นับตั้งแต่ต้นปี 2568 เรื่อยมาจนถึงเมษายน 2569 มูลนิธิสืบนาคะเสถียร ได้นำเสนอเรื่องราว #คนเฝ้าช้าง ไปทั้งหมด 13 ตอน และบวกตอนพิเศษอีกหนึ่ง
เรื่องเล่าชุดนี้เขียนขึ้นจากบันทึกที่ถูกเก็บหอมรอบริบระหว่างการเดินทางของผู้เขียน เรียงร้อยเหตุการณ์ของกลุ่มคนที่ไม่ค่อยถูกกล่าวถึงนัก อย่างคนที่อยู่ตรงกลางของเรื่องราว หรือคนที่อยู่ตรงกลางระหว่างความขัดแย้งของคนกับช้าง รอบๆ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง – มาบอกเล่าให้ผู้ติดตามแฟนเพจมูลนิธิได้อ่านกัน
หากสรุปสั้นๆ ให้คนที่เพิ่งเห็น หรือยังไม่เคยอ่านซีรีส์ชุดนี้แม้แต่ตอนเดียวให้เข้าใจกันอย่างรวบรัด ‘คนเฝ้าช้าง’ คือ บันทึกเบื้องหลังการทำงานของกลุ่มคนตัวเล็กๆ ทั้งเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า อาสาสมัครภาคพลเมือง ที่ต้องเผชิญกับภารกิจในยามค่ำคืนเพื่อเฝ้าระวังและผลักดันช้างป่ากลับคืนสู่ผืนป่าใหญ่
เป็นบทสะท้อนความเสียสละ ความกล้าหาญ และความพยายามหาหนทางอยู่ร่วมกันอย่างยั่งยืนระหว่างมนุษย์กับสัตว์ป่า ท่ามกลางวิกฤตความขัดแย้งที่แฝงไปด้วยความสูญเสียและบทเรียนที่ไม่อาจละเลย
ตลอดทั้ง 13 + 1 ตอน เราพยายามบอกเล่าว่าคนกลุ่มนี้ต้องทำงานอย่างไร พบเจอกับสิ่งใดในแต่ละคืนวัน และต้องแบกรับความกดดันไว้มากเพียงไร
ทั้งแรงกดดันจากคนในชุมชนเองที่คาดหวังให้คนเฝ้าช้างผลักดันพี่ใหญ่กลับเข้าป่าสำเร็จ รวมถึงจากข้อบังคับ กฎหมาย และปัจจัยเกี่ยวเนื่อง จะผลักดันช้างกลับเข้าป่าอย่างไร จะใช้วิธีไหน ทำอย่างไรให้ช้างป่าไม่เครียด ไม่เจ็บ
แน่นอนว่าเรื่องราวที่บอกเล่าไป โดยส่วนใหญ่เป็นเพียงการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า แต่ก็ได้แทรกข่าวสารเชิงนโยบายเพื่อรายงานความคืบหน้าถึงกลไกที่สัมพันธ์กับการงานทำงานในพื้นที่ ตลอดจนแนวคิดของการแก้ไขปัญหาบางส่วน
ตรงจุดนี้ต้องขยายความเพิ่มเติมสักนิด การแก้ไขปัญหา ‘บางส่วน’ เล่าจากเสียงสะท้อนของคนเฝ้าช้าง หรือคนที่เผชิญกับเหตุการณ์จริงว่าเขาคิดเห็นอย่างไรต่อสิ่งที่เกิด บางครั้งอาจมาจากอารมณ์ความรู้สึกที่อยากพาตัวเองผ่านวันต่อวันได้อย่างปลอดภัยทั้งคนและช้าง
บางเรื่องอาจมองเพียงสิ่งเล็กๆ น้อยๆ อย่างการได้รับการสนับสนุนเสบียง อาหาร ค่าน้ำมันในแต่ละวัน ซึ่งแน่นอนว่ามันไม่ใช่วิธีการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน แต่ก็สะท้อนภาพถึงการจัดการในระดับพื้นที่ยังมีข้อจำกัดอีกหลายประการ ที่จำต้องแก้ไขและถูกยกระดับให้ดีขึ้นกว่าที่เป็นอยู่
อาจไม่ได้เป็นมุมในภาพรวมที่ใช้เลนส์ขยายภาพมอง แต่สำหรับระดับพื้นที่ หากสิ่งไหนทำได้ก่อน ก็จำเป็นต้องเร่งทำ ส่วนเรื่องนโยบาย การแก้ไขปัญหาทั้งระบบ หากถูกจัดวางเป็นรูปธรรมได้เมื่อไหร่ ครานั้นคนที่อยู่หน้างานก็พร้อมรับไปปฏิบัติ
นอกจากเรื่องที่นำมาเล่าสู่กันฟังนี้ ตลอดปี 2568 ที่ผ่านมา มูลนิธิสืบนาคะเสถียร ให้การสนับสนุนเสบียงและอุปกรณ์ผลักดันช้างป่า แก่ชุดเฝ้าระวังผลักดันช้างป่า ของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง และชุดผลักดันที่จัดตั้งขึ้นของชุมชน เป็นประจำทุกเดือน ในกิจกรรมลาดตระเวนร่วมดูแลป้องกันทรัพยากรในป่าชุมชนและสนับสนุนเสบียงสำหรับเครือข่ายผลักดันสัตว์ป่า โดยใช้งบประมาณจากโครงการธรรมชาติปลอดภัยในการดำเนินงาน
รวมถึงการทำงานเชิงนโยบาย และออกแบบการจัดการพื้นที่กันชนในนาม ‘ครอบครัวห้วยขาแข้ง’ ที่มีกรอบการทำงานในเรื่องสัตว์ป่าออกมาหากินนอกพื้นที่อนุรักษ์ ตั้งไว้เป็นประเด็นสำคัญ
