ความหลากหลายทางชีวภาพที่หายไป วิกฤตเงียบที่กำลังกัดกินอนาคตไทย ไม่ใช่แค่เรื่องสัตว์ป่า แต่คือฐานของอาหาร สุขภาพ เศรษฐกิจ และความมั่นคงของชีวิต

ความหลากหลายทางชีวภาพที่หายไป วิกฤตเงียบที่กำลังกัดกินอนาคตไทย ไม่ใช่แค่เรื่องสัตว์ป่า แต่คือฐานของอาหาร สุขภาพ เศรษฐกิจ และความมั่นคงของชีวิต

โลกไม่ได้สูญเสียแค่สัตว์หายากบางชนิด แต่กำลังสูญเสียความสมบูรณ์ของระบบที่หล่อเลี้ยงชีวิต รายงานระดับโลกฉบับล่าสุดพบว่าขนาดประชากรสัตว์ป่าที่ติดตามโดยเฉลี่ยลดลง 73% ในช่วง 52 ปี ขณะที่ข้อมูลของไทยก็ชี้ว่ามีสัตว์หลายกลุ่มอยู่ในสถานภาพถูกคุกคาม คำถามจึงไม่ใช่เพียงว่าเราจะช่วยสัตว์ชนิดใดได้บ้าง แต่คือเรากำลังพัฒนาเมือง เกษตรกรรม โครงสร้างพื้นฐาน และเศรษฐกิจ โดยเหลือพื้นที่ให้ธรรมชาติทำหน้าที่ของมันมากน้อยเพียงใด

ธรรมชาติไม่ใช่ฉากหลังของชีวิต

ลองนึกถึงเช้าวันหนึ่งที่ผลผลิตทางการเกษตรลดลง แหล่งน้ำเสื่อมโทรม หรือชุมชนต้องเผชิญกับความร้อนและน้ำท่วมที่รับมือยากขึ้น ปัญหาเหล่านี้ไม่ได้เกิดจากสาเหตุเดียว และไม่ใช่ทุกกรณีจะเชื่อมโยงกับความหลากหลายทางชีวภาพโดยตรง แต่เมื่อระบบนิเวศเสื่อมโทรม ความสามารถของธรรมชาติในการช่วยกรองน้ำ รักษาความอุดมสมบูรณ์ของดิน ผสมเกสรพืช ควบคุมศัตรูพืช และบรรเทาผลกระทบจากสภาพอากาศย่อมอ่อนแอลงตามไปด้วย

ความหลากหลายทางชีวภาพจึงไม่ได้หมายถึงจำนวนสัตว์ป่าหรือพืชหายากที่พบในป่าเท่านั้น แต่ครอบคลุมอย่างน้อย 3 ระดับที่เชื่อมโยงกัน ได้แก่

  • ความหลากหลายของชนิดพันธุ์ — ตั้งแต่พืช สัตว์ เชื้อรา ไปจนถึงจุลินทรีย์ที่มีบทบาทแตกต่างกันในระบบนิเวศ
  • ความหลากหลายทางพันธุกรรม — ความแตกต่างภายในชนิดพันธุ์ ซึ่งช่วยให้สิ่งมีชีวิตปรับตัวต่อโรค ภัยแล้ง ความร้อน และการเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อม
  • ความหลากหลายของระบบนิเวศ — ตั้งแต่ป่าบก ป่าชายเลน พื้นที่ชุ่มน้ำ แม่น้ำ ทุ่งหญ้า ไปจนถึงแนวปะการังและทะเล

เมื่อตัวใดตัวหนึ่งหายไป ผลกระทบอาจไม่ได้หยุดอยู่กับชนิดพันธุ์นั้น เพราะสิ่งมีชีวิตต่างพึ่งพากันผ่านห่วงโซ่อาหาร การผสมเกสร การหมุนเวียนธาตุอาหาร และความสัมพันธ์อื่น ๆ ที่มนุษย์อาจยังเข้าใจไม่ครบถ้วน

