Weather Station ‘หูตา’ ของคนตัวเล็ก ในวันที่โลก (เดือด) ไม่เหมือนเดิม

Weather Station ‘หูตา’ ของคนตัวเล็ก ในวันที่โลก (เดือด) ไม่เหมือนเดิม

ในรอบไม่กี่ปีที่ผ่านมา คำว่า ‘สภาพอากาศแปรปรวน’ ไม่ใช่เรื่องไกลตัวที่พบเจอจากฟีดข่าวต่างประเทศอีกต่อไป แต่คือราคามะนาวที่พุ่งสูงเพราะภัยแล้ง น้ำท่วมฉับพลันที่ถล่มย่านเศรษฐกิจ หรือแม้แต่ฝุ่นพิษ PM 2.5 ที่บดบังทัศนียภาพเมืองไทยไปเกือบครึ่งปี 

วิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้ส่งผลกระทบต่อปากท้องและชีวิตของเราอย่างรุนแรงจนถึงจุดที่ต้องเรียกว่าเป็นยุค ‘โลกเดือด’ อย่างแท้จริง และไม่มีใครหนีสิ่งนี้พ้น 

การติดตามข่าวสารเรื่องนี้จึงเป็นหนึ่งในหัวข้อที่ต้องเช็คลิสต์ประจำวันไม่ต่างจากการจิบกาแฟยามเช้า แต่กระนั้นการรอฟังพยากรณ์อากาศแบบรวมๆ จากหน้าจอทีวีหรือแอปพญากรณ์มันอาจไม่พอในบางครั้ง 

เพราะในสภาพความเป็นจริง อากาศมีความแตกต่างกันในระดับที่เรียกว่า ‘Microclimate’ หรือ ‘สภาพอากาศระดับจุลภาค’ บางตำบลหรือแต่ละหุบเขาอาจมีปริมาณฝนและอุณหภูมิที่ต่างกันลิบลับ 

การที่คนธรรมดาหรือชุมชนเริ่มหันมาสร้างองค์ความรู้เรื่องอากาศด้วยตัวเองผ่านการศึกษาข้อมูลอย่างเป็นระบบ จึงกลายเป็นอาวุธสำคัญที่จะทำให้เราปรับตัวและอยู่รอดได้ในระยะยาว

เครื่องมือหนึ่งที่เป็นหัวใจสำคัญของภารกิจนี้คือ ‘สถานีตรวจวัดอากาศ’ หรือ ‘Weather Station’ ซึ่งเปรียบเสมือนชุดสมองกลที่คอยบันทึกพฤติกรรมของชั้นบรรยากาศ ณ พิกัดที่ติดตั้ง เพื่อเปลี่ยนค่าทางกายภาพให้กลายเป็นตัวเลขที่มนุษย์เข้าใจได้ 

หากมองย้อนกลับไปในสมัยก่อน เราอาจคุ้นตากับสถานีตรวจวัดอากาศที่เป็นเสาเหล็กสูงตระหง่านตามสนามบินหรือหน่วยงานรัฐ มีองค์ประกอบที่ดูซับซ้อนอย่างกังหันลมหมุนติ้วอยู่บนยอด มีกล่องที่เรียกว่า Stevenson Screen เพื่อปกป้องเซนเซอร์วัดอุณหภูมิจากแสงแดด 

แต่ในปัจจุบันที่เทคโนโลยี IoT (Internet of Things) ก้าวหน้าไปไกล สถานีเหล่านี้ถูกย่อส่วนลงจนเหลือขนาดกะทัดรัดติดตั้งง่ายตามบ้านเรือนหรือไร่นา ในประเทศไทยเราได้เห็นการใช้งานที่แพร่หลายขึ้นมาก ตั้งแต่สถานีมาตรฐานของกรมอุตุนิยมวิทยา ไปจนถึงเครือข่ายของสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (สสน.) และกลุ่มเกษตรกรยุคใหม่ที่ใช้ข้อมูลเหล่านี้มาวางแผนการเพาะปลูกอย่างแม่นยำ

ข้อมูลพื้นฐานที่สถานีเหล่านี้รายงานออกมา ไม่ว่าจะเป็นอุณหภูมิอากาศ ความชื้นสัมพัทธ์ ความกดอากาศ ความเร็วและทิศทางลม ปริมาณน้ำฝน ไปจนถึงการเป็นระบบเตือนภัยสุขภาพที่ช่วยให้ชุมชนรู้ว่าควันไฟและฝุ่นพิษจะพัดมาถึงบ้านเมื่อใด ซึ่งข้อมูลเหล่านี้ล้วนเป็นจิ๊กซอว์ตัวสำคัญในการบริหารจัดการชีวิต 

และยิ่งในวันที่โลกเผชิญกับปรากฏการณ์เอลนีโญและลานีญาอย่างรุนแรงขึ้น การติดตามข้อมูลคุณภาพอากาศควบคู่ไปกับสภาพอากาศจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะมันช่วยให้เราเห็นความเชื่อมโยงระหว่างอุณหภูมิที่สูงขึ้นกับมลพิษทางอากาศที่หนาแน่นกว่าปกติ นำไปสู่การวางแผนการจัดการผลผลิตทางการเกษตร ตลอดจนป้องกันสุขภาพของกลุ่มเปราะบางในพื้นที่ได้อย่างทันท่วงที

