภค สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนราธิวาส
278.กุลธีร์ บรรจุแก้ว
279.นายจตุรงค์ คงแก้ว
280.เคท ครั้งพิบูลย์
281.ชำนาญ จันทร์เรือง
282.วิริยะ สว่างโชติ
283.ปวินท์ ระมิงค์วงศ์
284.ขวัญชนก กิตติวาณิชย์
285.ศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ
286.จักรกริช สังขมณี
287.ศรันย์ สมันตรัฐ
288.บุศรินทร์ เลิศชวลิตสกุลา
289.Rosenun Chesof University of Malaya , Kuala Lumpur, Malaysia
คัดค้านโรงไฟฟ้าถ่านหินและลิดรอนสิทธิมนุษยชน
คณะนักวิชาการ 289 คน จาก 37 สถาบันการศึกษา ออกแถลงการณ์คัดค้านรัฐบาลเรื่อง "การสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน" และ "การลิดรอนสิทธิของผู้ได้รับผลกระทบ" มีใจความดังต่อไปนี้...
 

คำแถลงต่อกรณีความขัดแย้งเรื่องการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน จ.กระบี่

อีเมล พิมพ์ PDF
คำแถลงต่อกรณีความขัดแย้งเรื่องการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน จ.กระบี่
จากกรณีที่คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) มีมติเมื่อวันที่ ๑๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๐ เห็นชอบการเดินหน้าการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินใน จ.กระบี่ ซึ่งนำไปสู่การชุมนุมคัดค้านของเครือข่ายปกป้องอันดามัน และประชาชนจากจังหวัดกระบี่ รวมทั้งประชาชนจากพื้นที่ใกล้เคียงที่ต้องการปกป้องสิทธิชุมชนของตนเอง ที่ไม่เห็นด้วยกับมติดังกล่าวบริเวณหน้าทำเนียบรัฐบาลมาตั้งแต่วันที่ ๑๖ กุมภาพันธ์
เพื่อเป็นการป้องกันมิให้ความขัดแย้งนำไปสู่การเผชิญหน้ารุนแรงระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐและประชาชน และเพื่อเป็นการแสวงหาทางออกจากความขัดแย้งอย่างสันติวิธีที่จำเป็นยิ่งในห้วงเวลาของการเริ่มต้นกระบวนการปรองดองในสังคมไทยอย่างแท้จริง   องค์กรและผู้ที่มีรายชื่อแนบท้ายคำแถลงฉบับนี้ มีข้อเรียกร้อง เสนอแนะ และสื่อสารต่อรัฐบาล และประชาชนทั้งประเทศในฐานะที่เป็นผู้ใช้พลังงาน เป็นผู้ที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการตัดสินใจกำหนดนโยบายในเรื่องดังกล่าว ดังนี้
๑. กรณีเรื่องโรงไฟฟ้าถ่านหิน จ.กระบี่ รวมทั้งในพื้นที่อื่นๆ เป็นกรณีรูปธรรมที่สะท้อนถึงปัญหาความขัดแย้งในสังคมไทยที่ยังคงดำรงอยู่ อันเนื่องมาจากเรื่องแนวคิดการพัฒนาประเทศ  เรื่องทิศทางการพัฒนาด้านพลังงาน เรื่องกระบวนการตัดสินใจนโยบายสาธารณะ เรื่องความแตกต่างของข้อมูลด้านพลังงาน เรื่องระบบการทำรายงานวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA) ฯลฯ ซึ่งล้วนเป็นเรื่องจำเป็นที่ต้องปฏิรูป เป็นประเด็นที่เกี่ยวโยงกับการกำหนดยุทธศาสตร์ชาติระยะยาว และเป็นโจทย์ท้าทายต่อการสร้างความปรองดอง
รัฐบาลและสังคมไทยควรใช้เรื่องนี้เป็นกรณีตัวอย่างของการจัดการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งร่วมกันอย่างสร้างสรรค์ หาทางเลือกทางออกโดยใช้สันติวิธี ทำให้เป็นจุดเริ่มต้นและผลลัพธ์รูปธรรมของการปฏิรูป การสร้างความสามัคคีปรองดองอย่างแท้จริง และการกำหนดยุทธศาสตร์ชาติเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนตามหลักธรรมาภิบาล ตามที่ได้กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ (ม.๖๕) และเป็นภารกิจหลักของ ป.ย.ป.
๒. รัฐบาลควรจัดเวทีสาธารณะที่เป็นกลางที่เป็นที่ยอมรับโดยทุกฝ่าย เพื่อให้ทั้งฝ่ายสนับสนุน และฝ่ายคัดค้านโรงไฟฟ้าถ่านหิน จ.กระบี่ รวมทั้งในพื้นที่อื่นๆ ได้ถกแถลงเหตุผลและข้อมูลของทั้งสองฝ่าย และเพื่อให้ประชาชนทั่วไปซึ่งเป็นผู้ใช้พลังงานไฟฟ้าได้รับทราบข้อมูลอย่างรอบด้าน เป็นโอกาสของการสร้างการเรียนรู้เรื่องพลังงานแก่สังคมไทย ให้มีส่วนร่วมรับรู้ข้อมูลที่ใช้ในการตัดสินใจ รับรู้ภาระและผลกระทบที่จะเกิดขึ้น ไม่ว่ารัฐบาลจะตัดสินใจเลือกกำหนดนโยบายอย่างไร ทั้งนี้ อาจให้สถาบันอุดมศึกษาอย่างน้อยจำนวน ๓ สถาบัน ที่จัดการเรียนการสอนเรื่องพลังงานและเรื่องสิ่งแวดล้อม ร่วมกันเป็นองค์กรเจ้าภาพจัดเวทีและกระบวนการดังกล่าว และเป็นผู้จัดทำรายงานสรุปผลการจัดเวทีสาธารณะเสนอต่อรัฐบาลและเผยแพร่ต่อสาธารณะ และให้รัฐบาลนำรายงานดังกล่าวเป็นฐานในการกำหนดตัดสินใจทางนโยบายต่อไป