“ผึ้ง” แมลงถ่ายเรณูที่สำคัญของระบบนิเวศ
มอธหญ้า แมลงถ่ายเรณูอีกชนิดหนึ่ง

ตัวเลขโลกที่ต้องอ่านให้ถูก: ประชากรที่ติดตามลดลง 73%

รายงาน Living Planet Report 2026 ขององค์การกองทุนสัตว์ป่าโลกสากล (WWF) ระบุว่า ระหว่างปี 1970–2022 ขนาดประชากรสัตว์ป่าที่มีการติดตามโดยเฉลี่ยลดลง 73% โดยอาศัยแนวโน้มประชากร 35,803 ชุด จากสัตว์มีกระดูกสันหลัง 5,790 ชนิด [1] ตัวเลขนี้สะท้อนการเปลี่ยนแปลงของขนาดประชากรในกลุ่มที่มีข้อมูลติดตาม ไม่ได้หมายความว่าสัตว์ป่าทั่วโลกสูญพันธุ์ไปแล้ว 73% หรือสัตว์ทุกชนิดลดลงในอัตราเดียวกัน

เมื่อแยกตามระบบนิเวศ รายงานพบว่าประชากรที่ติดตามในระบบนิเวศน้ำจืดลดลงเฉลี่ย 85% ระบบนิเวศบนบกลดลง 69% และระบบนิเวศทางทะเลลดลง 59% [1] ขณะเดียวกัน ประชากรประมาณครึ่งหนึ่งที่อยู่ในดัชนีมีแนวโน้มคงที่หรือเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นหลักฐานว่าการอนุรักษ์ที่เหมาะสมสามารถช่วยให้ธรรมชาติฟื้นตัวได้

ตัวเลขดังกล่าวจึงไม่ใช่คำประกาศว่าทุกอย่างสายเกินไป แต่เป็นสัญญาณเตือนว่าแนวโน้มโดยรวมยังน่ากังวล และการฟื้นตัวของบางพื้นที่ไม่อาจชดเชยการสูญเสียที่เกิดขึ้นในอีกหลายพื้นที่ได้โดยอัตโนมัติ

ป่าพุ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันออก

ประเทศไทย: สัญญาณเตือนจากชนิดพันธุ์ที่ถูกคุกคาม

ข้อมูลบัญชีสถานภาพชนิดพันธุ์ของประเทศไทยปี 2568 ซึ่งเผยแพร่โดยสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) ระบุว่า มีการประเมินสัตว์รวม 10,824 ชนิด ครอบคลุมสัตว์มีกระดูกสันหลังและสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังบางกลุ่ม [2] ในกลุ่มสัตว์มีกระดูกสันหลังที่ประเมิน 4,928 ชนิด พบชนิดพันธุ์ที่ถูกคุกคาม 723 ชนิด หรือประมาณ 15% ประกอบด้วยสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม 122 ชนิด นก 182 ชนิด สัตว์เลื้อยคลาน 53 ชนิด สัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก 22 ชนิด และปลา 344 ชนิด

ส่วนสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังในกลุ่มที่ประเมิน 5,896 ชนิด พบชนิดพันธุ์ที่ถูกคุกคาม 721 ชนิด โดยมีกลุ่มปะการัง 361 ชนิด และมอลลัสกา 228 ชนิดอยู่ในบัญชีดังกล่าว [2] ตัวเลขนี้ทำให้เห็นว่าความเสี่ยงไม่ได้จำกัดอยู่กับสัตว์ขนาดใหญ่ที่เป็นที่รู้จักหรือดึงดูดความสนใจของสังคม

อย่างไรก็ตาม บัญชีนี้เป็นผลการประเมินเฉพาะกลุ่มสิ่งมีชีวิตที่ระบุไว้ ไม่ใช่การนับสิ่งมีชีวิตทั้งหมดในประเทศไทย และจำนวนชนิดที่ถูกจัดว่า “ถูกคุกคาม” ก็ไม่เท่ากับจำนวนชนิดที่สูญพันธุ์แล้ว การอ่านข้อมูลอย่างระมัดระวังช่วยให้เราเห็นทั้งขนาดของปัญหาและช่องว่างความรู้ที่ยังต้องเติมเต็ม

จิ้งเหลนลายห้าแถบ ศูนย์ศึกษาธรรมชาติและสัตว์ป่าห้วยขาแข้ง
“พญาแร้ง”สัตว์ที่มีสถานะสูญพันธุ์ไปแล้วจากธรรมชาติในประเทศไทยแต่เป็นสัตว์ที่มีความสำคัญในระบบนิเวศเป็นอย่างมาก

อะไรทำให้ความหลากหลายทางชีวภาพลดลง?

