มูลนิธิสืบนาคะเสถียรทำงานเพื่อปกป้องทรัพยากรธรรมชาติ ผืนป่า และสัตว์ป่า ถึงแม้ว่าพื้นที่ดำเนินงานหลักของมูลนิธิจะอยู่โซนผืนป่าตะวันตก แต่ในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมหรือโครงการพัฒนาต่างๆ ที่อาจส่งผลกระทบต่อผืนป่าและสัตว์ป่า
ในพื้นที่อื่น มูลนิธิสืบนาคะเสถียรก็ให้ความสำคัญกับการเฝ้าระวัง ติดตามสถานการณ์ และลงพื้นที่เพื่อร่วมตรวจสอบข้อมูลอย่างต่อเนื่อง ซึ่งผลกระทบต่อผืนป่าและสัตว์ป่า ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งเท่านั้น แต่ส่งผลกระทบในภาพรวมต่อคนไทยทุกคน
กรณีการสร้างอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนดในพื้นที่อุทยานแห่งชาติน้ำตกเขาสิบห้าชั้น ซึ่งพื้นที่บางส่วนในการสร้างอ่างเก็บน้ำมีสถานะเป็นอุทยานแห่งชาติ อันถือเป็นสมบัติร่วมของประชาชนทุกคน
พวกเราพยายามเรียกร้องและคัดค้านโครงการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนดมาโดยตลอด เนื่องจากมีความกังวลในประเด็นผลกระทบต่อผืนป่าและสัตว์ป่า ดังนี้
1. มูลนิธิสืบนาคะเสถียรได้ให้ข้อคิดเห็นต่อกรมชลประทาน กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่า ข้อมูลในรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EHIA) โดยเฉพาะพื้นที่ป่าที่เป็นที่ราบต่ำ ซึ่งปัจจุบันเหลืออยู่ในประเทศไทยน้อยมาก และในกรณีของอุทยานแห่งชาติน้ำตกเขาสิบห้าชั้น พื้นที่ราบเหล่านี้เป็นแหล่งที่อยู่อาศัยที่สำคัญของสัตว์ป่า
2. การเคลื่อนย้ายของสัตว์ป่า สำหรับในพื้นที่อุทยานแห่งชาติน้ำตกเขาสิบห้าชั้น มีช้างป่ากว่า 70 ตัว ในขณะเดียวกัน ยังมีสัตว์ป่าจากพื้นที่โดยรอบ คือ อ่างฤๅไน และเขาสอยดาว ที่เชื่อมกันเป็นผืนป่ารอยต่อ 5 จังหวัด มีสัตว์ป่าหลายชนิด เช่น ช้างป่า กระทิง และวัวแดง เคลื่อนย้ายไปมาและหากินบริเวณนี้ ซึ่งหากมีการเปลี่ยนแปลงสภาพพื้นที่จากการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำ อาจส่งผลกระทบต่อรูปแบบการใช้พื้นที่ของสัตว์ป่าเหล่านี้อย่างมีนัยสำคัญ
3. ภาพรวมของการพัฒนาแหล่งน้ำในพื้นที่บริเวณนี้ ปัจจุบันมีทั้งอ่างเก็บน้ำคลองประแกด อ่างเก็บน้ำคลองพวาใหญ่ และโครงการอ่างเก็บน้ำแก่งหางแมวที่เสร็จทำแล้ว มูลนิธิสืบนาคะเสถียรมองว่า หากมีการบริหารจัดการในพื้นที่ชลประทาน และการกระจายน้ำอย่างเหมาะสม ก็สามารถสร้างประโยชน์ให้กับประชาชนในพื้นที่ได้เพียงพอ
4. ภายใต้ภาพลักษณ์โครงการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดใหญ่ มีประเด็นเรื่องการนำน้ำไปใช้ในภาคอุตสาหกรรม โครงการเหล่านี้ไม่ได้สื่อสารข้อมูลที่ชัดเจนต่อสาธารณะ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการออกแบบระบบท่อขนาดใหญ่เพื่อนำน้ำจากอ่างต่างๆ เพื่อไปเติมในพื้นที่อุตสาหกรรม ทั้งที่โครงการเหล่านี้เป็นโครงการเพื่อประโยชน์กับคนที่อยู่ในพื้นที่สำหรับชุมชน เกษตรกร แหล่งท่องเที่ยวในท้องถิ่น และบรรเทาอุทกภัย ถือว่าไม่เป็นธรรมกับคนในพื้นที่ และอุทยานแห่งชาติในฐานะสาธารณะสมบัติของทุกคน
จากข้อมูลที่กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ได้นำเสนอในวันนี้ “พบว่ายังมีข้อมูลบางส่วนที่ไม่สอดคล้องกันระหว่างข้อมูลของกรมอุทยานฯ กับข้อมูลในรายงาน EHIA โดยกรมชลประทาน ควรมีการปรับปรุงและทบทวนข้อมูลดังกล่าว เพื่อให้การออกแบบมาตรการลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม หรือแม้แต่การออกแบบโครงการให้เกิดประโยชน์กับพื้นที่และประชาชนเป็นไปบนฐานข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วน”
และหากโครงการจะถูกดำเนินการต่อไป สิ่งสำคัญที่สุดคือ โครงการต้องก่อให้เกิดประโยชน์กับประชาชนในพื้นที่อย่างแท้จริง ควบคู่ไปกับการรักษาและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ หากสามารถสร้างสมดุลระหว่างการพัฒนาและการอนุรักษ์ได้ ก็จำเป็นต้องเดินหน้าภายใต้กระบวนการที่รอบคอบ โปร่งใส และเปิดรับความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน
ท้ายที่สุดนี้ ขอชื่นชมกรมอุทยานฯ ที่จัดให้มีเวทีรับฟังความคิดเห็น เพื่อเปิดโอกาสให้พี่น้องประชาชนในพื้นที่ได้สะท้อนมุมมองและข้อมูลของตนเอง ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อกรมอุทยานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการนำไปประกอบการพิจารณา รวมถึงการทบทวนข้อเสนอและแนวทางในรายละเอียดต่อไปในอนาคต

เรียบเรียง เวทีประชุมกรณีโครงการอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด ในเขตอุทยานแห่งชาติเขาสิบห้าชั้น จังหวัดจันทบุรี วันที่ 26 มกราคม 2569 ณ โรงเรียนบ้านโป่งเกตุ
ผู้เขียน
ประธานมูลนิธิสืบนาคะเสถียร