๓. การจัดเวทีสาธารณะและการตัดสินใจทางนโยบายในกรณีโรงไฟฟ้าถ่านหิน จ.กระบี่ รวมทั้งในพื้นที่อื่นๆ ควรมีประเด็นที่ครอบคลุมอย่างน้อยใน ๔ เรื่องดังนี้
๓.๑ การพิจารณาถึงความสอดคล้องกับเป้าหมาย เป้าประสงค์ และตัวชี้วัดเรื่องเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ที่ประเทศไทยมีข้อผูกพันทางการเมืองในการมุ่งมั่นดำเนินการให้บรรลุผลตั้งแต่ปี ๒๕๕๘
๓.๒ การพิจารณาถึงความสอดคล้องกับพันธะสัญญาภายใต้ความตกลงปารีส ที่ประเทศไทยได้ตั้งเป้าหมายการลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกร้อยละ ๒๐- ๒๕ จากอัตราการปล่อยปกติให้ได้ภายในปี ๒๕๗๓ และต้องมีการทบทวนเป้าหมายดังกล่าวให้มีระดับก้าวหน้าขึ้นทุกๆ ๕ ปีนับตั้งแต่ปี ๒๕๖๓ เป็นต้นไป
๓.๓ การพิจารณาถึงเป้าหมายความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศทั้งในระยะสั้น และระยะยาว
๓.๔ การพิจารณาถึงทางเลือกของการจัดหาพลังงานอย่างรอบด้าน ทั้งที่เป็นพลังงานฟอสซิล พลังงานหมุนเวียน โดยมีการศึกษาวิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับต้นทุนโดยรวมของแต่ละทางเลือก ทั้งที่เป็นต้นทุนด้านเศรษฐกิจ ด้านสิ่งแวดล้อม ด้านสังคม และด้านสุขภาพ
ณ  ๑๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๐
รายนามผู้ลงนามสนับสนุน
รายชื่อองค์กร
๑. สมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน
๒. มูลนิธิเพื่อสิทธิมนุษยชนและการพัฒนา
๓. มูลนิธิผสานวัฒนธรรม
๔. คณะทำงานความเป็นธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน (TJ – Thailand)
๕. เครือข่ายผู้หญิงเพื่อความก้าวหน้า
๖. มูลนิธิผู้หญิง
๗. มูลนิธิส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน
๘. มูลนิธิเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน
๙. เครือข่ายกะเหรี่ยงเพื่อวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม เขตงานตะนาวศรี
๑๐. เครือข่ายชาวเล อันดามัน
๑๑. เครือข่ายชนเผ่าฯ ภาคใต้
๑๒. เครือข่ายชุมชนเพื่อการปฏิรูปสังคมและการเมืองจังหวัดพังงา
๑๓. เครือข่ายผู้ประสบภัยสึนามิ
๑๔. เครือข่ายสิทธิคนจนพัฒนาภูเก็ต
๑๕. เครือข่ายการแก้ปัญหาคืนสัญชาติคนไทยพลัดถิ่น จังหวัดระนองและประจวบคีรีขันธ์
๑๖. เครือข่ายชุมชนเพื่อการปฏิรูปสังคมและการเมือง (คปสม.)
๑๗. เครือข่ายชุมชนเพื่อการปฏิรูปสังคมและการเมือง จ.อุบลราชธานี
๑๘. เครือข่ายชุมชนจัดการภัยพิบัติ
๑๙. เครือข่ายภัยพิบัติตำบลท่าหิน จ.สงขลา
๒๐. เครือข่ายสิ่งแวดล้อมจังหวัดปทุมธานี
๒๑. เครือข่ายรักอ่าวไทยตอนบนอ่าว"ก"
๒๒. มูลนิธิสืบศักดิ์สิน แผ่นดินสี่แคว
๒๓. มูลนิธิเครือข่ายอนุรักษ์ผืนป่าตะวันตก
๒๔. มูลนิธิสถาบันปฎิปัณ
๒๕. มูลนิธิจัดการความรู้ และเครือข่ายโรงเรียนชาวนา จ.นครสวรรค์
๒๖. องค์การความร่วมมือเพื่อการฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติอันดามัน (ARR)
๒๗. มูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน (CRC)
๒๘. มูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม
๒๙. มูลนิธิสืบนาคะเสถียร
๓๐. สมาคมอนุรักษ์นกและธรรมชาติแห่งประเทศไทย
๓๑. กลุ่มอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพและสิ่งแวดล้อม
๓๒. กลุ่มใบไม้
๓๓. กลุ่มรักษ์เขาใหญ่
๓๔. เยาวชนต้นกล้า
๓๕. กลุ่มรักษ์เขาชะเมา
๓๖. ชมรมคนรักสัตว์ป่า
รายชื่อบุคคล
๓๗. ศ.สุริชัย หวันแก้ว ศูนย์ศึกษาสันติภาพและความขัดแย้ง จุฬาลงกรณ์
มหาวิทยาลัย
๓๘. นพ. นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ อดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
๓๙. รศ.ดร. โคทม อารียา
๔๐. ดร. ลัดดาวัลย์ ตันติวิทยาพิทักษ์ นักวิชาการอิสระ
๔๑. นายสมชาย หอมลออ นักกฎหมาย อดีตกรรมการปฏิรูปกฎหมาย