การประเมินระดับโลกของ IPBES ระบุแรงขับโดยตรงที่สำคัญ 5 ประการ ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดินและทะเล การใช้ประโยชน์สิ่งมีชีวิตเกินขนาด การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ มลพิษ และชนิดพันธุ์ต่างถิ่นรุกราน [3] ในแต่ละประเทศ น้ำหนักของปัจจัยเหล่านี้แตกต่างกัน แต่หลายปัจจัยมักเกิดพร้อมกันและขยายผลกระทบซึ่งกันและกัน

1. เมื่อถิ่นอาศัยถูกแบ่งแยก

การเปลี่ยนป่า พื้นที่ชุ่มน้ำ ชายฝั่ง หรือทุ่งหญ้าให้กลายเป็นพื้นที่เกษตร เมือง เหมือง ถนน เขื่อน หรือโครงสร้างพื้นฐาน ทำให้สิ่งมีชีวิตสูญเสียพื้นที่ดำรงชีวิต ขณะเดียวกัน แม้พื้นที่ธรรมชาติยังคงอยู่บนแผนที่ แต่ถนนหรือสิ่งก่อสร้างที่ตัดผ่านอาจแบ่งผืนป่าออกเป็นหย่อมเล็ก ๆ ลดโอกาสเคลื่อนย้าย หาอาหาร สืบพันธุ์ และแลกเปลี่ยนยีนระหว่างประชากร

2. ใช้ทรัพยากรเร็วกว่าที่ธรรมชาติฟื้นตัว

การล่า การค้าและเก็บเกี่ยวสิ่งมีชีวิต การทำประมงเกินกำลังผลิต หรือการตัดไม้โดยไม่คำนึงถึงการฟื้นตัว อาจลดจำนวนประชากรโดยตรง และกระทบความสัมพันธ์ในระบบนิเวศ ปัญหาจึงไม่ใช่เพียงการมีหรือไม่มีทรัพยากร แต่คืออัตราการใช้ประโยชน์และการจัดการที่สอดคล้องกับขีดจำกัดของธรรมชาติหรือไม่

3. ภูมิอากาศที่เปลี่ยนไปทำให้ความเสี่ยงซ้อนทับ

อุณหภูมิที่สูงขึ้น ฝนที่แปรปรวน ภัยแล้ง น้ำท่วม และความเป็นกรดของทะเลสามารถเปลี่ยนช่วงเวลาการออกดอก การสืบพันธุ์ และการกระจายตัวของสิ่งมีชีวิต ผลกระทบยิ่งรุนแรงเมื่อชนิดพันธุ์ไม่มีพื้นที่ให้ย้ายถิ่น เพราะเส้นทางเชื่อมต่อระหว่างแหล่งอาศัยถูกตัดขาดไปแล้ว

4. มลพิษและชนิดพันธุ์ต่างถิ่นรุกราน

สารเคมีทางการเกษตร น้ำเสีย สารอาหารส่วนเกิน ขยะและพลาสติกส่งผลต่อสิ่งมีชีวิตทั้งบนบกและในน้ำ ขณะที่ชนิดพันธุ์ต่างถิ่นบางชนิดอาจแข่งขันกับชนิดพันธุ์ท้องถิ่น ล่า หรือเปลี่ยนแปลงถิ่นอาศัยเดิมได้ ความเสี่ยงไม่ได้เกิดจากการพบสิ่งมีชีวิตต่างถิ่นทุกชนิด แต่เกิดเมื่อชนิดพันธุ์นั้นแพร่กระจายและสร้างผลกระทบต่อระบบนิเวศ เศรษฐกิจ หรือสุขภาพ