ยกตัวอย่างเปรียบเทียบง่ายๆ สมมติผู้ใช้ประกอบอาชีพเกษตรกรรม การดู ‘ตัวเลขน้ำฝน’ จากสถานีตรวจวัดอากาศ ก็เหมือนกับการมอง ‘สมุดบัญชีเงินฝาก’ 

ถ้าหากฝนตก 5-10 มม. (ค่าปริมาณน้ำฝนจากสถานีตรวจวัดอากาศ หน่วยที่ใช้คือ มิลลิเมตร มม.) เหมือนมีเงินโอนเข้าบัญชีแค่นิดเดียว พอแค่ซื้อขนมกินน้ำฝนจะเปียกแค่ผิวหน้าดินแต่ยังซึมลงไปไม่ถึงรากพืช ถ้าอากาศร้อนจัดแป๊บเดียวก็ระเหยหมด นั่นหมายความว่าเจ้าของไร่ต้องรดน้ำเพิ่ม

แต่ถ้าฝนตก 20-30 มม. ก็เหมือนมีเงินก้อนใหญ่เข้าบัญชี น้ำจะซึมลงไปลึกถึงระดับรากส่วนใหญ่ พืชจะอิ่มน้ำไปได้หลายวัน ก็ปิดก๊อกน้ำได้เลย

หรือในข้อมูลทิศทางลม ถ้าข้อมูลบอกว่าลมแรงผิดปกติ และความกดอากาศลดต่ำลง แสดงว่าพายุกำลังเข้า เกษตรกรต้องได้รีบหาไม้ค้ำยันให้ต้นไม้ หรือรีบเก็บผลผลิตที่สุกก่อนที่มันจะร่วงเสียหาย

มิติที่น่าสนใจอีกอย่างที่สุดของการใช้เทคโนโลยีนี้คือ ความเชื่อมโยงกับ ‘ป่าชุมชน’ บ้านอีกหลังของความหลากหลายทางชีวภาพ และเป็นซูเปอร์มาร์เก็ตให้กับผู้คน 

ซึ่งหากชุมชนท้องถิ่นเข้ามารับบทบาทเป็นเจ้าของข้อมูลอากาศเอง จะช่วยให้เห็นความสัมพันธ์ที่ชัดเจนระหว่างความสมบูรณ์ของผืนป่ากับอุณหภูมิในหมู่บ้าน 

ข้อมูลจากสถานีตรวจวัดอากาศสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในงานอนุรักษ์ได้อย่างเป็นรูปธรรม เช่น การใช้เซนเซอร์วัดความชื้นและอุณหภูมิเพื่อเฝ้าระวังไฟป่าในเขตป่าชุมชน โดยระบบสามารถแจ้งเตือนผ่านสมาร์ทโฟนได้ทันทีก่อนที่ไฟจะลุกลาม 

หรือการใช้ข้อมูลสถิติปริมาณน้ำฝนเพื่อวางแผนฟื้นฟูป่าให้สอดคล้องกับแนวโน้มสภาพอากาศที่เปลี่ยนไปและสัมพันธ์กับทรัพยากรที่ผลิดอกในป่า

ข้อมูลเหล่านี้ยังช่วยให้ชุมชนมีหลักฐานเชิงประจักษ์ในการสื่อสารกับสังคมว่า การรักษาป่าชุมชนไม่ใช่แค่เรื่องของการปลูกต้นไม้ แต่คือการรักษา ‘เครื่องปรับอากาศธรรมชาติ’ ที่ช่วยบรรเทาผลกระทบจากภาวะโลกเดือดในระดับพื้นที่

การศึกษาองค์ความรู้นี้ จึงเปรียบได้กับสะพานเชื่อมโยงระหว่างองค์ความรู้ท้องถิ่นกับข้อมูลวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ การที่ชุมชนสามารถอ่านค่าอากาศและเข้าใจระบบนิเวศของตนเองได้ จะนำไปสู่การจัดการทรัพยากรที่ยั่งยืน และการสร้างความตระหนักรู้ร่วมกันในการปกป้องสิ่งแวดล้อม 

ในวันที่พายุแห่งการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกำลังถาโถมเข้าใส่เราอย่างไม่หยุดหย่อน ข้อมูลที่แม่นยำและการมีส่วนร่วมของคนในพื้นที่นี่เองที่จะเป็นแสงสว่างนำทางให้เรามองเห็นหนทางเดินไปสู่อนาคตที่มั่นคงและยั่งยืนกว่าเดิม

ในปี พ.ศ. 2569 มูลนิธิสืบนาคะเสถียร เตรียมดำเนินแผนงานการนำวิชาการเทคโนโลยีมาเป็นฐานในการจัดการทรัพยากร ผ่านกิจกรรม ติดตั้งสถานีตรวจวัดสภาพอากาศ 5 แห่ง พร้อมระบบฐานข้อมูล ภายใต้โครงการสร้างความพร้อมต่อการรับมือสภาพภูมิอากาศในพื้นที่แนวกันชนของผืนป่าตะวันตก ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจาก ธนาคารฮ่องกงและเซี่ยงไฮ้แบงกิ้งคอร์ปอเรชั่น จำกัด

ผู้เขียน

Website | + posts

ทำงานอิสระที่เกี่ยวข้องกับหนังสือ การเขียน เรื่องสิ่งแวดล้อมและดนตรีนอกกระแส - เวลาส่วนใหญ่ของชีวิตใช้ไปกับการนั่งมองความเคลื่อนไหวของใบไม้และสายลม