ในวันศุกร์ ที่ 16 มกราคม กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ได้ลงนาม ความร่วมมือกับองค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (อพท.) และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จำนวน 2 ฉบับ คือ 1) การส่งเสริม สนับสนุนและประสานงานในการพัฒนาพื้นที่ท่องเที่ยวอุทยานแห่งชาติภูกระดึง และ 2) การศึกษา วิจัย และการพัฒนาพื้นที่ท่องเที่ยวที่เกี่ยวเนื่องกับ อพท.
มีพี่นักข่าวหลายท่าน สอบถามความเห็นของผมในฐานะประธานมูลนิธิสืบนาคะเสถียร ผมขอรวบรวมข้อคิดเห็นที่ได้ให้ข้อมูลไปดังนี้
1. การลงนามใน MOU นี้ เหมือนลงนามอนุญาตให้เข้าศึกษา ตามปกติที่มีการส่งเรื่องมายังกรมฯ เพียงแต่เพิ่มพิธีกรรม (ผมยังไม่เห็นเนื้อหารายละเอียดนะครับ เพียงแต่ตามข้อมูลจากข่าว)
2. การลงนามทั้งฉบับที่ 2 เพื่อเห็นชอบในหลักการ ถ้าอพท. จะมีโครงการศึกษาการพัฒนาในพื้นที่อื่นๆ ของกรมอุทยานฯ
แต่ทั้งนี้ MOU ทั้งสองฉบับ ต้องทำไปตามกระบวนการกฎหมาย ซึ่งรวมๆ แล้วไม่น่าผิดอะไร
แต่ที่ผมรู้สึกแปลกใจ คือ กรมอุทยานฯ ในฐานะผู้ดูแลพื้นที่ที่จะได้รับผลกระทบจากโครงการนี้ กลายเป็นผู้ลงมาเล่นด้วยเสียเอง ออกหน้าไปลงนามจะพัฒนาโครงการกระเช้าให้ได้ ทั้งควรต้องเป็นหน่วยงานตรวจสอบผลที่เขาจะลงไปทำการศึกษา รวมถึงตรวจสอบหากเขาดำเนินการก่อสร้างในฐานะผู้ปกป้อง ดูแลทรัพยากรให้เกิดการอนุรักษ์ที่ยั่งยืนอย่างแท้จริงด้วยซ้ำ
วันนี้ผลการศึกษามันยังไม่ออก คาดว่าแล้วเสร็จปี 2570 คงต้องรอติดตาม
แต่มีหลายคำถามที่ EIA ฉบับเก่าๆ (มากกว่า 3 ฉบับ) ตลอด 30 ปีที่ทำกันมายังตอบไม่เคลียร์ เช่น ความคุ้มค่าทางเศษฐศาสตร์, ผลกระทบกับสัตว์ป่า โดยเฉพาะช้างป่าที่กระจายอยู่ในหลายจุด รวมถึงบริเวณจุดก่อสร้าง และระบบนิเวศพื้นที่เฉพาะตัวด้านบนจะบริหารจัดการอย่างไร, ตัวเลขนักท่องเที่ยวกับความเหมาะสมในการใช้พื้นที่ด้านบน ทั้งที่เดินและจะขึ้นกระเช้า, ใครจะเป็นผู้บริหารและดูแลกิจการนี้, โครงการที่ศึกษากันนี้ทำแค่เส้นทางกระเช้า หรือศึกษาทั้งโครงการเต็มทั้งพื้นที่บนภูกระดึง (ซึ่งถ้าไม่เต็มพื้นที่ผมว่ายิ่งแย่ไปใหญ่ เหมือนจะสร้างเขื่อน แต่ไม่ทำระบบส่งน้ำไปสู่ผู้ใช้) รูปแบบการท่องเที่ยวอื่นๆ ที่เหมาะสมกว่านี้ ยั่งยืนกว่านี้ ตามหลักการของ อพท. หากไม่ใช่เรื่องก่อสร้างกระเช้า มีไหม อย่างไร ??? ฯลฯ
สุดท้าย มันอาจไม่ใช่ทางเลือกที่เหมาะสมด้วยซ้ำ แต่นี่กลับเลือกจะสร้างไปแล้ว โดยพยายามหาข้อมูลมาอธิบายกันว่าจะให้สร้างอย่างไร
ขณะที่วันเดียวกันนี้ พื้นที่มรดกโลกดงพญาเย็น-เขาใหญ่ มีการประชุมเพื่อจัดทำ SEA หรือการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ “คือเอาสิ่งแวดล้อมเป็นตัวตั้ง” ศึกษาข้อมูล แล้วมาช่วยกันตัดสินใจวางแผนการบริหารจัดการระหว่างหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมชลประทาน กรมทางหลวง สภาพัฒน์ฯ ให้เกิดความเหมาะสม สมดุล คุ้มค่า และเป็นประโยชน์ร่วมกันทุกฝ่ายอย่างแท้จริง
ซึ่งอุทยานแห่งชาติภูกระดึง ในฐานะอุทยานมรดกอาเซียน (ASEAN Heritage Park) ควรเริ่มด้วยการจัดทำ SEA ก่อนด้วยซ้ำ
ผมถึงงงๆ กับบทบาทของกรมอุทยานฯ ที่เป๋ไปเป๋มา
ตลอดการขึ้นภูกระดึงด้วยเท้าที่ผ่านมา ผมมีโอกาสเห็นผู้คนทุกกลุ่ม (รวมถึงกลุ่มผู้พิการตาบอดและผู้เดินด้วยไม้ค้ำ) ทุกรุ่นอายุ (4-70 กว่าขวบปี) เดินขึ้นมาบนภูกระดึงได้ เพราะแรงใจที่ตั้งมั่น การดูแลสุขภาพร่างกายให้พร้อมและแรงช่วยจากเพื่อนร่วมทาง
การเข้าถึงพื้นที่จึงไม่ได้หมายถึงทุกพื้นที่ต้องให้เข้าถึง การมีหลากหลายทางเลือกในการที่ให้แต่ละกลุ่มเข้าถึงพื้นที่อนุรักษ์เป็นเรื่องที่ดี แต่ควรพิจารณาประเมินความเหมาะสมด้วยครับ
ผู้เขียน
ประธานมูลนิธิสืบนาคะเสถียร