หัวใจสำคัญคือปัจจัยเหล่านี้ไม่ได้แยกขาดจากกัน การเปลี่ยนพื้นที่ธรรมชาติอาจเพิ่มมลพิษและทำให้ชนิดพันธุ์รุกรานแพร่กระจายได้ง่ายขึ้น ส่วนภูมิอากาศที่เปลี่ยนไปก็อาจซ้ำเติมสิ่งมีชีวิตที่ถูกจำกัดพื้นที่อยู่แล้ว

จากแผนบนกระดาษสู่การเปลี่ยนวิธีพัฒนา

ประเทศไทยมีแผนปฏิบัติการด้านความหลากหลายทางชีวภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2566–2570 ซึ่งประกอบด้วย 3 ยุทธศาสตร์และ 12 เป้าหมาย ครอบคลุมการอนุรักษ์ถิ่นอาศัยและชนิดพันธุ์ การใช้ประโยชน์ทรัพยากรอย่างยั่งยืนและเป็นธรรม ตลอดจนการบูรณาการประเด็นความหลากหลายทางชีวภาพเข้าไปในนโยบายและแผนพัฒนาของภาคส่วนต่าง ๆ [4] โจทย์สำคัญจึงไม่ใช่เพียงการมีแผน แต่คือการทำให้เป้าหมายเหล่านี้มีงบประมาณ ผู้รับผิดชอบ ตัวชี้วัด และผลลัพธ์ที่ตรวจสอบได้

ในระดับโลก กรอบความหลากหลายทางชีวภาพคุนหมิง–มอนทรีออลกำหนดเป้าหมายหลายด้านสำหรับปี ค.ศ. 2030 รวมถึงการอนุรักษ์และจัดการพื้นที่บก แหล่งน้ำภายในประเทศ ชายฝั่ง และทะเลอย่างน้อย 30% ตลอดจนการฟื้นฟูระบบนิเวศที่เสื่อมโทรมอย่างน้อย 30% ของพื้นที่ที่เสื่อมโทรม [5] เป้าหมายดังกล่าวเป็นกรอบระดับโลก ไม่ใช่หลักฐานว่าทุกประเทศหรือทุกพื้นที่ได้ดำเนินการสำเร็จแล้ว

การประชุมสมัชชาภาคีอนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ ครั้งที่ 17 (COP17) จัดขึ้นระหว่างวันที่ 19–30 ตุลาคม พ.ศ. 2569 ณ เมืองเยเรวาน ประเทศอาร์เมเนีย โดยการประชุมดำเนินต่อเนื่องจนถึงวันที่ 31 ตุลาคม การประชุมครั้งนี้มีความสำคัญเป็นพิเศษ เนื่องจากเป็นการทบทวนความก้าวหน้า ร่วมกันระดับโลกครั้งแรกในการดำเนินงานตามกรอบ KMGBF นับตั้งแต่ได้รับการรับรอง ในปี ค.ศ. 2022 ผลการทบทวนชี้ว่า แม้ประเทศภาคีจะเริ่มดำเนินงานในหลายด้าน แต่ภาพรวมของโลกยังไม่อยู่ในทิศทางที่จะบรรลุเป้าหมายทั้ง 23 ข้อภายในปี ค.ศ. 2030 จึงจำเป็นต้องเร่งลดช่องว่างระหว่างเป้าหมายกับการปฏิบัติจริง [6, 7]

ผลลัพธ์สำคัญของ COP17 คือการเห็นชอบ “Yerevan Pathway” ซึ่งเป็นแนวทางเร่งรัดการดำเนินงานตามกรอบ KMGBF ในช่วงเวลาที่เหลือก่อนปี ค.ศ. 2030 โดยมุ่งแก้ไขอุปสรรคที่พบจากการทบทวนระดับโลกใน 5 ด้าน ได้แก่ (1) การจัดทำและปรับปรุงยุทธศาสตร์และแผนปฏิบัติการด้านความหลากหลายทางชีวภาพ ระดับชาติให้ครอบคลุมเป้าหมายระดับโลก (2) การเพิ่มทรัพยากรเพื่อการดำเนินงาน ทั้งด้านเงินทุน การพัฒนาศักยภาพ และความร่วมมือด้านเทคโนโลยี (3) การบูรณาการความหลากหลายทางชีวภาพเข้าสู่การทำงานของทุกหน่วยงานภาครัฐ (4) การส่งเสริมการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน โดยเฉพาะชนพื้นเมืองและชุมชนท้องถิ่น ผู้หญิง และเยาวชน และ (5) การพัฒนาระบบติดตาม ความรู้ และข้อมูล เพื่อประเมินความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง [7, 8]