นอกจากนี้ เมื่อวันช้างไทยที่ผ่านมา (13 มีนาคม 2569) มูลนิธิสืบนาคะเสถียรได้ทำแคมเปญระดมทุนพิเศษ ชวนสาธารณชนร่วมสนับสนุน ‘อุปกรณ์ส่งสัญญาณเตือนภัย’ เพื่อจัดซื้อและนำไปติดตั้งให้กับชุมชนที่มีช้างป่าเข้ามาใช้ประโยชน์ แต่ยังขาดแคลนอุปกรณ์ และสามารถระดมทุนได้ตามเป้าหมาย
มูลนิธิสืบนาคะเสถียร ในฐานะตัวแทนของ ‘คนเฝ้าช้าง’ ขอกล่าวขอบคุณทุกท่าน (อีกครั้ง) ที่มีส่วนร่วมในการระดมทุนครั้งนี้
และในโอกาสนี้ขออนุญาตกล่าวคำอำลา ซีรีส์คนเฝ้าช้าง ไว้ในคราวเดียวกัน
แต่…
เรื่องราวนี้ยังมีตอนต่อไป
ตลอดปี 2569 มูลนิธิสืบนาคะเสถียร ดำเนินแผนงานศึกษาข้อมูลสัตว์ป่าและการเคลื่อนที่ของสัตว์ป่าที่มีผลกระทบกับชุมชนรอบเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง ผ่านกิจกรรมจัดทำฐานข้อมูลสัตว์ป่าในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติและพื้นที่ป่าชุมชน จัดทำอัตลักษณ์ของสัตว์ป่า สำรวจพื้นที่เกษตรกรรมและพื้นที่ชุมชนที่สัตว์ป่าออกมาใช้ประโยชน์ ศึกษาเส้นทางการเคลื่อนที่ของช้างป่า และร่วมกิจกรรมลดผลกระทบจากสัตว์ป่าร่วมกับชุมชนและหน่วยงานอนุรักษ์ในพื้นที่ โดยได้รับงบประมาณสนับสนุนจากโครงการธรรมชาติปลอดภัย
และเตรียมพบกับ ซีรีส์คนเฝ้าช้าง ซีซั่น 2 ในจักรวาลเรื่องราวที่ขยายใหญ่ขึ้น เรื่องราวของผู้คนที่มากกว่าชุมชนในจังหวัดอุทัยธานี กลไกการทำงานที่หลากมิติขึ้น รวมถึงกิจกรรมการมีส่วนร่วมที่เพิ่มมากขึ้น
อีกไม่นานเกินรอ…
เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs)
เป้าหมายที่ 11 ทำให้เมืองและการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์มีความปลอดภัย ทั่วถึง พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงและยั่งยืน
11.4 เสริมความพยายามที่จะปกป้องและคุ้มครองมรดกทางวัฒนธรรมและทางธรรมชาติของโลก
เป้าหมายที่ 15 ปกป้อง ฟื้นฟู และสนับสนุนการใช้ระบบนิเวศบนบกอย่างยั่งยืน จัดการป่าไม้อย่างยั่งยืน ต่อสู้การกลายสภาพเป็นทะเลทราย หยุดการเสื่อมโทรมของที่ดินและฟื้นสภาพกลับมาใหม่ และหยุดการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ
15.5 ปฎิบัติการที่จำเป็นและเร่งด่วนเพื่อลดการเสื่อมโทรมของถิ่นที่อยุ่ตามธรรมชาติ หยุดยั้งการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ และภายในปี 2563 จะปกป้องและป้องกันการสูญพันธุ์ของชนิดพันธุ์ที่ถูกคุกคาม
15.9 บูรณาการมูลค่าของระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพเข้าไปสู่การวางแผนกระบวนการพัฒนา ยุทธศาสตร์การลดความยากจน และบัญชีทั้งระดับท้องถิ่นและระดับประเทศ ภายในปี 2563
15.a ระดมและเพิ่มทรัพยากรทางการเงินจากทุกแหล่งเพื่อการอนุรักษ์และการใช้ความหลากหลายทางชีวภาพและระบบนิเวศอย่างยั่งยืน
เป้าหมายที่ 17 เสริมความเข้มแข็งให้แก่กลไกการดำเนินงานและฟื้นฟูสภาพหุ้นส่วนความร่วมมือระดับโลกสำหรับการพัฒนาที่ยั่งยืน
17.17 สนับสนุนการส่งเสริมหุ้นส่วนความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาครัฐ-ภาคเอกชน และประชาสังคม โดยสร้างบนประสบการณ์และกลยุทธ์ด้านทรัพยากรของหุ้นส่วน
ผู้เขียน
ทำงานอิสระที่เกี่ยวข้องกับหนังสือ การเขียน เรื่องสิ่งแวดล้อมและดนตรีนอกกระแส - เวลาส่วนใหญ่ของชีวิตใช้ไปกับการนั่งมองความเคลื่อนไหวของใบไม้และสายลม