๔๒. นายจอน อึ๊งภากรณ์
๔๓. นายชำนาญ จันทร์เรือง เครือข่ายจังหวัดจัดการตนเอง
๔๔. ดร.จุฑาทิพย์ มณีพงษ์ มูลนิธิสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI)
๔๕. นางเรวดี ประเสริฐเจริญสุข ผู้อำนวยการ มูลนิธิเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน
๔๖. นายอดุลย์ เขียวบริบูรณ์ ประธานคณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา 35
๔๗. รศ.ดร. ประภาส ปิ่นตบแต่ง อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
๔๘. ดร.สมนึก จงมีวศิน เครือข่ายเพื่อนตะวันออก วาระเปลี่ยนตะวันออก
๔๙. อ.ศศิน เฉลิมลาภ ประธานมูลนิธิสืบนาคะเสถียร
๕๐. ดร. กฤษฎา บุญชัย รองเลขาธิการ สถาบันชุมชนท้องถิ่นพัฒนา (LDI)
๕๑. ดร. บัณฑูร เศรษฐศิโรตม์ ผู้อำนวยการ สถาบันธรรมรัฐเพื่อการพัฒนาสังคมและ
สิ่งแวดล้อม (GSEI)
๕๒. อ. ไพสิฐ พาณิชย์กุล ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายบริหารงานทั่วไปและกฎหมาย/
อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
๕๓. นางสมศรี หาญอนันทสุข กรรมการมูลนิธิองค์กรกลางเพื่อประชาธิปไตย
๕๔. ผศ.ดร. ภูมิ มูลศิลป์ รองคณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ
๕๕. นางสาวศยามล ไกรยูรวงศ์ นักวิชาการอิสระ
๕๖. ดร. อุกฤษฏ์ ปัทมานันท์ รองผู้อำนวยการสถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยา
๕๗. นายประดิษฐ์ เรื่องดิษฐ์ อดีตนายกสมาคมนักข่าวหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย
๕๘. นายพลาย ภิรมย์ นักวิชาการอิสระด้านสิ่งแวดล้อม
๕๙. นางสาวกัญญารัตน์ วิภาตวัต นักวิชาการด้านกฎหมายสิทธิมนุษยชน
๖๐. นายมนต์ชีพ ศิวะสินางกูร ศิลปิน
๖๑. นายวิชญ์ พิมพ์กาญจนพงศ์ นักออกแบบและศิลปิน
๖๒. นายชลัท ประเทืองรัตนา นักวิชาการด้านสันติวิธี
๖๓. ดร. อลงกต ชูแก้ว ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและอนุรักษ์ช้างไทย
๖๔. นางสาวอาภาภรณ์ แสวงพรรค นักเศรษฐศาสตร์
๖๕. นางสาวโซไรดา ซาลวาลา มูลนิธิเพื่อนช้าง
๖๖. นายดิชฐ์พิเชษ สุวรรณโพธิ์ นายกสมาคมเครือข่ายกองทัพสีเขียวด้วยชีวิตพอเพียง
๖๗. ดร. ศักดิ์ ประสานดี มหาวิชชาลัยภูมิปัญญาชุมชนท้องถิ่น
๖๘. อ.ชล บุนนาค อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
๖๙. นายสุณัย ผาสุข ที่ปรึกษา Human Rights Watch ประเทศไทย
๗๐. นายสมภพ บุนนาค นักพัฒนาสังคมอิสระ
๗๑. ดร. นฤมล อรุโณทัย
๗๒. ศ.ดร. เผดิมศักดิ์ จารยะพันธุ์ นักวิชาการอิสระ
๗๓. นายอรรถเศรษฐ์ จริยธรรมานุกูล นักวิชาการอิสระ
๗๔. อ.ดรุณี ไพศาลพาณิชย์กุล คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
๗๕. นางสาวธนวดี ท่าจีน ประธานเครือข่ายสตรี 4 ภาคเพื่อความก้าวหน้าของผู้หญิง
๗๖. ชุติมา แต่งเกลี้ยง นักกิจกรรม
๗๗. จารุวรรณ สาทลาลัย นักกิจกรรม
๗๘. ดร. ชวลิต วิทยานนท์ มูลนิธิสืบสืบนาคะเสถียร
๗๙. นางสาวณัติกาญจน์ สูติพันธ์วิหาร นักวิชาการอิสระด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA-EIA)
๘๐. นางสาววรลักษณ์ ศรีใย นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อม
๘๑. นายประพจน์ ศรีเทศนัก นักวิชาการอิสระ จังหวัดพิษณุโลก
๘๒. ดร.เชิญ ไกรนา นักวิชาการอิสระ
๘๓. ดร.ทรงกฤษณ์ ประภักดี นักวิชาการอิสระ
๘๔. น.ส.สุปราณี กำปงซัน IUCN
๘๕. รศ.ดร.ฉันทนา บรรพศิริโชติ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
แถลงการณ์โรงไฟฟ้าถ่านหินจากกรณีที่คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) มีมติเมื่อวันที่ ๑๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๐ เห็นชอบการเดินหน้าการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินใน จ.กระบี่ ซึ่งนำไปสู่การชุมนุมคัดค้านของเครือข่ายปกป้องอันดามัน และประชาชนจากจังหวัดกระบี่ รวมทั้งประชาชนจากพื้นที่ใกล้เคียงที่ต้องการปกป้องสิทธิชุมชนของตนเอง ที่ไม่เห็นด้วยกับมติดังกล่าวบริเวณหน้าทำเนียบรัฐบาลมาตั้งแต่วันที่ ๑๖ กุมภาพันธ์
 