การประชุมยังมีความคืบหน้าในการเสริมสร้างบทบาทของชนพื้นเมืองและชุมชนท้องถิ่น ผ่านการเห็นชอบกติกาการดำเนินงานของกลไกถาวรภายใต้มาตรา 8(j) ของอนุสัญญาฯ ซึ่งมีชื่อว่า “Sevan Guidelines” เพื่อสนับสนุนการมีส่วนร่วม ของกลุ่มดังกล่าวในการกำหนดนโยบายและการดำเนินงานด้านความหลากหลายทางชีวภาพ นอกจากนี้ ยังมีการประกาศเงินทุนและความริเริ่มใหม่ด้านความหลากหลายทางชีวภาพ รวมมูลค่าเกือบ 2,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากหลายแหล่งทุน ทั้งกองทุนระหว่างประเทศ องค์กรด้านการอนุรักษ์ และภาคเอกชน [7]

อย่างไรก็ตาม การประกาศเงินทุนและการเห็นชอบแนวทางร่วมกันยังไม่ใช่หลักประกันว่า เป้าหมายจะบรรลุผล การประชุมสะท้อนว่าอุปสรรคสำคัญยังรวมถึงการขาดแคลนเงินทุน แรงจูงใจหรือเงินอุดหนุนที่ส่งผลเสียต่อธรรมชาติ การเข้าถึงเทคโนโลยีและข้อมูล ตลอดจนการมีส่วนร่วมที่ยังไม่ทั่วถึง ดังนั้น Yerevan Pathway จึงมีความหมาย ในฐานะกรอบเร่งรัดการดำเนินงาน แต่ผลสำเร็จจะขึ้นอยู่กับการนำไปปรับใช้ ในระดับประเทศและพื้นที่อย่างจริงจัง [7, 9]

สำหรับประเทศไทย ประเด็นจาก COP17 เป็นโจทย์สำคัญในการขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการ ด้านความหลากหลายทางชีวภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2566–2570 ให้เกิดผลที่ตรวจสอบได้ ทั้งการกำหนดหน่วยงานรับผิดชอบและงบประมาณที่ชัดเจน การบูรณาการเป้าหมาย ด้านธรรมชาติเข้ากับนโยบายด้านเกษตรกรรม โครงสร้างพื้นฐาน การค้า และการลงทุน การสนับสนุนชุมชนที่ดูแลทรัพยากร ตลอดจนการเปิดเผยข้อมูลผลการดำเนินงาน เพื่อให้สังคมติดตามได้ว่า ประเทศกำลังลดแรงกดดันต่อธรรมชาติและฟื้นฟูระบบนิเวศ ได้จริงเพียงใด

ทางออกต้องมากกว่าการปลูกต้นไม้หรือเพิ่มพื้นที่บนแผนที่

การประกาศพื้นที่อนุรักษ์และการปลูกต้นไม้ยังมีความสำคัญ แต่ไม่อาจทดแทนการรักษาระบบนิเวศธรรมชาติที่สมบูรณ์ได้ทั้งหมด หากพื้นที่ที่มีคุณค่าทางนิเวศถูกทำลาย ขณะที่พื้นที่อื่นถูกปลูกทดแทนด้วยชนิดพันธุ์เพียงไม่กี่ชนิด ตัวเลขพื้นที่สีเขียวอาจเพิ่มขึ้นโดยไม่ได้หมายความว่าความหลากหลายทางชีวภาพฟื้นตัวตามไปด้วย การจัดการที่จริงจังควรมุ่งอย่างน้อย 5 ด้านต่อไปนี้

ป้องกันการสูญเสียก่อนเกิดผลกระทบ: ใช้ข้อมูลความสำคัญทางนิเวศในการวางผังเมืองและการใช้ที่ดิน ประเมินผลกระทบสะสมจากโครงการหลายโครงการ และรักษาทางเชื่อมต่อระหว่างพื้นที่ธรรมชาติ

ฟื้นฟูระบบนิเวศให้ทำงานได้จริง: เลือกชนิดพันธุ์ท้องถิ่น ฟื้นฟูดินและน้ำ และติดตามผลหลังการฟื้นฟู ไม่วัดความสำเร็จจากจำนวนต้นไม้ที่ปลูกเพียงอย่างเดียว

เปลี่ยนวิธีผลิตและบริโภค: ลดมลพิษจากเกษตรกรรมและชุมชน จัดการประมงและการท่องเที่ยวตามขีดความสามารถของระบบนิเวศ และผลักดันห่วงโซ่อุปทานที่ไม่ผลักต้นทุนสิ่งแวดล้อมไปให้คนอื่น

ให้ชุมชนมีส่วนร่วมและได้รับประโยชน์อย่างเป็นธรรม: สนับสนุนบทบาทของชุมชนท้องถิ่นและผู้ที่พึ่งพาทรัพยากร พร้อมเปิดพื้นที่ให้ความรู้ท้องถิ่นทำงานร่วมกับหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

วัดผลอย่างโปร่งใส: เปิดเผยข้อมูลสถานภาพชนิดพันธุ์ คุณภาพถิ่นอาศัย ความเชื่อมต่อของระบบนิเวศ งบประมาณ และความคืบหน้าของหน่วยงาน เพื่อให้สังคมประเมินได้ว่ามาตรการใดได้ผลและส่วนใดยังต้องแก้ไข

เราจะพัฒนาอย่างไร โดยไม่ทำลายฐานของการพัฒนา?

ความหลากหลายทางชีวภาพไม่ใช่ต้นทุนส่วนเกินที่สังคมจะค่อยหันมาดูแลเมื่อมีรายได้มากพอ แต่เป็นฐานที่ทำให้อาหาร น้ำ สุขภาพ และเศรษฐกิจดำเนินต่อไปได้ การสูญเสียธรรมชาติอาจไม่ปรากฏในราคาสินค้าหรือผลประกอบการทันที ทว่าต้นทุนที่สะสมอาจย้อนกลับมาในรูปของความเสี่ยงต่อเกษตรกร ชาวประมง ชุมชนเมือง ธุรกิจ และงบประมาณของรัฐ

ดังนั้น คำถามอาจไม่ใช่เพียงว่า “เราจะอนุรักษ์อะไรเพิ่มได้อีก” แต่ต้องถามด้วยว่า “โครงการและกิจกรรมทางเศรษฐกิจแบบใดไม่ควรเกิดขึ้นในพื้นที่สำคัญต่อระบบนิเวศ” และ “เราจะทำให้การรักษาธรรมชาติเป็นส่วนหนึ่งของการตัดสินใจทุกภาคส่วน ไม่ใช่ภารกิจของหน่วยงานสิ่งแวดล้อมเพียงฝ่ายเดียวได้อย่างไร”

เมื่อธรรมชาติถูกมองเป็นเพียงทรัพยากรที่ใช้แล้วทดแทนได้ การพัฒนาก็เสี่ยงจะกัดกินเงื่อนไขที่ทำให้ตัวเองดำรงอยู่ แต่หากมองความหลากหลายทางชีวภาพเป็นทุนร่วมของสังคม การรักษาป่า แหล่งน้ำ ชายฝั่ง และสิ่งมีชีวิตนานาชนิดจะไม่ใช่การหยุดการพัฒนา หากเป็นการกำหนดทิศทางให้การพัฒนามีอนาคต

ผู้เขียน : อ.ดร. คณวัฒน์ เปาอินทร 
ตำแหน่ง อาจารย์ คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
ผู้มีความสนใจในเรื่องนโยบายและการจัดการเพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียว

ภาพ : อรยุพา สังขะมาน

เอกสารอ้างอิงและแหล่งข้อมูล