รับข่าวสาร

Community

facebook twitter youtube
instagram ebooks

DOWNLOAD E-BOOKS

คู่มือ
คู่มือการมีส่วนร่วม
และจัดการความขัดแย้ง
ในผืนป่าตะวันตก

DOWNLOAD

Who's online

เรามี 203 บุคคลทั่วไป ออนไลน์

<<  กุมภาพันธ์ 2017  >>
 จ.  อ.  พ.  พฤ  ศ.  ส.  อา 
  
  6  7  8101112
13
20212223242526
2728     
ของที่ระลึก
nodam
เหตุผลในการคัดค้าน
เขื่อนแม่วงก์
โดย มูลนิธิสืบนาคะเสถียร
ป่าตะวันตก


ของที่ระลึกองค์กร

http://www.seub.or.th/components/com_gk2_photoslide/images/thumbm/895080saveforest.jpg http://www.seub.or.th/components/com_gk2_photoslide/images/thumbm/544918GIFT_1.jpg http://www.seub.or.th/components/com_gk2_photoslide/images/thumbm/982449GIFT_2.jpg http://www.seub.or.th/components/com_gk2_photoslide/images/thumbm/183825GIFT_3.jpg

ผู้สนับสนุนมูลนิธิ

http://www.seub.or.th/components/com_gk2_photoslide/images/thumbm/547665THANK_PORAR.jpg http://www.seub.or.th/components/com_gk2_photoslide/images/thumbm/594961THANK_SCB.jpg http://www.seub.or.th/components/com_gk2_photoslide/images/thumbm/631573THANK_CROWNPROPERTY.jpg http://www.seub.or.th/components/com_gk2_photoslide/images/thumbm/868548THANK_EGCO.jpg http://www.seub.or.th/components/com_gk2_photoslide/images/thumbm/593615THANK_PASAYA.jpg http://www.seub.or.th/components/com_gk2_photoslide/images/thumbm/725396THANK_BAREFOOT.jpg
สำหรับเจ้าหน้าที่ iconkeyy สถิติการเข้าชมเว็บไซต์ ครั้ง

resource